หัวข้อ : การเตรียมตัวสอบผู้ช่วยผู้พิพากษาสนามใหญ่ โดยท่านผู้พิพากษา วิริยะบัณฑิต
หมวดหมู่ : บทความกฎหมาย
รายละเอียด : รวมข้อมูล เกี่ยวกับบทความกฎหมาย เกี่ยวกับ การคิด วิคราะห์ หลักการทางกฎหมาย อื่นๆ



การเตรียมตัวสอบผู้ช่วยผู้พิพากษาสนามใหญ่


          ก่อนหน้านี้ มีพี่คนหนึ่งขอให้ผมช่วยแบ่งปันประสบการณ์ในการเตรียมตัวสอบผู้ช่วยผู้พิพากษาสนามใหญ่ ผมคิดอยู่นานว่าจะเขียนบทความนี้ดีหรือไม่ เพราะผมไม่ใช่คนเก่งอะไร จึงไม่บังอาจแนะนำสั่งสอนผู้ใด แต่เมื่อได้คิดย้อนไปถึงตอนที่ผมจะสอบผู้ช่วยผู้พิพากษาครั้งแรก ผมก็นึกถึงภาพที่ตัวเองกำลังพยายามค้นหาวิธีในการเตรียมตัวสอบผู้ช่วยผู้พิพากษาจากตำราและสื่อต่าง ๆ แต่ก็หาแทบไม่ได้เลย ครั้นไปถามเอาจากคนอื่นก็ไม่ได้อะไรเพราะผมรู้จักคนน้อย ภาพในความทรงจำดังกล่าวทำให้ผมคิดว่าใครบางคนอาจจะเจอสถานการณ์แบบเดียวกันกับผมก็ได้ ฉะนั้น ผมจึงตัดสินใจเขียนบทความนี้ ด้วยเจตนาเพื่อเป็นการแบ่งปันประสบการณ์ให้คนที่สนใจเท่านั้น ผมเองก็เรียนรู้จากประสบการณ์ของคนอื่น แล้วนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับตนเอง ผมคิดเสมอว่า “เราไม่ใช่เขา เขาไม่ใช่เรา” ทุกคนที่สอบผู้ช่วยผู้พิพากษาล้วนเป็นเนติบัณฑิต ซึ่งกว่าจะผ่านมาได้ก็ใช่ว่าจะง่ายนัก ทุกคนจึงมีต้นทุนด้านความรู้ทางกฎหมายดีอยู่แล้ว และเชื่อว่ากว่าจะผ่านตรงนั้นมาได้ แต่ละคนต่างก็มีวิธีการเตรียมตัวสอบตามแบบฉบับของตนเองอยู่แล้ว 


มาเข้าเนื้อหากันเลยดีกว่า การเตรียมสอบของผมแบ่งออกเป็นส่วน ๆ ตามลำดับดังต่อไปนี้
ส่วนที่ ๑ อ่านและวิเคราะห์ข้อสอบเก่า
ส่วนที่ ๒ อ่านตำราและฎีกา
ส่วนที่ ๓ ท่องตัวบท
ส่วนที่ ๔ ฝึกทำข้อสอบเก่า


ส่วนที่ ๑ อ่านและวิเคราะห์ข้อสอบเก่า
ในการเตรียมสอบใด ๆ ก็ตาม ผมว่าสิ่งที่จำเป็นต้องรู้เป็นลำดับแรกเลยก็คือลักษณะข้อสอบและขอบเขตเนื้อหาของข้อสอบเป็นอย่างไร ซึ่งสามารถศึกษาได้จากข้อสอบเก่า ดังนั้น สิ่งแรกที่ผมทำคือไปซื้อข้อสอบเก่าพร้อมธงคำตอบของผู้ช่วยผู้พิพากษาสนามใหญ่จนถึงปีล่าสุด แล้วอ่านเป็นลำดับแรก ผมใช้วิธีนี้มาตั้งแต่ตอนเรียนปริญญาตรี ตอนสอบเนติบัณฑิต และตอนสอบตั๋วทนายความ เท่าที่เปรียบเทียบดูนั้น ข้อสอบของผู้ช่วยผู้พิพากษาสนามใหญ่ใกล้เคียงกับข้อสอบของเนติบัณฑิตและอัยการผู้ช่วย (โดยเฉพาะในส่วนของวิชาอาญา) 


การอ่านข้อสอบเก่าทำให้เราได้ข้อมูลหลายอย่าง เช่น สอบกี่วัน ในแต่ละวันสอบวิชาอะไร ใช้เวลาสอบเท่าใด การให้คะแนนเป็นอย่างไร ข้อสอบแต่ละข้อออกเรื่องอะไร ลักษณะของแนวคำถามเป็นอย่างไร มาตราอะไรที่เคยออกสอบ ฎีกาไหนเคยออกสอบไปแล้ว เป็นฎีกาใหม่หรือเก่า สำหรับผมแล้วการอ่านข้อสอบเก่ามีข้อดีหลายประการ เช่น ได้ฝึกการจับประเด็น ได้ทบทวนหลักกฎหมายไปในตัว (เสมือนได้อ่านตำราและฎีกา) ได้เห็นสำนวนลีลาในการเขียนคำตอบ 
ในการอ่านข้อสอบเก่า ผมจะทำสิ่งต่อไปนี้
๑. อ่านทีละวิชา แล้วจดเรื่องที่เคยออกข้อสอบแยกเป็นรายข้อ เรียงตั้งแต่อดีตมาจนถึงปีล่าสุด 
๒. จดเลขมาตราที่เคยออกสอบ
๓. จดเลขฎีกาที่เคยออกสอบ

๔. ถ้าเจอหลักกฎหมายที่สำคัญและไม่เคยมีบันทึกไว้ในตัวบท ผมจะจดเพิ่มไปในมาตรานั้น 
เมื่อผมอ่านข้อสอบเก่าจบ ผมจะนำข้อมูลที่ได้มาเป็นแนวทางในวางแผนอ่านตำราและฎีกาว่าในแต่ละวิชาควรจะเน้นตรงไหน เพราะแต่ละวิชามีเนื้อหาในการออกสอบไม่เท่ากัน เรื่องไหนออกบ่อย ๆ ผมก็จะอ่านเรื่องนั้นอย่างละเอียด เรื่องไหนไม่เคยออกผู้ช่วยผู้พิพากษาเลย แต่เคยออกเนติบัณฑิต ก็แสดงว่าอยู่ในระดับที่ไม่ควรมองข้ามไป ส่วนเรื่องไหนที่ไม่เคยออกสนามไหนเลย ผมก็ไม่อ่าน การทำอย่างนี้จะทำให้เนื้อหาที่ต้องอ่านแคบลง


ส่วนที่ ๒ อ่านตำราและฎีกา
ผมจะเลือกอ่านตำราเล่มใดเล่มหนึ่งเป็นหนังสือหลัก เพื่อที่ว่าเวลาทบทวนจะได้ง่าย มีอยู่ช่วงหนึ่งผมอ่านตำราหลายเล่มสำหรับวิชาเดียว ปรากฏว่าทำให้ตนเองจำสับสนเพราะแนวการเขียนหนังสือของอาจารย์แต่ละท่านไม่เหมือนกัน ดังนั้น ผมจึงยึดตำราเล่มหนึ่งเป็นหนังสือหลักก่อน แต่ถ้าอ่านแล้วไม่พอหรือไม่เข้าใจ ผมก็จะหาตำราเล่มอื่นมาอ่านเพิ่มเติมเฉพาะในส่วนนั้น ๆ ส่วนฎีกานั้น ในตำราที่อ่านจะมีฎีกาอยู่แล้ว จึงอ่านไปพร้อมกันทีเดียวกับการอ่านตำรา แต่ฎีกาใหม่ ๆ ผมจะอ่านของสำนักงานศาลยุติธรรมและบทบรรณาธิการในคำบรรยายของเนติบัณฑิตยสภา โดยจะอ่านช่วงก่อนสอบประมาณหนึ่งเดือน ในการเตรียมตัวสอบแต่ละวิชา ผมอ่านตำราดังต่อไปนี้
- วิชาแพ่ง อ่านจูริสเป็นหลักและอ่านข้อสอบเก่าประกอบ
- วิชาวิ.แพ่ง อ่านจูริสเป็นหลัก และอ่านหนังสือของอาจารย์สมชัยเป็นหนังสือประกอบ
- วิชาอาญา อ่านหนังสือของอาจารย์เกียรติขจร หนังสือของอาจารย์วินัย ประมวลกฎหมายอาญาฉบับอ้างของอาจารย์ทวีเกียรติ
- วิชาวิ.อาญา อ่านหนังสือของอาจารย์ธานิศ และอ่านจูริสเป็นหนังสือประกอบ
- วิชาพยาน อ่านหนังสือของอาจารย์ธานีเป็นหลัก
- วิชาพระธรรมนูญศาลยุติธรรมและวิ.อาญาในศาลแขวง อ่านจูริสเป็นหลัก และอ่านชีทประกอบ
- วิชารัฐธรรมนูญ อ่านชีทและตัวบท
- วิชาภาษาอังกฤษ ไม่มีตำราอ่าน แต่ใช้การฝึกทำข้อสอบเก่าของผู้ช่วยผู้พิพากษาและอัยการผู้ช่วย

    ผมจะอ่านหนังสืออย่างละเอียดตั้งแต่การอ่านรอบแรก ดยอ่านให้จบเป็นวิชา ๆ ไป เพื่อไม่ให้จำสับสน ผมอ่านแนวข้อสอบเก่ามาก่อนการอ่านตำราและฎีกา ดังนั้น ในขณะอ่านตำราและฎีกา ถ้าเห็นหลักกฎหมายหรือฎีกาไหนน่าสนใจ มีประเด็นที่น่าจะนำมาออกข้อสอบได้ ผมก็จะขีดเส้นใต้ข้อความที่สำคัญ ๆ จากนั้นทำสัญลักษณ์ไว้เป็นดอกจันทร์หรือเขียนข้อความหมายเหตุไว้ด้านข้าง ถ้าเรื่องไหนน่าสนใจมากเป็นพิเศษ ผมก็จะพับมุมหนังสือในหน้านั้นหรือติดกระดาษโน้ตไว้เพื่อมาทบทวนในภายหลัง การอ่านในรอบต่อ ๆ ไป ผมจะอ่านเฉพาะที่ขีดเส้นใต้หรือหมายเหตุไว้เท่านั้น ส่วนการอ่านรอบสุดท้ายก่อนสอบจะอ่านเฉพาะหน้าที่พับไว้หรือติดกระดาษโน้ตเท่านั้น วิธีนี้ทำให้อ่านหนังสือได้หลายรอบ (หมายเหตุ การเลือกตำราหลักให้เลือกเล่มที่เราอ่านแล้วเข้าใจง่ายและจำได้ดี เอาที่เหมาะกับตัวตนของเราครับ)


ส่วนที่ ๓ ท่องตัวบท
ผมจะท่องตัวบทไปพร้อมกับการอ่านตำราและฎีกา จะไม่รอไว้ท่องตอนใกล้ ๆ สอบ ผมท่องทุกมาตราที่เคยออกสอบตามที่ได้จากการอ่านข้อสอบเก่า ส่วนมาตราไหนที่ไม่เคยออกผู้ช่วยผู้พิพากษา แต่เคยออกสอบตอนเรียนปริญญาตรีและตอนเรียนเนติบัณฑิต ซึ่งผมเคยท่องมาก่อนแล้ว ผมก็จะท่องไปด้วย การท่องตัวบทนั้น ผมจะท่องเกือบทุกตัวอักษรและท่องจบเป็นวิชา ๆ ไป เมื่อท่องจบแล้วผมก็จะทบทวนตัวบทด้วยการไล่สายหลักเกณฑ์ในแต่ละเรื่องว่าเป็นอย่างไรเพื่อให้จำได้ดียิ่งขึ้น ช่วงที่เตรียมตัวสอบนั้น ผมทำงานอยู่ด้วย บางวันจึงไม่ค่อยมีเวลาอ่านหนังสือและท่องตัวบท ดังนั้น ผมจึงอัดเสียงตัวบทสำคัญ ๆ ไว้ในโทรศัพท์มือถือ และเปิดฟังก่อนนอนเพื่อเป็นการทบทวนตัวบท ถึงแม้จะฟังได้เพียงไม่กี่มาตราก็หลับไปแล้ว แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลยในวันนั้น ๆ


ส่วนที่ ๔ ฝึกทำข้อสอบเก่า
เมื่อผมอ่านหนังสือในแต่ละวิชาจบรอบแรกแล้ว ผมจะเริ่มฝึกทำข้อสอบเก่า โดยทำในช่วงกลางคืนก่อนนอน ช่วงแรก ๆ จะทำวันละ ๑ – ๒ ข้อ และเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อย ๆ ตามปริมาณเนื้อหาของหนังสือที่อ่านและตัวบทที่ท่องได้ การฝึกทำข้อสอบในช่วงแรก ๆ ผมจะเขียนให้ลายมืออ่านออกและเป็นระเบียบ โดยฝึกจับประเด็นในข้อสอบว่าต้องการทดสอบเรื่องอะไร แล้วตอบโดยใช้ความรู้ที่อ่านจากหนังสือและตัวบทที่ท่องได้ จะพยายามไม่เปิดตัวบทเลย ยกเว้นข้อที่อ่านแล้วมืดแปดด้านไม่รู้ว่าถามอะไรเท่านั้น ดังนั้น การฝึกทำข้อสอบในช่วงแรก ๆ จึงไม่มีจับเวลาในแต่ละข้อ ผมคิดว่าการฝึกทำข้อสอบเก่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการประเมินความรู้ความเข้าใจของผมที่ได้จากการอ่านหนังสือ ฎีกา และตัวบท ผมสามารถเอาคำตอบของตัวเองไปเปรียบเทียบกับธงคำตอบ แล้วประเมินได้ทันทีในขณะนั้นว่าความรู้ที่มีพร้อมสำหรับการสอบแล้วหรือยัง ถ้าคำตอบของผมผิดจากธง แสดงว่ายังไม่เข้าใจในเรื่องนั้นดีพอ ผมก็จะไปทบทวนเรื่องนั้น ๆ ในช่วงที่ผมเตรียมตัวสอบนั้น ผมทำงานอยู่ด้วย จึงต้องคอยประเมินเป็นระยะ ๆ เพื่อให้การอ่านหนังสือ การอ่านฎีกา การท่องตัวบท และการฝึกทำข้อสอบเก่า ได้สัดส่วนที่เหมาะสมตามความสำคัญของแต่ละส่วน ผมจะให้ความสำคัญที่การอ่านหนังสือและการท่องตัวบทมากที่สุด ส่วนการอ่านฎีกาและการฝึกทำข้อสอบเก่าให้ความสำคัญรองลงมาตามลำดับ ดังนั้น ถ้าช่วงไหนงานเยอะ ทำให้มีเวลาน้อยลง ผมก็จะเน้นการอ่านหนังสือและการท่องตัวบท 
ในช่วงก่อนสอบ ๑ หรือ ๒ เดือน ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด ผมหยุดทำงานทุกอย่างเพื่อเตรียมความพร้อมในขั้นสุดท้าย ผมจะอ่านหนังสือคนเดียว ไม่คุยกับใคร ไม่ดูทีวี และไม่เล่นอินเตอร์เน็ตเลย เพื่อไม่ให้สมาธิวอกแวก ผมจะอ่านหนังสือทั้งวัน ตั้งแต่ ๗.๐๐ – ๒๒.๓๐ นาฬิกา โดยภาคเช้าจะทบทวนตัวบท ภาคบ่ายจะทบทวนตำราและฎีกา ส่วนช่วงค่ำถึงก่อนนอนจะฝึกทำข้อสอบเก่าของวิชาที่อ่านในวันนั้น ๆ ผมทำอย่างนี้ทุกวันโดยคิดเสมอว่าวันรุ่งขึ้นเป็นวันสอบ เพื่อไม่ให้ตนเองเกิดความชะล่าใจหรือความประมาทในการอ่านหนังสือ ในบางวันผมจะนั่งทำข้อสอบเก่า ๑๐ ข้อ โดยทำเสมือนอยู่ในห้องสอบจริง ๆ จับเวลาต่อข้อไม่เกิน ๒๔ นาที และทำต่อเนื่อง ๔ ชั่วโมง
การฝึกทำข้อสอบเก่าทำให้ผมได้ฝึกการเรียบเรียงความคิดและวิธีการตอบข้อสอบของตนเอง ก่อนหน้านี้ผมศึกษาวิธีการตอบข้อสอบของบุคคลหลายคน แต่ผมก็เขียนตอบไม่ได้ดีอย่างเขา นั่นเป็นเพราะผมยังฝึกฝนไม่เพียงพอ อีกอย่างก็เพราะเราไม่ใช่เขา วิธีคิดจึงไม่เหมือนกัน เมื่อเขียนออกมาจึงไม่เหมือนกัน ผมจึงสรุปในเรื่องนี้ว่าลีลาการเขียนของแต่ละคนไม่อาจลอกเลียนแบบได้ เราต้องฝึกฝนการเขียนของเราเองและต้องฝึกทุกวันด้วย ถึงแม้เราจะท่องตัวบทได้แม่น แต่ถ้าไม่เคยฝึกการตอบข้อสอบเลย เวลาเขียนจะติดขัดไม่ลื่นไหลและเขียนเยิ่นเย้อ สำหรับวิธีการตอบข้อสอบของผมนั้น ผมจะตอบโดยปรับข้อเท็จจริงเข้ากับข้อกฎหมายเป็นส่วนใหญ่ เพราะข้อสอบแต่ละข้อมีประเด็นค่อนข้างเยอะและเวลามีจำกัด ผมขอยกตัวอย่างวิธีการตอบข้อสอบตามแบบฉบับของผมนะครับ


คำถาม นายดำและนางแดงเป็นสามีภริยาซึ่งจดทะเบียนสมรสกันโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่ไม่มีบุตรด้วยกัน จึงจดทะเบียนรับนางเขียวและนายเทาเป็นบุตรบุญธรรมตามกฎหมาย ต่อมานางแดงถึงแก่ความตาย โดยก่อนตายได้ทำพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับยกทรัพย์สินทั้งหมดให้แก่นายดำเพียงผู้เดียว นายดำดำเนินการโอนทรัพย์มรดกในส่วนของนางแดงเป็นของตนแล้ว ภายหลังจากนั้นนายดำได้จดทะเบียนสมรสกับนางเขียวซึ่งอายุ ๒๐ ปีบริบูรณ์แล้ว และมีบุตรด้วยกัน ๑ คน คือนางสาวฟ้า ต่อมานายดำกับนายเทาทะเลาะวิวาทกัน นายเทาจึงใช้อาวุธปืนยิงนายดำถึงแก่ความตายโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงถูกดำเนินคดีจนกระทั่งศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษนายเทาฐานฆ่านายดำโดยเจตนา ก่อนถึงแก่ความตาย นายดำทำพินัยกรรมขึ้น ๑ ฉบับ โดยจัดพิมพ์ขึ้นเอง ระบุให้ยกทรัพย์สินทั้งหมดของตนคือที่ดิน ๙ ไร่ ให้แก่นางเขียว นางสาว ฟ้า และนายเทา คนละ ๓ ไร่ ซึ่งนายดำลงลายมือชื่อไว้ท้ายพินัยกรรมต่อหน้านางเขียวและนายม่วง โดยบุคคลทั้งสองดังกล่าวก็ลงลายมือชื่อเป็นพยานรับรองลายมือชื่อนายดำไว้ในขณะนั้นด้วย นอกจากนี้ นายดำยังเคยทำสัญญาประกันชีวิตระบุให้นางแดงซึ่งเป็นภริยาในขณะนั้นเป็นผู้รับประโยชน์เงินประกันชีวิตที่บริษัทประกันชีวิตต้องจ่ายให้หากนายดำถึงแก่ความตายเป็นเงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท
ให้วินิจฉัยว่า นางเขียว นางสาวฟ้า และนายเทามีสิทธิรับทรัพย์สินของนายดำในฐานะใดหรือไม่ หากมี จะได้รับส่วนแบ่งคนละเท่าใด (ข้อสอบผู้ช่วยผู้พิพากษาสนามใหญ่ ประจำปี พ.ศ.๒๕๕๘ ข้อ ๑๐ สอบวันอาทิตย์ที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๕๘) 
แนวการตอบ กรณีตามปัญหา นางเขียวเป็นบุตรบุญธรรมของนายดำ เมื่อนายดำกับนางเขียวจดทะเบียนสมรสกันจึงเป็นการฝ่าฝืนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๕๑ ซึ่งวางหลักว่าผู้รับบุตรบุญธรรมและบุตรบุญธรรมจะสมรสกันไม่ได้ แต่การสมรสที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติดังกล่าวนั้นหาได้มีบทกฎหมายใดบัญญัติให้เป็นโมฆะหรือโมฆียะไม่ คงมีผลแต่เพียงทำให้การรับบุตรบุญธรรมเป็นอันยกเลิกตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๕๙๘/๓๒ ดังนั้น นางเขียวจึงไม่อยู่ในฐานะเป็นบุตรบุญธรรมของนายดำอีกต่อไป แต่เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายดำ
นายเทาเป็นบุตรบุญธรรมของนายเขียวจึงถือว่าเป็นผู้สืบสันดานและมีสิทธิรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมของนายดำ ตามมาตรา ๑๖๒๙ (๑) ประกอบมาตรา ๑๖๒๗ แต่เมื่อนายเทาใช้อาวุธปืนยิงนายดำถึงแก่ความตายโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและถูกดำเนินคดีจนกระทั่งศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษนายเทาฐานฆ่านายดำโดยเจตนา นายเทาจึงต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกของนายดำฐานเป็นผู้ไม่สมควร ตามมาตรา ๑๖๐๖ (๑) ดังนั้น นายเทาจึงไม่มีสิทธิรับมรดกของนายดำทั้งในฐานะทายาทโดยธรรมและในฐานะผู้รับพินัยกรรม
พินัยกรรมที่นายดำจัดพิมพ์ขึ้นเองนั้นไม่ใช่พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับตามมาตรา ๑๖๕๗ เพราะนายดำไม่ได้เขียนด้วยมือตนเอง แต่เป็นพินัยกรรมตามมาตรา ๑๖๕๖ การที่นางเขียวลงลายมือชื่อเป็นพยานในพินัยกรรมของนายดำ นางเขียวย่อมเป็นผู้รับทรัพย์ตามพินัยกรรมนั้นไม่ได้ ตามมาตรา ๑๖๕๓ วรรคหนึ่ง ดังนั้น ข้อกำหนดพินัยกรรมที่ยกที่ดินให้แก่นางเขียว ๓ ไร่ จึงเป็นโมฆะ ตามมาตรา ๑๗๐๕ แต่ไม่มีผลทำให้พินัยกรรมทั้งฉบับเสียไป ข้อกำหนดพินัยกรรมในส่วนของนางสาวฟ้าและนายเทายังมีผลใช้บังคับได้
แม้นางแดงจะเป็นผู้รับประโยชน์ในเงินประกันชีวิตที่บริษัทประกันชีวิตต้องจ่ายให้ในกรณีนายดำถึงแก่ความตายก็ตาม แต่เมื่อนางแดงถึงแก่ความตายไปก่อนนายดำตาย สิทธิของนางแดงในอันที่จะได้รับเงินตามสัญญาประกันชีวิตในฐานะผู้รับประโยชน์จึงยังไม่เกิดขึ้น ดังนั้น ต่อมาเมื่อนายดำถึงแก่ความตาย เงินประกันชีวิตจำนวน ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท จึงไม่ใช่ทรัพย์มรดกของนางแดง นอกจากนี้ เงินตามสัญญาประกันชีวิตดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นทรัพย์มรดกของนายดำด้วย เพราะไม่ได้เป็นทรัพย์สินที่นายดำมีอยู่ในขณะถึงแก่ความตาย แต่เป็นทรัพย์สินที่ได้มาเพราะเหตุที่นายดำตาย อย่างไรก็ตาม กรณีถือได้ว่าเงินประกันชีวิตดังกล่าวเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่งของนายดำ ดังนั้น จึงเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทของนายดำ ตามมาตรา ๑๕๙๙ และมาตรา ๑๖๐๐ ซึ่งเป็นบทกฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่งและนำมาใช้บังคับกับกรณีนี้ได้ตามความในมาตรา ๔ วรรคสอง
เมื่อนางเขียวเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายดำ จึงเป็นทายาทโดยธรรมตามมาตรา ๑๖๒๙ วรรคสอง ส่วนนางสาวฟ้าเป็นผู้สืบสันดานของนายดำ จึงเป็นทายาทโดยธรรมตามมาตรา ๑๖๒๙ (๑) สำหรับนายเทานั้นถูกกำจัดมิให้รับมรดกฐานเป็นผู้ไม่สมควร จึงไม่มีสิทธิรับทรัพย์สินใด ๆ เลย ในการแบ่งทรัพย์มรดกระหว่างนางเขียวและนางสาวฟ้านั้น เนื่องจากมีนางสาวฟ้าซึ่งเป็นทายาทตามมาตรา ๑๖๒๙ (๑) ที่ยังมีชีวิตอยู่ นางเขียวจึงมีสิทธิได้ส่วนแบ่งเสมือนหนึ่งว่าตนเป็นทายาทชั้นบุตรตามมาตรา ๑๖๓๕ (๑) เงินประกันชีวิตจำนวน ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท ต้องแบ่งให้แก่นางเขียวและนางสาวฟ้าคนละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ส่วนที่ดินตามพินัยกรรมนั้น ข้อกำหนดพินัยกรรมในส่วนที่ยกให้นางสาวฟ้ายังมีผลใช้บังคับได้ นางสาวฟ้าจึงได้ส่วนแบ่งตามพินัยกรรมจำนวน ๓ ไร่ ส่วนข้อกำหนดพินัยกรรมที่ยกที่ดินให้นางเขียวเป็นโมฆะและนายเทาไม่มีสิทธิรับส่วนของตนเพราะถูกกำจัดมิให้รับมรดกฐานเป็นผู้ไม่สมควร จึงต้องนำที่ดินทั้งสองส่วนดังกล่าวรวม ๖ ไร่ไปแบ่งปันแก่นางเขียวและนางสาวฟ้าในฐานะทายาทโดยธรรมตามมาตรา ๑๖๒๐ และมาตรา ๑๖๒๑ โดยแบ่งให้นางเขียวและนางสาวฟ้าคนละ ๓ ไร่
ดังนั้น นางเขียวมีสิทธิรับทรัพย์สินของนายดำในฐานะภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย โดยได้รับส่วนแบ่งเป็นที่ดิน ๓ ไร่ และเงินจำนวน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท นางสาวฟ้ามีสิทธิรับทรัพย์สินของนายดำในฐานะผู้สืบสันดาน โดยได้รับส่วนแบ่งเป็นที่ดิน ๖ ไร่ และเงินจำนวน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ส่วนนายเทาไม่มีสิทธิได้รับทรัพย์สินใด ๆ เลย
(หมายเหตุ สำหรับข้อนี้ ในวันสอบจริง ผมทำไม่ทันครับเพราะเสียเวลาไปเข้าห้องน้ำหลายนาที เหลือประเด็นเรื่องเงินประกันชีวิตและการแบ่งทรัพย์สินในตอนท้าย ข้อนี้จึงได้คะแนนไม่มากเท่าที่ควร) 
คำถาม พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกับพวกหมิ่นประมาทนายอังคารผู้เสียหายด้วยการโฆษณา จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณานายอังคารผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ ๒ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๘ ประกอบมาตรา ๘๓ ลงโทษจำคุกกระทงละ ๑ ปี และปรับกระทงละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท รวม ๒ กระทง เป็นจำคุก ๒ ปี และปรับ ๒๐๐,๐๐๐ บาท หากไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ และยกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ ๑ โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยที่ ๑ ตามฟ้อง ส่วนจำเลยที่ ๒ อุทธรณ์ขอให้ยกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า โทษจำคุกจำเลยที่ ๒ ให้รอการลงโทษไว้ ๒ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ หากไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนค่าปรับไม่เกิน ๑ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ ๑ ตามฟ้อง โจทก์ร่วมฎีกาขอให้ไม่รอการลงโทษแก่จำเลยที่ ๒ ส่วนจำเลยที่ ๒ ฎีกาพร้อมยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่ลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ผู้พิพากษาศาลดังกล่าวพิจารณาแล้วไม่อนุญาต ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยที่ ๒ จากนั้นโจทก์ โจทก์ร่วมและจำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อศาลฎีกา ศาลชั้นต้นส่งคำร้องทั้งสามฉบับพร้อมสำนวนสู่ศาลฎีกา


ให้วินิจฉัยว่า ศาลฎีกาจะวินิจฉัยคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของโจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยที่ ๒ อย่างไร (ข้อสอบผู้ช่วยผู้พิพากษาสนามใหญ่ ประจำปี พ.ศ.๒๕๕๘ ข้อ ๔ สอบวันอาทิตย์ที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๘)
แนวการตอบ กรณีคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์นั้น ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ ๑ โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยที่ ๑ ตามฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า โทษจำคุกจำเลยที่ ๒ ให้รอการลงโทษไว้ ๒ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ หากไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนค่าปรับไม่เกิน ๑ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดังนี้ เท่ากับศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ ๑ กรณีจึงต้องห้ามคู่ความฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๐ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นไม่รับฎีกาของโจทก์จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยให้ยกคำร้องของโจทก์


ส่วนคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์ร่วมนั้น ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยโทษจำคุกจำเลยที่ ๒ ให้รอการลงโทษไว้ ๒ ปี ซึ่งกรณีดังกล่าวเป็นการแก้ไขมาก จึงไม่ต้องห้ามคู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามมาตรา ๒๑๘ นอกจากนี้ แม้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ ๒ ในแต่ละกระทงไม่เกิน ๒ ปี แต่ได้พิพากษาให้ลงโทษปรับจำเลยที่ ๒ กระทงละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งเป็นการปรับเกินกว่าสี่หมื่นบาท จึงไม่ต้องห้ามคู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามมาตรา ๒๑๙ เช่นกัน โจทก์ร่วมจึงมีสิทธิฎีกาได้ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นไม่รับฎีกาของโจทก์ร่วมจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยให้รับฎีกาของโจทก์ร่วมไว้พิจารณาต่อไป


สำหรับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ ๒ นั้น การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยให้รอการลงโทษจำเลยที่ ๒ เป็นการพิพากษาแก้ไขมาก แม้ศาลอุทธรณ์จะพิพากษาลงโทษจำเลยที่ ๒ ไม่เกินห้าปีก็ตาม กรณีจึงไม่ต้องห้ามคู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามมาตรา ๒๑๘ วรรคหนึ่ง และแม้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ ๒ ในแต่ละกระทงไม่เกิน ๒ ปี แต่ได้ลงโทษปรับในแต่ละกระทงเกินกว่าสี่หมื่นบาท จึงไม่ต้องห้ามคู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามมาตรา ๒๑๙ จำเลยที่ ๒ จึงมีสิทธิฎีกาได้โดยไม่ต้องขออนุญาตให้ฎีกาตามมาตรา ๒๒๑ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นไม่รับฎีกาของจำเลยที่ ๒ จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยให้รับฎีกาของจำเลยที่ ๒ ไว้พิจารณาต่อไป
(หมายเหตุ สำหรับข้อนี้ ในวันสอบจริง ผมตอบประเด็นฎีกาของโจทก์ร่วมผิดไปจากธง โดยวินิจฉัยว่าไม่ต้องห้ามฎีกาตามป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๘ และ มาตรา ๒๑๙ แต่วินิจฉัยต่อไปว่าโจทก์ร่วมไม่ได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีในส่วนของโจทก์ร่วมจึงยุติไปแล้ว โจทก์ร่วมจึงไม่มีสิทธิฎีกา ถือว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ว่ากล่าวกันมาโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามฎีกาตามป.วิ.พ.มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง ประกอบป.วิ.อ.มาตรา ๑๕ กรณีนี้ถือว่าเป็นการตอบนอกประเด็นและเป็นการแสดงความไม่รู้ให้ปรากฏ สมควรแล้วที่ได้คะแนนน้อย)


ทั้งหมดที่กล่าวมานั้นเป็นขั้นตอนการเตรียมตัวก่อนสอบ ส่วนในวันสอบจริง ผมจะอ่านและทำข้อสอบเรียงไปทีละข้อ มีน้อยมากที่จะข้ามไปทำข้อถัดไป กรณีที่ผมจะข้ามไปทำข้อถัดไป คือเมื่ออ่านคำถามในข้อนั้นสองรอบแล้วยังไม่แน่ใจว่าธงคำตอบจะไปทางไหน ผมจะไม่เน้นเขียนข้อใดข้อหนึ่งเป็นพิเศษ เพราะทุกข้อมีคะแนนเต็ม ๑๐ คะแนนเท่ากัน จึงต้องทำให้ครบทุกข้อ และตอบให้ดีที่สุดตามความรู้ที่มีสำหรับคำถามในแต่ละข้อ ความคิดของผมคือการทำ ๒ ข้อโดยทำให้ได้ข้อละประมาณ ๕ คะแนน ดีกว่าทำแค่ ๑ ข้อ โดยหวัง ๑๐ คะแนน ซึ่งเป็นไปได้ยากมากสำหรับข้อสอบระดับผู้ช่วยผู้พิพากษา
ผมสอบผู้ช่วยผู้พิพากษาสนามใหญ่มา ๓ ครั้งแล้ว บางคนบอกว่าทำอย่างนั้นอย่างนี้แล้วจะสอบได้ แต่ตามประสบการณ์ของตัวเอง ผมว่าไม่มีสูตรสำเร็จว่าทำอย่างไรจึงจะสอบผู้ช่วยผู้พิพากษาได้ เพราะอย่างที่บอกข้างต้นคนเราแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน ดังนั้น เราจึงต้องหาวิธีที่เหมาะสมสำหรับเราเอง ถ้าหาไม่ได้คิดไม่ได้ ก็ไปเรียนรู้จากคนอื่น แล้วนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับตนเอง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทุกคนต้องมี คือ ต้องขยัน ขยัน และขยัน เวลาอ่านหนังสือสอบ ขอให้เอาผลคะแนนสอบที่ ๒๘๐ คะแนนเป็นเป้าหมาย อย่าไปเอาแค่ผ่านก็พอ เป้าหมายที่แตกต่างจะมีผลทางจิตวิทยาในการอ่านหนังสือ มีช่วงหนึ่งผมอ่านหนังสือไปแล้วรู้สึกเหนื่อยใจว่าทำไมเราต้องอ่านหนังสือเยอะขนาดนี้ จึงคิดว่าอ่านให้สอบผ่านก็พอ ปรากฏว่าความตั้งใจในการอ่านหนังสือลดลงไปเยอะ ผมจึงมายึดเป้าหมายเดิม คือ ๒๘๐ คะแนน ซึ่งผมรู้ดีว่าไม่มีวันทำได้ แต่เมื่อตั้งเป้าเช่นนั้น ทำให้มีความรู้สึกท้าทาย เราไม่ต้องไปแข่งกับใคร ให้แข่งกับตัวเราเองนี่แหละ ลองดูว่าท้ายที่สุดความพยายามของเราจะไปได้สักแค่ไหน ข้อสอบผู้ช่วยผู้พิพากษาถือว่าอยู่ในระดับที่ยาก ถ้าคิดว่าอ่านพอสอบผ่าน ผมฟันธงได้เลยว่าโอกาสผ่านมีน้อยมาก เพราะสิ่งที่อ่านนั้นใช่ว่าจะออกเสมอไป ถ้าเราเอาแค่ ๑๔๐ คะแนนเป็นเป้าหมาย เราก็จะพยายามทำให้ได้ถึงแค่ตรงนั้น ซึ่งไม่มีวันทำได้ ดังนั้น ขอให้ตั้งเป้าหมายไว้สูง ๆ แล้วทำให้เต็มที่ครับ การสอบผู้ช่วยผู้พิพากษาไม่มีการใช้เส้นสายใด ๆ ทั้งสิ้น ใครอยากสอบได้อยากสอบผ่านก็ต้องช่วยตัวเอง ถ้าเหนื่อยก็พักผ่อนบ้างตามความเหมาะสม หายเหนื่อยก็ให้ลุยต่อไป... 
สุดท้ายนี้ ผมขอบอกกล่าวจากใจอีกครั้งว่าบทความนี้เป็นเพียงการแบ่งปันประสบการณ์เท่านั้น เขียนจากสิ่งที่ผมทำและผมคิด ไม่มีเจตนาและไม่บังอาจแนะนำสั่งสอนผู้ใด ถ้าบทความนี้หาประโยชน์ใด ๆ มิได้ ต้องขอประทานอภัยอย่างยิ่งที่ทำให้เสียเวลาอันมีค่ามาอ่าน แต่ถ้าหากเป็นประโยชน์อยู่บ้าง ก็ขอให้นำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับตัวท่านเอง ขอให้คิดเสมอว่าความสำเร็จใด ๆ กว่าจะได้มาก็เพราะการลงมือกระทำ ดังนั้น เราต้องลงมือทำทุกอย่างด้วยความเพียรพยายามอย่างเต็มที่และด้วยใจเกินร้อย แล้วความสำเร็จจะอยู่ไม่กล โอกาสนี้ ผมขอบุญบารมีของบรรพตุลาการโปรดช่วยให้ผู้ที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจจริงประสบความสำเร็จสอบได้เป็นผู้ช่วยผู้พิพากษาในเร็ววันเพื่อมาช่วยกันประสาทความยุติธรรมให้แก่ผู้มีอรรถคดีและเทิดทูนไว้ซึ่งเกียรติศักดิ์แห่งสถาบันตุลาการสืบไป


ด้วยความเคารพนับถือและปรารถนาดี
นายวิริยะบัณฑิต คีรีธีระกุล





การเตรียมตัวสอบผู้ช่วยผู้พิพากษาสนามใหญ่ โดยท่านผู้พิพากษา วิริยะบัณฑิต | สาระความรู้ บทความกฎหมาย ที่น่าสนใจ ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม

จำนวนผู้ชม : 376 ครั้ง
ลงวันที่ 09/02/2017 22:29:39





ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน

ผู้ใช้งานเข้าสู่ระบบ

Username :

Password :

เลือกประเภท:

 



[ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์]

ลืม Username/Password?

กรุณาเข้าระบบก่อนใช้งานทุกครั้ง


ลงทะเบียนใช้งานในระบบ (ฟรี) ที่นี่..

เตรียมสอบเนติ ภาค2/70

ค้นหา ฎีกาเด่น 3 สนาม*

    คำค้น :
    ระบุ เช่น ละเมิด, หนี้, ทรัพย์ ,288

ค้นหากฎหมาย ทั่วโลก

ข้อคิด คำคม วลีกฎหมาย

ข้อคิด อ.มล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์ เนติบัณฑิต สมัยที่ 1/70

อ่านรายละเอียด..


กลุ่มสังคมออนไลน์

       



ผู้ใช้งานในระบบ/สนับสนุน 19829 คน


ผู้ใช้งานเว็บไซต์ ล่าสุด