หัวข้อ : การใช้กฎหมายอิสลาม เกี่ยวกับ ครอบครัวและมรดก ในสี่จังหวัดชายแดนภาคใต้
หมวดหมู่ : กฎหมายที่น่าสนใจ
รายละเอียด : รวมข้อมูล เกี่ยวกับประเด็นกฎหมายที่น่าสนใจ อื่นๆ



การใช้กฎหมายอิสลามเกี่ยวกับครอบครัวและมรดกในสี่จังหวัดชายแดนภาคใต้

        ในสี่จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ใช้บรรพ ๕ และบรรพ ๖ บังคับในเรื่อง ครอบครัวและมรดก แต่ใช้กฎหมายอิสลามบังคับแทน โดยการตราพระราชบัญญัติว่า ด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ. ๒๔๘๙ ออกมาใช้บังคับ ตามพระราชบัญญัตินี้ในมาตรา ๓ และมาตรา ๔ การวินิจฉัย ชี้ขาดคดีแพ่งเกี่ยวด้วยเรื่องครอบครัวและมรดกอิสลามศาสนิกของศาลชั้นต้นในสี่จังหวัด คือ ยะลา นราธิวาส ปัตตานี และสตูล ซึ่งอิสลามศาสนิกเป็นทั้งโจทก์จำเลย หรือเป็นผู้เสนอคำขอในคดีไม่มีข้อพิพาทต้องใช้กฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดกบังคับแทนบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เว้นแต่บทบัญญัติว่าด้วย อายุความมรดก ในการพิจารณาคดีให้ดะโต๊ะยุติธรรมหนึ่งนายนั่งพิจารณาพร้อมด้วย ผู้พิพากษา ดะโต๊ะยุติธรรมมีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายอิสลามและลงลายมือชื่อใน คำพิพากษา ส่วนปัญหาข้อเท็จจริงหรือปัญหาข้อกฎหมายอื่นเป็นอำนาจของผู้พิพากษา คำวินิจฉัยของดะโต๊ะยุติธรรมในข้อกฎหมายอิสลามเป็นอันเด็ดขาด จะอุทธรณ์ฎีกาปัญหา ดังกล่าวไม่ได้ ฉะนั้น เมื่อมีคดีพิพาทกันเรื่องครอบครัวหรือมรดกในศาลชั้นต้นในจังหวัด ปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล ระหว่างคนนับถือศาสนาอิสลามด้วยกัน หรือมี คดีไม่มีข้อพิพาทซึ่งผู้นับถือศาสนาอิสลามเป็นผู้ร้องขอในเรื่องครอบครัวหรือมรดกต้องใช้กฎหมายอิสลามบังคับ ไม่ใช้บทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๕ และบรรพ ๖ เหมือนเช่นปกติ แต่ทั้งนี้คู่ความทั้งหมดหรือเจ้ามรดกจะต้องเป็นคนนับถือ ศาสนาอิสลาม ถ้าหากคู่ความแม้แต่คนเดียวไม่ใช่คนนับถือศาสนาอิสลาม หรือเจ้ามรดก ไม่ใช่คนนับถือศาสนาอิสลาม ถึงแม้โจทก์จำเลยหรือผู้ร้องขอจะเป็นคนนับถือศาสนา อิสลามก็ใช้กฎหมายอิสลามบังคับไม่ได้ เช่น โจทก์มิใช่อิสลามศาลนิกจะบังคับคดีตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้ศาสนาอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และ สตูล พ.ศ. ๒๔๘๙ มาตรา ๓ มิได้ ต้องบังคับคดีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นต้น นอกจากนี้หากเป็นคดีที่เกิดขึ้นในจังหวัดอื่นนอกจากสี่จังหวัดดังกล่าว แล้ว แม้คู่ความทุกฝ่ายจะเป็นคนนับถือศาสนาอิสลามก็ใช้กฎหมายอิสลามบังคับไม่ได้ ต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๕ และบรรพ ๖ เช่นเดียวกัน

        คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๘๕๑/๒๕๕๑ คดีเกิดขึ้นในเขตจังหวัดสตูลและผู้ร้อง ซึ่งเป็นอิสลามศาสนิกเริ่มต้นคดีอย่างไม่มีข้อพิพาท โดยยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก ตามพินัยกรรมของผู้ตายซึ่งเป็นอิสลามศาสนิก การที่ผู้คัดค้านที่ ๑ ยื่นคำคัดค้านมีผลให้คดีกลายเป็นคดีมีข้อพิพาทตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา๑๘๘ (๔) โดยผู้ร้องและผู้คัดค้านมีฐานะเป็นคู่ความ เมื่อผู้คัดค้านที่ ๑ ซึ่งมีฐานะเสมือน จำเลยมิใช่อิสลามศาสนิก จึงไม่ต้องด้วยมาตรา ๓ ของพระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้ กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ. ๒๔๘๙ ถือไม่ได้ว่าเป็นคดีแพ่งเกี่ยวด้วยเรื่องครอบครัวและมรดกของอิสลามศาสนิกในเขตจังหวัด สตูล จึงต้องใช้บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๖ บังคับแก่คดี ศาลชั้นต้นของจังหวัดทั้งสี่ที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาเรื่องครอบครัวหมายถึง ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัด พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและ วิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔ กำหนดบทนิยามของคดีครอบครัวให้รวมถึงคดีแพ่งที่บังคับตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวกับครอบครัวด้วย เมื่อ พระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ. ๒๕๘๙ ในส่วนที่เกี่ยวกับการวินิจฉัยชี้ขาดคดีแพ่งตามหลักกฎหมาย อิสลามเรื่องครอบครัวของอิสลามศาสนิกเป็นกฎหมายอื่นที่เกี่ยวกับครอบครัว จึงเป็นคดีครอบครัวซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวตามบทนิยาม ดังกล่าว (คำวินิจฉัยของประธานศาลฎีกาที่ ยช. ๕๐/๒๕๕๕)

 

 

        การพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับครอบครัวและมรดกที่ต้องใช้กฎหมายอิสลาม นั้น เนื่องจากศาสนาอิสลามมีหลายนิกาย กระทรวงยุติธรรมจึงได้ทำการตรวจชำระคำแปลและจัดพิมพ์หลักกฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดกเสร็จเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๔ ดะโต๊ะยุติธรรมต้องให้ถ้อยคำรับรองว่าต้องใช้กฎหมายเล่มนี้ในการชี้ขาด ข้อกฎหมายอิสลาม และหากมีปัญหาข้อใดซึ่งไม่มีกล่าวไว้ในหลักกฎหมายนี้ ก็ต้องนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับเท่าที่ไม่ขัดแย้งกับหลักกฎหมายนี้

       

        หลักกฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดก พ.ศ. ๒๔๘๔ ที่กระทรวงยุติธรรมจัดขึ้น กำหนดเงื่อนไขแห่งการสมรสของผู้นับถือศาสนาอิสลามในจังหวัด ปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล ไว้หลายประการตามมาตรา ๔๙ อาทิเช่น ผู้สมรส ต้องมีเพศเป็นชายฝ่ายหนึ่ง หญิงฝ่ายหนึ่ง ชายและหญิงต้องเป็นอิสลามศาสนิก ชาย และหญิงต้องยินยอมเป็นสามีภริยากัน ชายหรือหญิงไม่อยู่ในระหว่างปฏิบัติพิธีการฮัจญ์ ชายและหญิงมิได้เป็นญาติสืบสายโลหิตขึ้นไปหรือลงมา หรือเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดา หรือร่วมแต่บิดาหรือมารดา หญิงมิได้เป็นภริยาของชายอื่น หรือยังเป็นพรหมจารี ถ้ายังไม่บรรลุนิติภาวะ (อายุยังไม่ครบ ๙ ปี หย่อน ๑๕ วัน และยังมิได้มีระดู) โดยกฎหมายมิได้กำหนดอายุขั้นต่ำของชายหรือหญิงที่จะทำการสมรสไว้ สำหรับนายทะเบียนผู้มีอำนาจหน้าที่ในการออกหนังสือรับรองการสมรส คือกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ทั้งนี้ ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๒๖ (๑๐) แห่งพระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนา อิสลาม พ.ศ. ๒๕๔๐ ในกรณีที่ชายและหญิงผู้นับถือศาสนาอิสลามอยู่นอกเขตจังหวัดทั้งสี่ เช่น อยู่ที่จังหวัดสงขลา ทำการสมรสกันตามกฎหมายอิสลาม โดยกรรมการอิสลาม ประจำจังหวัดสงขลาออกหนังสือรับรองการสมรสให้ การสมรสของชายหญิงอิสลามคู่นี้ มิใช่เป็นการสมรสที่เป็นโมฆะ แต่ถือว่าไม่มีการสมรสตามกฎหมายเกิดขึ้น ชายหรือหญิง จึงยังไม่มีคู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมาย หากชายไปจดทะเบียนสมรสกับหญิงอื่นอีก การสมรสครั้งใหม่ของชายสมบูรณ์ ไม่เป็นการสมรสที่เป็นโมฆะเพราะสมรสซ้อน

        ชายหญิงที่สมรสกันตามกฎหมายอิสลามใน ๔ จังหวัดชายแดนภาคใต้ แม้ ต่อมาภายหลังจะย้ายไปอยู่นอก ๔ จังหวัดดังกล่าวก็ตาม ก็ยังถือว่าเป็นสามีภริยาตามกฎหมาย ฉะนั้น การที่โจทก์ที่ ๒ และที่ ๓ เป็นผู้นับถือศาสนาอิสลาม มีภูมิสำเนาในจังหวัดยะลา แต่งงานเป็นสามีภริยาโดยถูกต้องตามกฎหมายอิสลาม โจทก์ทั้งสองจึงเป็นสามีภริยาและเป็นบิดามารดาของ ส. ผู้ตายโดยชอบด้วยกฎหมาย แม้เหตุรถชนกัน จนทำให้ ส. ตาย เกิดในจังหวัดสงขลา โจทก์ทั้งสองก็มีอำนาจฟ้องผู้ทำละเมิดได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๘๑๒-๒๘๑๖/๒๕๒๕)

         นอกจากนี้ ชายและหญิงจะหมั้นกันตาม บรรพ ๕ แต่มาสมรสกันตามกฎหมายอิสลามก็ได้ เช่น ชายหมั้นหญิงด้วยสร้อยคอ ทองคำ โดยบิดามารดาหญิงยินยอมด้วย ต่อมาชายหญิงสมรสกันถูกต้องตามกฎหมาย อิสลาม โดยชายและฝ่ายหญิงเป็นผู้นับถือศาสนาอิสลามในจังหวัดสตูล จึงเป็นการปฏิบัติตามสัญญาหมั้นเรียบร้อยแล้ว ฝ่ายหญิงจึงมิได้ผิดสัญญาหมั้น (คำพิพากษาศาล ฎีกาที่ ๑๔๗๓/๒๕๓๕)

         อย่างไรก็ดี ปัญหาข้อกฎหมายอิสลามนั้นเฉพาะดะโต๊ะยุติธรรม เท่านั้นที่มีอำนาจวินิจฉัย ศาลอุทธรณ์ หรือศาลฎีกาไม่มีอำนาจวินิจฉัย ฉะนั้น คดีพิพาท เกี่ยวกับเรื่องมรดก เกิดที่จังหวัดนราธิวาส โดยผู้ร้องและผู้คัดด้านเป็นอิสลามศาสนิก ปัญหาที่ว่าผู้ร้องเป็นบุตรโดยชอบด้วยหลักกฎหมายอิสลามของผู้ตายหรือไม่ และผู้ร้อง เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้ตามหลักกฎหมายอิสลามหรือไม่เป็นข้อกฎหมายอิสลามที่ ดะโต๊ะยุติธรรมต้องเป็นผู้ชี้ขาด ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ไม่มีอำนาจวินิจฉัยข้อกฎหมาย อิสลามได้ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ในปัญหาดังกล่าว (คำพิพากษา ศาลฎีกาที่ ๑๔๔๒/๒๕๔๑)

        กฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดกที่ใช้บังคับแก่ผู้นับถือศาสนาอิสลาม ใน ๔ จังหวัดชายแดนภาคใต้แทนบรรพ ๕ และบรรพ ๖ ใช้เฉพาะกรณีทางแพ่งเท่านั้น หากเป็นกรณีทางอาญาแม้เป็นความผิดเกี่ยวกับครอบครัวและมรดกก็ไม่นำกฎหมาย อิสลามมาใช้บังคับ ฉะนั้น กรณีที่ภริยามีชู้แม้เป็นความผิดทางอาญาเกี่ยวกับครอบครัว ตามกฎหมายอิสลามในประเทศตะวันออกกลางก็ตาม ภริยาที่มีชู้ก็ไม่มีความผิดทาง อาญาในประเทศไทย อย่างไรก็ดี กฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดกใช้บังคับกับ เหตุหรือมูลคดีที่เกิดขึ้นในอาณาเขตพื้นที่จังหวัดยะลา นราธิวาส ปัตตานี และสตูล แก่ผู้นับถือศาสนาอิสลามทุกคน ไม่ว่าบุคคลนั้นจะมีสัญชาติใด

        ดังนั้น ชายและหญิงชาวมาเลเซียที่นับถือศาสนาอิสลามมาสมรสกันที่จังหวัดสตูล หากชายหญิงคู่นี้ได้ปฏิบัติตาม หลักกฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดก พ.ศ. ๒๔๘๔ มาตรา ๔๙ แล้ว การสมรสนั้นก็สมบูรณ์ แม้ชายชาวมาเลเซียนั้นจะมีภริยาคนที่หนึ่งอยู่แล้ว และมาสมรสกับ ภริยาคนที่สองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากภริยาคนที่หนึ่งอันเป็นการขัดต่อเงื่อนไข แห่งการสมรสตามกฎหมายมาเลเซียก็ตาม นอกจากนี้สามีภริยาชาวไทยที่นับถือศาสนาอิสลามจดทะเบียนสมรสกันที่กรุงเทพมหานคร ต่อมาสามีภริยาคู่นี้ย้ายไปอยู่จังหวัด นราธิวาส แล้วสามีหย่าภริยาโดยพิธีตอละก์ตามมาตรา ๔๓ แห่งหลักกฎหมายอิสลามฯ ก็ต้องถือว่าสามีภริยาคู่นี้ขาดจากการสมรสตามกฎหมายแล้ว ในทำนองเดียวกันสามี ภริยาชาวไทยที่นับถือศาสนาอิสลามสมรสกันตามหลักกฎหมายอิสลามฯ ที่จังหวัดปัตตานี ต่อมาย้ายมาอยู่ที่จังหวัดนครนายกแล้วสามีหย่าภริยาโดยพิธีตอละก์ตามหลักกฎหมาย อิสลามฯ ก็ไม่ถือว่าขาดจากการสมรสตามกฎหมาย ต้องหย่ากันโดยใช้หลักการหย่า ตามบรรพ ๕ จะใช้หลักกฎหมายอิสลามฯ มาใช้ปังคับไม่ได้เพราะเหตุเกิดนอกเขต ๔ จังหวัดชายแดนภาคใต้

        คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๕๗๔/๒๕๔๑ แม้โจทก์และจำเลยเป็นอิสลาม ศาสนิกอยู่ในจังหวัดนราธิวาส ซึ่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขต จังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ. ๒๔๘๙ มาตรา ๓ บัญญัติให้ใช้กฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดกบังคับแทนบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยการนั้นก็ตาม แต่เนื่องจากกฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดกไม่มีบัญญัติไว้ว่าทรัพย์สินที่ซื้อมาระหว่างสมรสเป็นสินสมรสระหว่างผู้ซื้อกับคู่สมรส หรือเป็นสินส่วนตัวของผู้ซื้อ จึงต้องใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาปรับแก่กรณี

        โจทก์สมรสกับจำเลยตามกฎหมายอิสลามตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๑ และโจทก์เป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาทและจดทะเบียนโอนใส่ชื่อจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินที่ ได้มาระหว่างสมรสโดยซื้อมาจากเงินที่โจทก์และจำเลยทำมาหาได้ร่วมกัน จึงเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๗๔ (๑)

 

ศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีครอบครัว

        คดีครอบครัวอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัว ซึ่งเปิดทำการครบทุกจังหวัดแล้ว คดีครอบครัวนั้นตามตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชน และครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. ๒๕๕๓ มาตรา ๔ หมายถึง “คดีแพ่งที่ฟ้องหรือร้องขอต่อศาล หรือกระทำการใด ๆ ในทางศาลเกี่ยวกับผู้เยาว์หรือ ครอบครัว ซึ่งจะต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กฎหมายว่าด้วยการ จดทะเปียนครอบครัวหรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวกับครอบครัว” อันมีความหมายว่า คดีที่เกี่ยวด้วยการสมรสรวมทั้งสิทธิและหน้าที่ หรือความสัมพันธ์ระหว่างสามี ภริยา บิดา มารดา และบุตร ไม่ว่าในทางใดๆ ซึ่งพิพาทกันตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๕ ทั้งหมด รวมทั้งคดีเกี่ยวด้วยสถานะและความสามารถของ บุคคลอันเกี่ยวกับครอบครัวหรือส่วนได้เสียของผู้เยาว์ ซึ่งพิพาทกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในบรรพ ๑ มาตรา ๒๑ ถึง ๒๘, ๓๒, ๔๓ และ ๔๔ และใน บรรพ ๖ มาตรา ๑๖๑๐, ๑๖๑๑, ๑๖๘๗ และ ๑๖๙๒ เหล่านี้ ย่อมถือเป็นคดีครอบครัวทั้งสิ้น นอกจากนี้ยังรวมถึงคดีที่ฟ้องร้องกันตามพระราชบัญญัติจดทะเบียน ครอบครัว พ.ศ. ๒๔๗๘ พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๖ พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุทางการแพทย์ พ.ศ. ๒๕๕๘ (กฎหมายการรับตั้งครรภ์แทน) และพระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ. ๒๔๘๙ (เฉพาะในส่วนคดีแพ่งเกี่ยวด้วยเรื่องครอบครัว) เช่น การฟ้องขอให้แบ่งสินสมรส ขอให้ชำระค่าอุปการะ เลี้ยงดูบุตร ให้บุตรอยู่ในความปกครองของตน การฟ้องขอให้เพิกถอนการสมรสที่เป็น โมฆียะเพราะถูกข่มขู่ ฯลฯ หรือการที่ภริยาร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้สามีของตนเป็นคน ไร้ความสามารถ และตั้งภริยาเป็นผู้อนุบาล เหล่านี้เป็นคดีครอบครัวอยู่ในอำนาจ พิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัว

        อย่างไรก็ดี การที่บุตรผู้เยาว์ได้รับทรัพย์สินจากบิดาแล้วต่อมาบิดาถึงแก่กรรม บุตรจึงฟ้องผู้จัดการมรดกของบิดาให้โอนสิทธิในทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่ตนนั้น มิได้เป็นคดีที่เกี่ยวด้วยสิทธิในครอบครัวหรือส่วนได้เสียของผู้เยาว์ที่มีบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ให้ความคุ้มครอง จึงมิใช่เป็นคดีครอบครัว (คำวินิจฉัยของประธานศาลฎีกาที่ ๑/๒๕๓๕) หรือการที่ผู้เยาว์กระทำละเมิด โจทก์จึงฟ้องเรียกค่าเสียหายจากผู้เยาว์ และบิดามารดาของผู้เยาว์ก็มิได้เกี่ยวด้วยส่วนได้เสียของผู้เยาว์ ที่บทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ให้ความคุ้มครอง และมิได้เกี่ยวด้วยสถานะทางกฎหมายของผู้เยาว์ แม้จะมีการกล่าวอ้างถึงการร่วมรับผิดชอบของบิดามารดา ผู้เยาว์ตามมาตรา ๔๒๙ แต่บทบัญญัติดังกล่าวหาได้เกี่ยวด้วยสิทธิในครอบครัวของ ผู้เยาว์ตามบรรพ ๕ ไม่ จึงมิใช่เป็นคดีครอบครัวไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัว แต่อยู่ในอำนาจของศาลแขวง ศาลจังหวัด หรือศาลแพ่ง และหากมีทุนทรัพย์ไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท ก็อุทธรณ์ข้อเท็จจริงไม่ได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๔

 

 

        สำหรับคดีครอบครัวตามกฎหมายว่าด้วยการจดทะเบียนครอบครัวนั้นเป็นการขยายเขตอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัวให้ครอบคลุมถึงคดีที่เคยเป็นคดีปกครอง อาทิเช่น คดีที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอจดทะเบียนสมรสแต่นายทะเบียนไม่รับจดทะเบียนสมรสให้ ซึ่งเคยมีคำวินิจฉัยของประธานศาลฎีกาที่ ยช. ๗/๒๕๔๗ ว่ามิใช่เป็นคดีครอบครัวนั้น ปัจจุบันนี้ต้องถือว่าเป็นคดีครอบครัว อยู่ในอำนาจพิจารณาและมีคำสั่งของศาลเยาวชนและครอบครัว นอกจากนี้คดีจดทะเบียนการหย่า จดทะเบียนเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย จดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม หรือจดทะเบียนเลิกรับบุตรบุญธรรม ก็เป็นคดีครอบครัวด้วย ส่วนคดีตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๖ ที่เป็นคดีครอบครัว อาทิเช่น คดีตามมาตรา ๓๘ กรณีที่ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือผู้ว่าราชการจังหวัดสั่งให้เด็กที่พึงได้รับการสงเคราะห์เข้ารับการสงเคราะห์แต่ผู้ปกครองของเด็กไม่ยินยอม หรือคดีที่ผู้ปกครองยื่นคำร้องขอรับเด็กที่อยู่ใน สภาพจำต้องได้รับการสงเคราะห์ไปปกครองดูแลเองแต่ปลัดกระทรวงการพัฒนาลังคม และความมั่นคงของมนุษย์ปฏิเสธไม่อนุญาต หรือคดีตามมาตรา ๓๙ ที่พนักงานเจ้าหน้าที่เรียกผู้ปกครองมาทำทัณฑ์บนและให้วางประกันเป็นจำนวนเงินเกินฐานานุรูป หรือคดีตามมาตรา ๔๖ ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดสั่งให้ส่งเด็กเข้ารับการคุ้มครองสวัสดีภาพ แต่ผู้ปกครองไม่เห็นด้วย เป็นต้น

        การพิจารณาคดีครอบครัวมีวิธีการเป็นพิเศษแตกต่างจากคดีแพ่งปกติ กล่าว คือ กฎหมายกำหนดให้ศาลต้องตั้งผู้ประนีประนอมคดีครอบครัวเพื่อไกล่เกลี่ยให้คู่ความในคดีครอบครัวที่มีข้อพิพาทได้ประนีประนอมกันก่อนจะทำการสืบพยานไปทันทีเลยไม่ได้ ในการไกล่เกลี่ยนี้ศาลอาจมอบหมายให้บิดา มารดา ญาติ ทนายความ หรือนักสังคมสงเคราะห์เข้ามาให้คำปรึกษาหรือช่วยเหลือผู้ประนีประนอมคดีครอบครัวก็ได้

        คดีครอบครัวแตกต่างกับคดีเกี่ยวด้วยสิทธิในครอบครัว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๔ วรรคสอง ที่บัญญัติเป็นข้อยกเว้นให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้โดยไม่คำนึงว่าจะมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันเป็นจำนวนเท่าใด กล่าวคือ คดีเกี่ยวด้วยสิทธิในครอบครัวจำกัดอยู่แต่เฉพาะคดีแพ่งที่มีข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของบุคคลในฐานะที่เป็นสามีภริยา บิดามารดาและบุตร ผู้ปกครองและผู้อยู่ในปกครอง ผู้รับบุตรบุญธรรมและบุตรบุญธรรมเท่านั้น เช่น คดีที่ฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาแสดงว่า การสมรสเป็นโมฆะและเรียกค่าทดแทนกับค่าเลี้ยงชีพ คดีฟ้องหย่าและขอแบ่งสินสมรส

 

 

 

        คดีฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรหรือคดีฟ้องเพิกถอนการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม เหล่านี้เป็นคดีเกี่ยวด้วยสิทธิในครอบครัว แต่คดีข้อพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๕ แม้จะเป็นคดีครอบครัวอาจจะมิใช่เป็นคดีเกี่ยวด้วยสิทธิในครอบครัว ก็ได้ เช่น คดีฟ้องเรียกของหมั้นและสินสอดคืนรวมทั้งเรียกค่าทดแทนในการผิดสัญญาหมั้น ซึ่งมีทุนทรัพย์จำนวน ๓๘,๘๐๐ บาท มิใช่คดีเกี่ยวด้วยสิทธิในครอบครัว (คำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ ๑๓๓๐/๒๕๓๕) หรือคดีที่ผู้เยาว์ฟ้องขอแบ่งมรดก ก็มิใช่เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยสิทธิในครอบครัว (คำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ ๑๕๒๔/๒๕๓๕)

 

        คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๘๕๓/๒๕๓๘ การที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ คืนของหมั้นเป็นเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท และให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ร่วมกันคืน สินสอดเป็นเงิน ๕๐,๐๐๐ บาทนั้น หนี้ที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ สามารถแยกออกจากหนี้ ของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นคนละส่วนกันได้ เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ แต่ละส่วนไม่เกินห้าหมื่นบาท จึงต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง

 

        คำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ ๒๔๔/๒๕๔๕ การที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยโดยอ้างเหตุว่าจำเลยคบหากับสามีโจทก็ในลักษณะชู้สาว โดยได้แต่งงานกันและจำเลยแสดงตนโดยเปิดเผยว่าเป็นภริยาของสามีโจทก์นั้น เป็นการฟ้องเรียกค่าทดแทน ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๒๓ วรรคสอง อันเป็นเรื่องที่กระทบกระเทือนต่อสิทธิและหน้าที่กับความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยาโดยตรง หาใช่คดีละเมิดธรรมดาไม่ จึงเป็นคดีเกี่ยวด้วยสิทธิในครอบครัว

 

        คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๗๕๕/๒๕๔๕ ฟ้องเรียกสินสอดคืน ไม่ใช่คดีเกี่ยวด้วยสิทธิในครอบครัว ทุนทรัพย์ไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

        ในการฟ้องคดีครอบครัวในศาลเยาวชนและครอบครัวนั้น ถ้าข้อหาในคำฟ้องมีทั้งข้อหาที่เป็นคดีครอบครัวและข้อหาที่มิใช่คดีครอบครัวรวมกัน แต่หากมูลความแห่งคดีเกี่ยวข้องกันแล้ว โจทก์มีสิทธิฟ้องจำเลยในข้อหาที่มิใช่คดีครอบครัวกับข้อหาที่เป็นคดีครอบครัวต่อศาลเยาวชนและครอบครัวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕ โดยไม่ต้องแยกข้อหาที่มิใช่คดีครอบครัวไปฟ้องยังศาลจังหวัด เช่น โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่เป็นโมฆะ เพราะถูกข่มขู่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ก่อนที่จะข่มขู่ให้ทำการสมรสด้วยนั้น คำฟ้องในส่วนที่เกี่ยวกับคำขอให้เพิกถอนการสมรสเพราะถูกข่มขู่เป็นการฟ้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๐๗ จึงเป็นคดีครอบครัว ส่วนคำฟ้องในส่วนที่เกี่ยวกับการเรียกค่าเสียหายที่โจทก์ ถูกจำเลยข่มขู่กระทำชำเราเป็นคำฟ้องเรียกค่าเสียหายเพราะเหตุละเมิด มิใช่คดีแพ่งที่ฟ้องเกี่ยวกับครอบครัว แต่อย่างไรก็ดีตามคำฟ้อง ทั้งสองนี้สืบเนื่องจากการที่โจทก์ถูกจำเลยบังคับขู่เข็ญ พาโจทก์ไปข่มขืนกระทำชำเรา เช่นเดียวกัน ถือได้ว่ามูลความแห่งคดีเกี่ยวข้องกัน โจทก์จึงมีสิทธิเสนอคำฟ้องในส่วนที่ เกี่ยวกับคำขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวต่อศาลเยาวชนและครอบครัวได้ สำหรับ ในกรณีที่คำฟ้องมีหลายข้อหาแต่เป็นคดีครอบครัวทุกข้อหา และโจทก์มีสิทธิฟ้องคดี ต่อศาลในท้องที่ที่มีศาลเยาวชนและครอบครัว ๒ ศาลต่างท้องที่กันนั้น โจทก์จะเสือกฟ้อง คดีครอบครัวทุกข้อหาต่อศาลเยาวชนและครอบครัวศาลใดศาลหนึ่งก็ได้ 

 

อ้างอิง : วิชา ครอบครัว (ศอ.ประสพสุข บุญเดช) เนติบัณฑิต เล่มที่1 สมัยที่ 1/70





การใช้กฎหมายอิสลาม เกี่ยวกับ ครอบครัวและมรดก ในสี่จังหวัดชายแดนภาคใต้ | สาระความรู้ บทความกฎหมาย ที่น่าสนใจ ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม

จำนวนผู้ชม : 335 ครั้ง
ลงวันที่ 07/06/2017 11:34:53





ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน

ผู้ใช้งานเข้าสู่ระบบ

Username :

Password :

เลือกประเภท:

 



[ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ คลิก!]

ลืม Username/Password?

กรุณาเข้าระบบก่อนใช้งานทุกครั้ง


ลงทะเบียนใช้งานในระบบ (ฟรี) ที่นี่..

ค้นหา ฎีกาเด่น 3 สนาม*

    คำค้น :
    ระบุ เช่น ละเมิด, หนี้, ทรัพย์ ,288

ค้นหากฎหมาย ทั่วโลก

ข้อคิด คำคม วลีกฎหมาย

ข้อคิด อ.มล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์ เนติบัณฑิต สมัยที่ 1/70

อ่านรายละเอียด..


กลุ่มสังคมออนไลน์

       



ผู้ใช้งานในระบบ/สนับสนุน 20337 คน


ผู้ใช้งานเว็บไซต์ ล่าสุด