หัวข้อ : เทคนิคการอ่านฎีกา พิชิต 3 สนาม - เนติบัณฑิต อัยการ ผู้พิพากษา
หมวดหมู่ : บทความกฎหมาย
รายละเอียด : รวมข้อมูล เกี่ยวกับบทความกฎหมาย เกี่ยวกับ การคิด วิคราะห์ หลักการทางกฎหมาย อื่นๆ



เทคนิคการอ่านฎีกา พิชิต ๓ สนาม - เนติบัณฑิต อัยการ ผู้พิพากษา

***การอ่านฎีกา ควรอ่านอย่างไร ***

*********************

     กรณีคำพิพากษา ฎีกาที่ตีพิมพ์* นั้นจะเป็นฎีกาข้อกฎหมาย หรือเกิดข้อเท็จจริงใหม่ๆ ข้อเท็จจริงที่น่าคิด นักศึกษาก็ควรจะใส่ใจ ซึ่งแสดงว่าถ้าเป็นฎีกาข้อกฎหมายจะมีการตีพิมพ์ นอกเสียจากว่าข้อกฎหมายซ้ำมากๆ ก็จะไม่ตีพิมพ์

      ซึ่งในการสอบระดับชั้นเนติบัณฑิตนั้น เสมือนว่านักศึกษาอ่านฎีกาอย่างน้อย ๑๐ เรื่องภายในเวลา ๔ ชั่วโมง ซึ่งแต่ละข้อส่วนใหญ่จะออก ๒ ประเด็น แต่ถ้าเป็นระดับผู้ช่วยฯ อาจจะมีถึง ๕ ประเด็นก็ได้

       วิธีการอ่านฎีกานั้น หากอ่านฎีกาย่อสั้น ภาพจะไม่ชัดเจน ซึ่งอาจารย์แนะนำให้นักศึกษาดูฎีกาใหญ่ (ย่อยาว) คือ ศาลชั้นต้นตัดสินอย่างไร ศาลอุทธรณ์ตัดสินอย่างไร และสุดท้ายศาลฎีกาตัดสินอย่างไร เมื่ออ่านเสร็จให้มีข้อสังเกตว่า ฎีกาย่อยาวนี้จะมีข้อกฎหมายทุกเรื่อง   และจะมีคำว่า “ข้อเท็จจริงฟังเป็นที่ยุติว่า....” นั่นคือข้อสอบ เพราะข้อสอบจะเสนอข้อเท็จจริงขึ้นมาว่าใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร

       ข้อสังเกตอีกประการ แบบฟอร์มก่อนจบของข้อสอบของเราทั้งเนติฯ ผู้ช่วยฯ จะถามว่า “ให้วินิจฉัยว่า......”

       ส่วนตามฎีกา คำว่า “เห็นว่า....” นั้นคือ คำตอบ ซึ่งเป็นข้อวิเคราะห์ของศาลฎีกา

        ดังนั้นการอ่านฎีกาต้องอ่านทั้งข้อเท็จจริง และข้อที่มีการวินิจฉัยนั้นก็คือ หลังจากคำว่า “เห็นว่า....” ซึ่งจะมีการนำคำในตัวบท มาเขียนอย่างไม่พุ่มเฟือย

 

อ้างอิง : อ.พิศล พิรุณ วิชา ระบบศาลและพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ภาคค่ำ) ครั้งที่ ๒ สมัยที่ ๖๘

 

******** ตัวอย่าง ฎีกา ********

 

 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1400/2557

       มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 5 ว่า การจดทะเบียนจำนองระหว่างจำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 5 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ 


         โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นบุตรบุญธรรมของนายจรินทร์ สงวน นาม ในการดำเนินคดีนี้ โจทก์ผู้เยาว์โดยนายทองดี สิงห์คำ บิดา ผู้ปกครองตามคำสั่งศาล ผู้แทนโดยชอบธรรมฟ้องคดีนี้แทนโจทก์ เมื่อ วันที่ 13 กันยายน 2545 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 3 ผู้รับมอบ อำนาจยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนายจรินทร์ สงวนนาม ผู้ตายโดยไม่มีพินัยกรรมอ้างว่าผู้ตายไม่มีภริยาและบุตรคงมีพี่น้อง ร่วมบิดามารดาเดียวกัน 6 คน รวมทั้งจำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 2 ได้ ยื่นคำร้องคัดค้าน ระหว่างไต่สวนจำเลยที่ 1 และที่ 2  ร่วมกันคบคิด ฉ้อฉลโดยแถลงต่อศาลว่าสามารถตกลงกันได้และขอเป็นผู้จัดการ มรดกร่วมกัน เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2545 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใน ฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1715 จากชื่อผู้ตายมาเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้จัดการ มรดกและได้มีการแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ดังกล่าวออกเป็น 2 แปลง คือ โฉนดเลขที่ 1715 และโฉนดเลขที่ 1715 และโฉนดเลขที่ 72125 ซึ่งก่อนผู้ตายถึงแก่ ความตาย ผู้ตายได้ทำพินัยกรรมไว้ 2 ฉบับ คือ ฉบับลงวันที่ 11 พฤษภาคม 2543 และฉบับที่ 2 ลงวันที่ 10 เมษายน 2545 พินัยกรรมฉบับก่อนและฉบับหลังจึงขัดกันบางส่วน เฉพาะข้อความใน ส่วนที่เกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 1715 ส่วนข้อกำหนดอื่นในพินัยกรรม ฉบับก่อนไม่มีข้อความขัดกันกับพินัยกรรมฉบับหลังยังคงมีผลบังคับ ดังนั้น ที่ดินโฉนดเลขที่ 1715 เฉพาะในส่วนที่ผู้ตายมิได้ทำพินัยกรรม ยกให้แก่จำเลยที่ 2 พร้อมสิ่งปลูกสร้างและสิทธิประโยชน์จากการเช่า ที่ดินจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทันทีที่ผู้ตายถึงแก่ความตาย เมื่อวัน ที่ 2 พฤษภาคม 2546 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดก ของผู้ตายตามคำสั่งศาลได้คบคิดกันฉ้อฉลโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 1715 พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัว และต่อมาเมื่อ วันที่ 16 กันยายน 2546 จำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวร่วมกันคบคิด ฉ้อฉลมอบอำนาจให้จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบุตรของจำเลยที่ 1 จดทะเบียน โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 1715 พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยที่ 3 โดย ไม่สุจริตและไม่มีค่าตอบแทน ต่อมาเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2546 จำเลยที่ 3 ได้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 1715 พร้อมสิ่งปลูกสร้างไปจด ทะเบียนจำนองไว้แก่จำเลยที่ 5 และได้ขึ้นวงเงินจำนองรวมเป็นเงิน จำนองทั้งสิ้น 3,700,000 บาท โดยไม่สุจริต และจำเลยที่ 5 ทราบ อยู่ก่อนแล้วว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวนั้นเป็นของโจทก์ เนื่องจากโจทก์ได้ปักป้ายประกาศไว้บนที่ดินเพื่อให้บุคคลทั่วไปทราบว่า โจทก์กำลังดำเนินการฟ้องร้องเพิกถอนนิติกรรมการโอนระหว่างจำเลย ที่ 1 กับจำเลยที่ 3 อยู่ เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2546 จำเลยที่ 1 และ ที่ 2 ในฐานะผู้จัดมรดกของผู้ตายได้จดทะเบียนโอนขายที่ดิน โฉนดเลขที่ 38459 ให้จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นมารดาของจำเลยที่ 2 ใน ราคา 42,000 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ทราบดีว่าทรัพย์ มรดกดังกล่าวของผู้ตายนั้นตกแก่โจทก์แต่เพียงผู้เดียว การกระทำของ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4  นั้นมีเจตนาคบคิดกันฉ้อฉลที่จะไม่ให้โจทก์ ได้รับทรัพย์มรดกที่ดินแปลงดังกล่าว โจทก์ได้มอบหมายให้ทนายความ มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยทั้งห้าจดทะเบียนเพอกถอนนิติกรรมที่ดิน โฉนดเลขที่ 1715 และ 38959 พร้อมกับโอนที่ดินทั้งสองแปลงให้ แก่โจทก์แล้วแต่จำเลยทั้งห้าเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าเพิกถอน นิติกรรมการจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 1715 พร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่าง จำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 5 เพิกถอนการโอนระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะ ส่วนตัวกับจำเลยที่ 3 และระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะ ส่วนตัวกับจำเลยที่ 3 และระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะ ผู้จัดการมรดกกับจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัว และให้จำเลยที่ 1 และ ที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกทำการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน โฉนดเลขที่ดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 และ ที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกไม่กระทำการดังกล่าวให้ถือเอาคำพิพากษา แทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยที่ 3 และที่ 5  ส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 1715 คืนจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้จัดการ มรดกส่งมอบโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ ให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขาย ที่ดินโฉนดเลขที่ 38959 ระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะ ผู้จัดการมรดกกับจำเลยที่ 4 ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้จัดการ มรดกจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ดังกล่าวให้แก่โจทก์ หากจำเลย ที่ 1 และที่ 2 ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดง เจตนา ให้จำเลยที่ 4 ส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 38959 คืนให้แก่ จำเลย 1 และที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดก และให้จำเลยที่ 1 และ ที่ 2 ส่งมอบโฉนดที่ดินคืนโจทก์
         จำเลยที่ 1 ให้การว่า ผู้ตายจดทะเบียนรับโจทก์เป็นบุตร บุญธรรมนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากบิดามารดาของโจทก์ไม่ได้ ลงลายมือชื่อให้ความยินยอมและโจทก์มิใช่ทายาทผู้รับพินัยกรรมของ ผู้ตาย เพราะผู้ตายมิได้ทำพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 11 พฤษภาคม 2543 เนื่องจากในช่วงระยะเวลาดังกล่าวนั้น ผู้ตายป่วยเป็นโรค มะเร็ง พินัยกรรมฉบับดังกล่าวนั้น โจทก์ นางสาวสุนันทา สงวนนาม กับพวกได้ร่วมกันกรอกข้อความลงในกระดาษเปล่าซึ่งมีลายมือชื่อของ ผู้ตายโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ตายจึงเป็นพินัยกรรมปลอม จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามคำสั่งศาลและ ได้รับความยินยอมจากทายาทของผู้ตายบางส่วน โจทก์หรือบุคคลอื่น ไม่คัดค้าน ในการรังวัดแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 1715 โจทก์และ นางสาวสุนันทาทราบดีแต่ไม่คัดค้าน การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนยก ที่ดินโฉนดเลขที่ 1715 ให้แก่จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบุตรโดยสุจริตและ เป็นการให้โดยไม่มีค่าตอบแทน ไม่ปรากฏว่าโจทก์หรือบุคคลใดโต้แย้ง คัดค้าน ดังนั้น การยกให้ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3  จึงชอบด้วย กฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง
         จำเลยที่ 2 และที่ 4 ให้การว่า ขณะที่ผู้ตายจดทะเบียนรับ โจทก์เป็นบุตรบุญธรรมนั้นโจทก์อายุ 11 ปี จึงไม่อาจให้ความยินยอม ได้ จำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลและมีอำนาจเฉพาะ ส่วนที่ผู้ตายได้ทำพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 10 เมษายน 2545 ยกให้ จำเลยที่ 2 เมื่อจำเลยที่ 1 และ 2 เป็นผู้จัดการมรดกในการแบ่งแยก ที่ดินโฉนดเลขที่ 1715 จึงได้กระทำไปตามระเบียบของกรมที่ดิน จำเลยที่ 4 เป็นภริยาของนายเยื้อน สงวนนาม ก่อนนายเยื้อนถึงแก่ ความตาย เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2533 นายเยื้อนซื้อที่ดินจาก ผู้ตายซึ่งเป็นน้องชายในราคา 25,000 บาท ก่อนผู้ตายถึงแก่ความตาย ก็เคยทำการแบ่งแยกที่ดินให้แก่จำเลย 4 แต่ยังไม่เสร็จสิ้น เมื่อผู้ตาย ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 4 ในฐานะภริยาของนายเยื้อนจึงโต้แย้ง กรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงดังกล่าวกับจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดก ของผู้ตาย จำเลยที่ 1 โอนที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 4 ราคา ที่ดินจึงเป็นไปตามราคาที่ซื้อขายกันเมื่อปี 2533 จำเลยที่ 4 ได้ กระทำไปโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน จึงไม่มีหน้าที่จะต้องโอน ที่ดินโฉนดเลขที่ 387959 คืนโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง
         จำเลยที่ 3 ให้การว่า ผู้ตายจดทะเบียนรับโจทก์เป็นบุตร บุญธรรมโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากมิได้รับความยินยอมจาก บิดามารดาของโจทก์เสียก่อน ศาลได้มีคำสั่งแต่งตั้งให้จำเลยที่ 1 และ ที่ 2 ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย โดยให้จำเลยที่ 2 เป็น ผู้จัดการมรดกเฉพาะทรัพย์มรดกตามพินัยกรรม ส่วนทรัพย์สินอื่นนอก พินัยกรรมนั้นให้เป็นอำนาจของจำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกได้โอนทรัพย์มรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 1715 ให้แก่จำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวซึ่งเป็นทายาทของผู้ตายโดยสุจริต ไม่ปรากฏว่าโจทก์หรือบุคคลใดโต้แย้งคัดค้าน จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิใน ที่ดินแปลงดังกล่าวตามกฎหมาย การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอน ที่ดินโฉนดเลขที่ 1715 พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้จำเลยที่ 3 ในฐานะบุตร จึงเป็นการจดทะเบียนให้โดยเสน่หาไม่มีค่าตอบแทน ไม่ปรากฏว่า โจทก์หรือบุคคลใดโต้แย้งคัดค้านเช่นกัน จำเลยที่ 3 จึงชอบที่จะนำ ที่ดินโฉนดเลขที่ดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างไปจดทะเบียนจำนองเพื่อ ประกันหนี้เงินกู้แก่จำเลยที่ 5 การจดทะเบียนดังกล่าวจึงชอบด้วย กฎหมาย เนื่องจากจำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อม สิ่งปลูกสร้าง โจทก์มิใช่เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ ยกฟ้อง
         จำเลยที่ 5 ให้การว่า โจทก์มิใช่ผู้เสียหาย เนื่องจากมิใช่เป็น เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1715 หากแต่จำเลยที่ 3 เป็น เจ้าของผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงดังกล่าว จำเลยที่ 3 จดทะเบียน จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 1715 และขึ้นวงเงินจำนองเพื่อประกันหนี้เงินกู้ ที่จำเลยที่ 3 กู้ไปจากจำเลยที่ 5 การจดทะเบียนจำนองต่อเจ้าพนักงาน ที่ดินจังหวัดภูเก็ตได้กระทำไปโดยสุจริตและชอบด้วยกฎหมาย ทั้ง ไม่ปรากฏว่าโจทก์หรือบุคคลใดโต้แย้งคัดค้านการจดทะเบียนจำนอง จำเลยที่ 5 ไม่เคยเห็นหรือทราบข้อความตามป้ายประกาศเอกสาร ท้ายฟ้องหมายเลข 17 แต่อย่างใด โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง
         ระหว่างพิจารณา โจทก์มีอายุ  20 ปีบริบูรณ์ จึงยื่นคำร้องต่อ ศาลขออนุญาตดำเนินคดีด้วยตนเอง ศาลอนุญาตให้โจทก์ดำเนินคดี ด้วยตนเอง ให้นายทองดี สิงห์คำ ผู้แทนโดยชอบธรรมของโจทก์หมด อำนาจในการดำเนินคดีนี้แทนโจทก์
         ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินและสิ่ง ปลูกสร้างโฉนดเลขที่ 1715 เลขที่ดิน 259 ตำบลฉลอง อำเภอเมือง ภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต ระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวกับจำเลยที่ 3 ซึ่งได้ทำขึ้นเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2546 และเพิกถอนนิติกรรมการ โอนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐาน ฐานะผู้จัดการมรดก กับจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัว ซึ่งทำขึ้นเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 246 ให้จำเลยที่ 3 จดทะเบียนโอนที่ดินพร้อมสิ่ง ปลูกสร้างดังกล่าวให้แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 3 มิได้กระทำให้ถือเอา คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 3 ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่า ทนายความให้ 10,000 บาท คำขออื่นให้ยก ยกฟ้องจำเลยที่ 4 และ ที่ 5          
         โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์
         ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนนิติกรรม จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 1715 เลขที่ดิน 259 ตำบลฉลอง อำเภอ เมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินระหว่างจำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 5 ซึ่งได้ทำขึ้นเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2546 และให้ เพิกถอนนิติกรรมการขึ้นเงินจำนองที่ดินแปลงเดียวกัน ซึ่งจำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 5 ได้ทำขึ้นเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2546 กับให้จำเลย ที่ 3 และจำเลยที่ 5 ร่วมกันส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่จำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายส่งมอบโฉนดที่ดิน ดังกล่าวแก่โจทก์ ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้จำเลยที่ 3 และที่5 ส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 1715 แก่จำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมใน ศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 4 และที่ 5 ให้เป็นพับ นอกจากที่ แก้ให้คงเป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชันต้น ค่าฤชาธรรมเนียมใน ชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
         จำเลยที่ 5 ฎีกา
         ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า"ข้อเท็จจริงเบื้องต้นได้ว่า โจทก์เป็น บุตรบุญธรรมของนายจรินทร์ สงวนนาม ผู้ตาย จำเลยที่ 1 เป็นพี่น้อง ร่วมบิดามารดาเดียวกับนายจรินทร์ จำเลยที่ 2 เป็นบุตรของนายเยื้อน สงวนนาม กับจำเลยที่ 4 โดยนายเยื้อนเป็นพี่ชายของนายจรินทร์ จำเลยที่ 3 เป็นบุตรของจำเลยที่ 1 นายจรินทร์ได้ทำพินัยกรรมไว้ 2 ฉบับ ฉบับแรกเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2553 ฉบับที่ 2 เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2545 พินัยกรรมฉบับหลังมีข้อความขัดกับฉบับแรกบาง ส่วนเฉพาะข้อความเกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 1715 ตำบลฉลอง อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2545 นายจรินทร์ ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก มีจำเลย ที่ 2 ยื่นคำคัดค้าน ต่อมาศาลมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็น ผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกัน จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้จัดการ มรดกให้จัดการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 1715 ให้จำเลยที่ 1 ในฐานะ ส่วนตัว และจำเลยที่ 1ได้โอนที่ดินแปลงดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ให้จำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 นำไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่จำเลยที่ 5 จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกยังได้โอนที่ดินโฉนด เลขที่ 38958 ตำบลฉลอง อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต ให้จำเลย ที่ 4 ด้วย และข้อเท็จจริงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ฟังได้ ว่า โจทก์เป็นทายาทมีสิทธิได้รับมรดกของผู้ตาย พินัยกรรมฉบับลงวัน ที่ 11 พฤษภาคม 2543 ตามเอกสารหมาย จ.6 ไม่ปลอมและ สามารถใช้บังคับได้ การโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 1715 ระหว่างจำเลยที่ 1และที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกให้จำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวและ จำเลยที่ 1 โอนให้จำเลยที่ 3  โดยเสน่หาเป็นการโอนที่ไม่ชอบ การโอน ที่ดินโฉนดเลขที่ 38958 ให้จำเลยที่ 4 ชอบด้วยกฎหมาย
         มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 5 ว่า การจดทะเบียนจำนองระหว่างจำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 5 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยที่ 5 ฎีกาว่า จำเลยที่ 5 รับจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 1715 พร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้จากจำเลยที่ 3 โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน จึงชอบด้วยกฎหมาย ส่วนโจทก์มีสิทธิได้รับมรดกในที่ดินดังกล่าวเป็น การได้อสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมหรือพินัยกรรมและ สิทธิของโจทก์ยังไม่ได้จดทะเบียน โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอน นิติกรรมจำนองระหว่างจำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 3 เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟัง ยุติแล้วว่าโจทก์เป็นบุตรบุญธรรมโดยชอบของนายจรินทร์ผู้ตาย จึง เป็นทายาทมีสิทธิรับมรดกของนายจรินทร์ลำดับที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 (1),1598/28 ส่วน จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ตายเป็นทายาท ลำดับที่ 3 ตามมาตรา 1629 (3) เมื่อโจทก์เป็นทายาทลำดับที่ 1 ยัง มีชีวิตอยู่และมีสิทธิรับมรดก จำเลยที่1 จึงไม่มีสิทธิรับมรดกของ ผู้ตายตามมาตรา 1630 ทรัพย์มรดกของผู้ตายซึ่งไม่ได้ระบุไว้ใน พินัยกรรมย่อมตกแก่โจทก์ การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นผู้จัดการ มรดกโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 1715 ให้แก่จำเลยที่ 1ในฐานะส่วนตัวจึง ไม่ชอบและจำเลยที่ 1  ไม่มีสิทธิโอนที่ดินแปลงดังกล่าวให้จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบุตร การจัดการโอนมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 1715 ไม่ชอบ จำเลยที่ 3 ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 1715 ดังนั้นจำเลย ที่ 3 จึงไม่มีสิทธินำที่ดินแปลงดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองแก่จำเลย ที่ 5 เนื่องจากจำเลยที่ 3ไม่ได้เจ้าของที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ มาตรา 705 แม้จำเลยที่ 5 จะอ้างว่ารับจำนองไว้โดย สุจริตและเสียค่าตอบแทนก็ไม่มีผลผูกพัน กรณีไม่เข้าหลักเกณฑ์ตาม มาตรา 1299 วรรคสอง จึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามบทบัญญัติดังกล่าว โจทก์จึงเป็นทายาทมีสิทธิรับมรดกที่ดินแปลงนั้น จึงมีสิทธิติดตามเอาคืนตามมาตรา 1336 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้เพิกถอน นิติกรรมจำนองที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 1715 พร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่าง จำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 5 รวมทั้งนิติกรรมการขึ้นวงเงินขึ้นวงเงินจำนองที่ดิน แปลงเดียวกันนี้โดยวินิจฉัยให้เหตุผลมาโดยละเอียดแล้วนั้น ศาลฎีกา เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที 5 ฟังไม่ขึ้น
         พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

 

ผู้พิพากษา : พีรพล พิชยวัฒน์ วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี พันวะสา บัวทอง

 

อ่านฎีกาเด่น พร้อมออกสอบทุกสนาม (ย่อยาว) ที่ : http://www.lawsiam.com/?name=deka

 





เทคนิคการอ่านฎีกา พิชิต 3 สนาม - เนติบัณฑิต อัยการ ผู้พิพากษา | สาระความรู้ บทความกฎหมาย ที่น่าสนใจ ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม

จำนวนผู้ชม : 2417 ครั้ง
ลงวันที่ 04/01/2016 12:35:53





ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน

ผู้ใช้งานเข้าสู่ระบบ

Username :

Password :

เลือกประเภท:

 



[ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์]

ลืม Username/Password?

กรุณาเข้าระบบก่อนใช้งานทุกครั้ง


ลงทะเบียนใช้งานในระบบ (ฟรี) ที่นี่..

เตรียมสอบเนติ ภาค2/70

ค้นหา ฎีกาเด่น 3 สนาม*

    คำค้น :
    ระบุ เช่น ละเมิด, หนี้, ทรัพย์ ,288

ค้นหากฎหมาย ทั่วโลก

ข้อคิด คำคม วลีกฎหมาย

ข้อคิด อ.มล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์ เนติบัณฑิต สมัยที่ 1/70

อ่านรายละเอียด..


กลุ่มสังคมออนไลน์

       



ผู้ใช้งานในระบบ/สนับสนุน 19829 คน


ผู้ใช้งานเว็บไซต์ ล่าสุด