หัวข้อ : ศาลแรงงาน
หมวดหมู่ : กฎหมายที่น่าสนใจ
รายละเอียด : รวมข้อมูล เกี่ยวกับประเด็นกฎหมายที่น่าสนใจ อื่นๆ



ศาลแรงงาน

ศาลแรงงาน เป็นศาลชำนัญพิเศษเหมือนศาลล้มละลาย ศาลภาษีอากร ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงาน และวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ บัญญัติให้ศาลแรงงานแบ่งออก เป็น ๓ ประเภท คือ ศาลแรงงานกลาง ศาลแรงงานภาค ศาลแรงงานจังหวัด ปัจจุบัน เปิดทำการแล้วเฉพาะศาลแรงงานกลาง และศาลแรงงานภาค ศาลแรงงานจังหวัดยังไม่เปิดทำการ ศาลแรงงานกลางมีเขตอำนาจตลอดกรุงเทพมหานคร รวมทั้งจังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรสาคร จังหวัดนครปฐม จังหวัดนนทบุรี และจังหวัดปทุมธานี ส่วนศาลแรงงานภาคเปิดทำการแล้ว ๙ ภาค ได้แก่ ศาลแรงงานภาค ๑ ตั้งอยู่ที่ จังหวัดลพบุรี มีเขตอำนาจตลอดจังหวัดลพบุรี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดสระบุรี จังหวัดชัยนาท จังหวัดสิงห์บุรี จังหวัดอ่างทอง ศาลแรงงานภาค ๒ ตั้งอยู่ที่จังหวัดชลบุรี มีเขตอำนาจตลอดจังหวัดชลบุรี จังหวัดระยอง จังหวัดจันทบุรี จังหวัดตราด จังหวัดปราจีนบุรี จังหวัดสระแก้ว จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดนครนายก ศาลแรงงาน ภาค ๓ ตั้งอยู่ที่จังหวัดนครราชสีมา มีเขตอำนาจตลอดจังหวัดสุรินทร์ จังหวัด นครราชสีมา จังหวัดชัยภูมิ จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดยโสธร จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดอำนาจเจริญ ศาลแรงงานภาค ๔ ตั้งอยู่ที่จังหวัดอุดรธานี มีเขต อำนาจตลอดจังหวัดอุดรธานี จังหวัดหนองคาย จังหวัดหนองบัวลำภู จังหวัดเลย จังหวัด ขอนแก่น จังหวัดนครพนม จังหวัดมหาสารคาม จังหวัดมุกดาหาร จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดสกลนคร จังหวัดกาฬสินธุ จังหวัดบึงกาฬ จังหวัดสว่างแดนดิน ศาลแรงงานภาค ๕ ตั้งอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ มีเขตอำนาจตลอดจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงราย จังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดลำปาง จังหวัดลำพูน จังหวัดน่าน จังหวัดพะเยา จังหวัดแพร่ ศาลแรงงานภาค ๖ ตั้งอยู่ที่จังหวัดนครสวรรค์ มีเขตอำนาจตลอดจังหวัดตาก จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดกำแพงเพชร จังหวัดพิจิตร จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดเพชรบูรณ์ จังหวัดสุโขทัย จังหวัดอุตรดิตถ์ จังหวัดอุทัยธานี ศาลแรงงานภาค ๗ ตั้งอยู่ที่จังหวัดกาญจนบุรี มีเขตอำนาจตลอดจังหวัดราชบุรี จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดสมุทรสงคราม ศาลแรงงานภาค ๘ ตั้งอยู่ที่จังหวัดภูเก็ต มีเขตอำนาจตลอดจังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดชุมพร จังหวัดระนอง จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดพังงา จังหวัดกระบี่ จังหวัดภูเก็ต ศาลแรงงานภาค ๙ ตั้งอยู่ที่จังหวัดสงขลา มีเขตอำนาจตลอดจังหวัดสงขลา จังหวัดพัทลุง จังหวัดตรัง จังหวัดยะลา จังหวัดสตูล จังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี ศาลแรงงานภาคแต่ละภาค มีอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานภาคเป็นผู้บังคับบัญชา ไม่ขึ้นกับอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลาง

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๘ บัญญัติให้ศาลแรงงานมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่ง ในเรื่อง (๑) คดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงาน หรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง (๒) คดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยการจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม หรือกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน (๓) กรณีที่จะต้องใช้สิทธิทางศาล ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ หรือกฎหมายว่าด้วยแรงงาน รัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (๔) คดีอุทธรณ์คำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน ของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ ของคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์หรือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ของคณะกรรมการอุทธรณ์ตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม หรือของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนตามกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน (๕) คดีอันเกิดแต่มูลละเมิดระหว่าง นายจ้างและลูกจ้างสืบเนื่องจากข้อพิพาทแรงงานหรือ เกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงาน ทั้งนี้ ให้รวมถึงมูลละเมิดระหว่างลูกจ้างกับลูกจ้างที่เกิดจากการทำงานในทางการจ้างด้วย (๖) ข้อพิพาทแรงงานที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานขอให้ศาลแรงงานชี้ขาดตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ หรือกฎหมายว่าด้วยการจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน (๗) คดีที่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลแรงงานคดีดังกล่าว ในกรณีที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจ สัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยการจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน กฎหมายว่าด้วยการ ประกันสังคม หรือกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน บัญญัติให้ร้องเรียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการที่กำหนดไว้ จะดำเนินการในศาลแรงงานได้ต่อเมื่อ ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการที่กฎหมายข้างต้นบัญญัติไว้แล้ว บทบัญญัติดังกล่าวให้อำนาจศาลแรงงานพิจารณาพิพากษาได้เฉพาะคดีแพ่ง ส่วนคดีอาญาที่เกิดจากการกระทำความผิดกฎหมายแรงงานทุกฉบับ ศาลแรงงานไม่มีอำนาจรับไว้พิจารณาพิพากษา ต้องไปดำเนินคดีในศาลอื่นที่มีอำนาจรับคดีอาญา

ในกรณีมีปัญหาว่าคดีใดอยู่ในอำนาจของศาลแรงงานหรือไม่ ไม่ว่าจะเกิด ปัญหาขึ้นในศาลแรงงานหรือศาลยุติธรรมอื่น ให้ประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเป็นผู้วินิจฉัย คำวินิจฉัยให้เป็นที่สุด ในกรณีที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษยังไม่เปิดทำการ ปัญหาข้างต้นต้องวินิจฉัยโดยอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลาง ศาลแรงงานหรือศาลอื่น โดยความเห็นชอบของอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางอาจมีคำสั่งให้ถือตามคำวินิจฉัยดังกล่าวก็ได้ คำสั่งเช่นนี้ให้เป็นที่สุด (พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน (ฉบับที่ ๓) พ.ศ.๒๕๕๘) สำหรับผู้พิพากษาในศาลแรงงาน มี ๒ ประเภท คือ ผู้พิพากษาซึ่งเป็นข้าราชการตุลาการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ และผู้พิพากษาสมทบ (ฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างเท่าๆ กัน) โดยมีวาระ ๓ ปี เมื่อพ้นวาระไปแล้วอาจได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งต่อไปอีกก็ได้ องค์คณะในการนั่งพิจารณาและพิพากษาคดีของแต่ละคดีประกอบด้วยผู้พิพากษาและผู้พิพากษาสมทบ ฝ่ายนายจ้างและฝ่ายลูกจ้างเท่าๆ กัน ซึ่งอาจมีการคัดค้านผู้พิพากษาได้ ผู้พิพากษาสมทบมีฐานะเป็นเจ้าพนักงานในตำแหน่งตุลาการตามประมวลกฎหมายอาญา การดำเนินคดีในศาลแรงงานได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียค่าฤชาธรรมเนียม และต้องดำเนินกระบวนพิจารณาไปโดยประหยัด สะดวก รวดเร็ว เที่ยงธรรม และอธิบดีผู้พิพากษาศาล แรงงานกลางมีอำนาจออกข้อกำหนดใดๆ ใช้บังคับในศาลแรงงานได้เมื่อได้รับอนุมัติจากประธานศาลฎีกาแล้ว การดำเนินคดีใช้ระบบไต่สวน และให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม เรื่องที่ไม่นำ ป.วิ.พ. มาอนุโลมใช้บังคับในคดีแรงงาน เช่น มาตรา ๒๓ ไม่มีการชี้สองสถานตามมาตรา ๑๘๓ ไม่ใช้มาตรา ๘๗ ถึง มาตรา ๙๐ ไม่ใช้มาตรา ๑๔๑ โจทก์อาจยื่นฟ้องเป็นหนังสือหรือฟ้องด้วยวาจาก็ได้ ศาลแรงงานต้องตัดสินคดีไปตามประเด็นที่ปรากฏในคำฟ้อง เว้นแต่ในกรณีที่ศาลแรงงานเห็นสมควรเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความ จะพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอก็ได้ แต่ถ้าในการพิจารณาคดีที่มีการเลิกจ้าง หากศาลแรงงานเห็นว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ศาล แรงงานอาจสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานต่อไปในอัตราค่าจ้างที่ได้รับในขณะที่เลิกจ้าง อย่างไรก็ดีถ้าศาลแรงงานเห็นว่าลูกจ้างกับนายจ้างไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ ศาลแรงงานมีอำนาจกำหนดค่าเสียหายให้นายจ้างชดใช้ให้แทนการรับลูกจ้างกลับเข้า ทำงานได้ โดยไม่ถือว่าศาลแรงงานพิพากษาในเรื่องที่ไม่ปรากฏในคำฟ้องหรือเกินคำขอท้ายฟ้อง คำพิพากษาหรือคำสั่งมีผลผูกพันเฉพาะคู่ความในคดี อย่างไรก็ดีศาลแรงงานจะกำหนดให้คำพิพากษา หรือคำสั่งผูกพันนายจ้างกับลูกจ้างอื่นซึ่งไม่ได้เป็นคู่ความ แต่มีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดีได้ การอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแรงงานให้อุทธรณ์ได้เฉพาะข้อกฎหมายไปยังศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่ง จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงไม่ได้ การพิจารณาพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ จะรับพังข้อเท็จจริงเองไม่ได้ แต่ต้องถือตามข้อเท็จจริง ที่ศาลแรงงานได้วินิจฉัยฟังข้อเท็จจริงไว้แล้ว ถ้าข้อเท็จจริงนั้นไม่พอแก่การวินิจฉัย ข้อกฎหมาย ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีอำนาสั่งให้ศาลแรงงานฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติม แล้วส่งสำนวนคืนเพื่อพิพากษาหรือมีคำสั่งต่อไป (พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธี พิจารณาคดีแรงงาน (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๘

 

อ้างอิง : วิชา ระบบศาลและพระธรรมนูญศาลยุติธรรม(อ.อนันต์ ชุมวิสูตร) สมัยที่ 69





ศาลแรงงาน | สาระความรู้ บทความกฎหมาย ที่น่าสนใจ ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม

จำนวนผู้ชม : 210 ครั้ง
ลงวันที่ 23/03/2017 12:08:45





ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน

ผู้ใช้งานเข้าสู่ระบบ

Username :

Password :

เลือกประเภท:

 



[ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ คลิก!]

ลืม Username/Password?

กรุณาเข้าระบบก่อนใช้งานทุกครั้ง


ลงทะเบียนใช้งานในระบบ (ฟรี) ที่นี่..

ค้นหา ฎีกาเด่น 3 สนาม*

    คำค้น :
    ระบุ เช่น ละเมิด, หนี้, ทรัพย์ ,288

ค้นหากฎหมาย ทั่วโลก

ข้อคิด คำคม วลีกฎหมาย

ข้อคิด อ.มล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์ เนติบัณฑิต สมัยที่ 1/70

อ่านรายละเอียด..


กลุ่มสังคมออนไลน์

       



ผู้ใช้งานในระบบ/สนับสนุน 20208 คน


ผู้ใช้งานเว็บไซต์ ล่าสุด