หัวข้อ : การใช้สิทธิเรียกร้องทางปกครองตามมาตรา ๑๑ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙
หมวดหมู่ : บทความกฎหมายมหาชน กฎหมายปกครอง
รายละเอียด : รวมข้อมูล เกี่ยวกับบทความกฎหมาย เกี่ยวกับ การคิด วิคราะห์ หลักการทางกฎหมายมหาชน กฎหมายปกครอง อื่นๆ



การใช้สิทธิเรียกร้องทางปกครองตามมาตรา ๑๑

แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙


ในกรณีที่การกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่เป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ทำให้บุคคลภายนอกได้รับความเสียหาย ผู้เสียหายสามารถเรียกร้องให้หน่วยงานของรัฐรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ ๒ วิธี คือ การใช้ทธิเรียกร้องทางศาลโดยตรงและการใช้สิทธิเรียกร้องทางปกครอง สำหรับการใช้สิทธิเรียกร้องทางปกครองนั้นเป็นไปตามบทบัญญัติมาตรา ๑๑ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ
วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า “ในกรณีที่ผู้เสียหายเห็นว่า หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดตามมาตรา ๕ ผู้เสียหายจะยื่นคำ ขอต่อหน่วยงานของรัฐให้พิจารณาชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายที่เกิดแก่ตนก็ได้ ในการนี้หน่วยงานของรัฐต้องออกใบรับคำขอให้ไว้เป็นหลักฐานและพิจารณาคำขอนั้นโดยไม่ชักช้า เมื่อหน่วยงานของรัฐมีคำสั่งเช่นใดแล้วหากผู้เสียหายยังไม่พอใจในผลการวินิจฉัยของหน่วยงานของรัฐก็ให้มีสิทธิร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ตามกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ตนได้รับแจ้งผลการวินิจฉัย”
และวรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า “ให้หน่วยงานของรัฐพิจารณาคำขอที่ได้รับตามวรรคหนึ่งให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวัน หากเรื่องใดไม่อาจพิจารณาได้ทันในกำหนดนั้นจะต้องรายงานปัญหาและอุปสรรคให้รัฐมนตรีเจ้าสังกัดหรือกำกับหรือควบคุมดูแลหน่วยงานของรัฐแห่งนั้นทราบและขออนุมัติขยายระยะเวลาออกไปได้ แต่รัฐมนตรีดังกล่าวจะพิจารณาอนุมัติให้ขยายระยะเวลาให้อีกได้ไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวัน”
การกระทำ ละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐต่อบุคคลภายนอกที่อยู่ในเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ได้แก่ การกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย การออกกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่นหรือการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรเท่านั้น ดังนั้น ในกรณีที่การกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐต่อบุคคลภายนอกเป็นการกระทำในเรื่องส่วนตัว หรือเป็นการกระทำละเมิดในเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ หรือเป็นการกระทำละเมิดที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ทั่วไปบุคคลภายนอกจะฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ของรัฐต่อศาลปกครองไม่ได้จะต้องฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนต่อศาลยุติธรรมสำหรับการใช้สิทธิเรียกร้องทางปกครองตามมาตรา ๑๑ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ นั้น ถือเป็นสิทธิอย่างหนึ่งของผู้เสียหายในการเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ของรัฐที่กระทำละเมิดอันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ตน โดยไม่ต้องไปใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลในทุกกรณี และไม่จำต้องพิจารณาว่า การกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีเป็นการกระทำที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรืออยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแต่อย่างใด เพียงแต่ต้องเป็นการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่อันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ก็เพียงพอแล้วอย่างไรก็ตาม แม้ว่าผู้เสียหายจะได้ใช้สิทธิเรียกร้องทางปกครองแล้วแต่ก็มีกรณีอันสืบเนื่องจากการใช้สิทธิเรียกร้องทางปกครองดังกล่าวที่อาจจะเป็นเหตุนำมาสู่การฟ้องคดีต่อศาลปกครองได้ ซึ่งจากการศึกษาคำวินิจฉัยศาลปกครองสูงสุดพบว่ามี ๓ กรณี คือ กรณีที่หน่วยงานของรัฐไม่ออกใบรับคำขอ กรณีที่หน่วยงานของรัฐไม่พิจารณาคำขอที่ผู้เสียหายยื่นขอให้หน่วยงานของรัฐชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือพิจารณาคำขอดังกล่าวล่าช้า และกรณีที่หน่วยงานของรัฐกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้น้อยกว่าคำขอหรือปฏิเสธไม่จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้ตามคำขอ ซึ่งมีตัวอย่างคำวินิจฉัยศาลปกครองสูงสุดที่น่าสนใจ ดังนี้
๑. กรณีที่หน่วยงานของรัฐไม่ออกใบรับคำขอ
ในกรณีที่ผู้เสียหายยื่นคำร้องต่อหน่วยงานของรัฐให้พิจารณาชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา ๑๑ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ หน่วยงานของรัฐมีหน้าที่ต้องออกใบรับคำขอให้แก่ผู้เสียหายไว้เป็นหลักฐาน และต้องพิจารณาคำขอให้แล้วเสร็จภายใน ๑๘๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับคำขอจากผู้เสียหาย แต่ถ้าไม่อาจพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาดังกล่าว หน่วยงานของรัฐอาจขอขยายเวลาการพิจารณาออกไปได้อีก แต่ขยายได้ไม่เกิน ๑๘๐ วัน ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐไม่ออกใบรับคำขอให้ผู้เสียหาย หรือไม่พิจารณาคำขอและมีคำสั่งให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาดังกล่าว ผู้เสียหายสามารถฟ้องขอให้ศาลปกครองมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้หน่วยงานของรัฐออกใบรับคำขอให้ผู้เสียหายหรือขอให้หน่วยงานของรัฐพิจารณาคำ ขอให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนดได้ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) ประกอบมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ โดยไม่จำต้องพิจารณาถึงมูลเหตุแห่งการกระทำ ละเมิดว่าเป็นการกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายการออกกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรหรือไม่ ดังตัวอย่างคำวินิจฉัยศาลปกครองสูงสุดนี้
- กรณีเจ้าหน้าที่ในสังกัดสำนักงานอัยการสูงสุดกระทำ ละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีในการปฏิบัติหน้าที่ ผู้ฟ้องคดียื่นคำขอต่อผู้ถูกฟ้องคดี (สำนักงานอัยการสูงสุด) ให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ดังกล่าว แต่ผู้ถูกฟ้องคดีไม่ออกใบรับคำขอให้ผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีจึงฟ้องคดีต่อศาลปกครองให้พิจารณาพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีออกใบรับคำ ขอภายใน ๓ วัน นับแต่วันมีคำ พิพากษาถึงที่สุด ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า ตามที่มาตรา ๑๑ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ บัญญัติว่า ในกรณีที่ผู้เสียหายเห็นว่าหน่วยงานของรัฐต้องรับผิดตามมาตรา ๕ ผู้เสียหายจะยื่นคำขอต่อหน่วยงานของรัฐให้พิจารณาชดใช้ค่าสินไหมทดแทน สำหรับความเสียหายที่เกิดแก่ตนก็ได้ ในการนี้ หน่วยงานของรัฐต้องออกใบรับคำขอให้ไว้เป็นหลักฐานและพิจารณาคำขอโดยไม่ชักช้า และเมื่อรับคำขอไว้แล้วหน่วยงานของรัฐจะต้องพิจารณาคำขอดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายใน ๑๘๐ วัน นับแต่วันรับคำขอ นั้น ใบรับคำขอจึงเป็นสิ่งแสดงให้เห็นว่าหน่วยงานของรัฐได้รับคำขอของผู้เสียหายไว้แล้วมีบุคคลใดเป็นผู้รับ เมื่อใด และรับทราบในเรื่องการขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสำ หรับความเสียหายที่เกิดแก่ตนอันเนื่องจากการกระทำ ละเมิดของเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐ และเพื่อให้รู้ว่าระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดให้หน่วยงานของรัฐต้องพิจารณาคำขอให้แล้วเสร็จเริ่มนับ ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีไม่ออกใบรับคำขอให้ผู้ฟ้องคดี จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการละเลยต่อหน้าที่ตามมาตรา ๑๑ วรรคหนึ่งแห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ กำหนด (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๙๑/๒๕๔๗)
๒. กรณีที่หน่วยงานของรัฐไม่พิจารณาคำขอที่ผู้เสียหายยื่นให้หน่วยงานของรัฐชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือพิจารณาคำขอดังกล่าวล่าช้า
ในกรณีที่ผู้เสียหายยื่นคำร้องต่อหน่วยงานของรัฐให้พิจารณาชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา ๑๑ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ หน่วยงานของรัฐต้องพิจารณาคำขอให้แล้วเสร็จภายใน ๑๘๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับคำขอจากผู้เสียหาย แต่ถ้าไม่อาจพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาดังกล่าว หน่วยงานของรัฐอาจขอขยายเวลาการพิจารณาออกไปได้อีก แต่ขยายได้ไม่เกิน ๑๘๐ วัน หากปรากฏว่าหน่วยงานของรัฐไม่พิจารณาคำขอและมีคำสั่งให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาดังกล่าว จากการศึกษาคำวินิจฉัยศาลปกครองสูงสุดพบว่า มีทั้งกรณีที่ผู้เสียหายฟ้องขอให้ศาลปกครองมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้หน่วยงานของรัฐพิจารณาคำ ขอให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนดตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) ประกอบมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ และกรณีที่ผู้เสียหายฟ้องขอให้ศาลปกครองมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้หน่วยงานของรัฐชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) ประกอบมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๓)แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ดังตัวอย่างคำวินิจฉัยศาลปกครองสูงสุดต่อไปนี้
๒.๑ ตัวอย่างกรณีที่ผู้เสียหายฟ้องขอให้ศาลปกครองมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้หน่วยงานของรัฐพิจารณาคำขอให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนดตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) ประกอบมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ
- ลูกจ้างของผู้ถูกฟ้องคดี (กรมคุมประพฤติ) ขับรถด้วยความประมาทเลินเล่อชนรถจักรยานยนต์ที่ผู้ฟ้องคดีขับขี่ เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีได้รับบาดเจ็บและรถยนต์เสียหาย ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือแจ้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนกรณีดังกล่าวแต่ไม่ได้รับการติดต่อใดๆ จากผู้ถูกฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีจึงร้องทุกข์ไปยังคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์และคดีโอนมายังศาลปกครอง ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า เป็นหน้าที่ตามกฎหมายของผู้ถูกฟ้องคดีที่จะต้องพิจารณาคำขอของผู้ฟ้องคดีให้แล้วเสร็จภายในกำหนด ๑๘๐ วัน ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๑๑ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ เมื่อปรากฏว่ากำหนดเวลาตามกฎหมายได้สิ้นสุดแล้ว ผู้ฟ้องคดียังไม่ได้รับแจ้งผลการพิจารณาใดๆ จากผู้ถูกฟ้องคดี กรณีจึงเป็นการพิพาทเกี่ยวกับหน่วยงานทางปกครองละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ คดีพิพาทดังกล่าวจึงอยู่ในอำนาจของศาลปกครอง (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๙๗/๒๕๔๔)
หมายเหตุ กรณีนี้เป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจการพิจารณาของศาลปกครองโดยไม่จำต้องพิจารณาถึงมูลเหตุแห่งการกระทำละเมิดว่า เป็นการกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย การออกกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรหรือไม่
๒.๒ ตัวอย่างกรณีที่ผู้เสียหายฟ้องขอให้ศาลปกครองมีคำ พิพากษาหรือคำ สั่งให้หน่วยงานของรัฐชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) ประกอบมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ
- การฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการที่เจ้าหน้าที่กรมทางหลวงบุกรุกและขุดทรายในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเพื่อไปใช้ซ่อมสะพาน เป็นเหตุให้ที่ดินของผู้ฟ้องคดีเสียหาย ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือแจ้งให้กรมทางหลวง (ผู้ถูกฟ้องคดี) ชดใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ดังกล่าว ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีได้ออกใบรับคำขอให้ผู้ฟ้องคดี เมื่อวันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๐ แต่จนถึงปัจจุบันผู้ถูกฟ้องคดียังไม่ได้รับชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าว จึงฟ้องขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหายให้กับผู้ฟ้องคดี ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า ผู้ฟ้องคดีได้ใช้สิทธิให้หน่วยงานของรัฐพิจารณาชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายแก่ตนตามมาตรา ๑๑ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ โดยเป็นการละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายว่าด้วยทางหลวง แต่ปรากฏว่าผู้ถูกฟ้องคดีไม่พิจารณาดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน ๑๘๐ วันตามมาตรา ๑๑ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว เมื่อผู้ฟ้องคดีใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองก็ชอบที่จะฟ้องคดีตามนัยมาตรา ๑๑ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ และมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) ประกอบกับมาตรา ๑๐๖ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๓๗/๒๕๕๒)
หมายเหตุ กรณีนี้การที่จะวินิจฉัยว่าเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจการพิจารณาของศาลปกครองหรือไม่ ต้องพิจารณาถึงมูลเหตุแห่งการกระทำละเมิดก่อนว่า เป็นการกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย การออกกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรหรือไม่หากไม่ คดีย่อมอยู่ในอำนาจศาลยุติธรรม
๓. กรณีที่หน่วยงานของรัฐกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้น้อยกว่าคำขอหรือปฏิเสธไม่จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้ตามคำขอ
กรณีที่ผู้เสียหายยื่นคำขอต่อหน่วยงานของรัฐให้พิจารณาชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา ๑๑ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ แล้ว ต่อมา หน่วยงานของรัฐได้แจ้งผลการพิจารณาให้ผู้เสียหายทราบแต่ผู้เสียหายไม่พอใจผลการพิจารณาของหน่วยงานของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นการที่หน่วยงานของรัฐปฏิเสธไม่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือชดใช้ค่าสินไหมทดแทนน้อยกว่าจำนวนค่าเสียหายที่ผู้เสียหายร้องขอ ผู้เสียหายมีสิทธิฟ้องขอให้หน่วยงานของรัฐชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ ซึ่งศาลที่มีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาจะได้แก่ศาลปกครองหรือศาลยุติธรรมก็ได้ แล้วแต่กรณี โดยจะต้องพิจารณามูลเหตุแห่งการกระทำละเมิดเป็นสำคัญ กล่าวคือ หากมูลเหตุแห่งการกระทำละเมิดเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ทั่วไปคดีจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม แต่หากมูลเหตุแห่งการกระทำละเมิดเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย จากกฎคำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร คดีจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ดังตัวอย่างคำวินิจฉัยศาลปกครองสูงสุดต่อไปนี้
๓.๑ ตัวอย่างคำวินิจฉัยศาลปกครองสูงสุดที่วินิจฉัยว่ามูลเหตุแห่งการกระทำละเมิดเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ฯลฯ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง เช่น
- การฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการที่เจ้าหน้าที่กรมทางหลวงออกแบบและก่อสร้างทางโดยความประมาทเลินเล่อไม่จัดให้มีแสงสว่างและเครื่องหมายแสดงทางสิ้นสุดไม่สร้างกำแพงกั้นหรือเครื่องหมายกีดขวางให้ผู้ขับขี่มองเห็นเพื่อทราบว่าไม่สามารถขับรถตรงไปได้ ทำให้นาย ศ. ขับรถตกถนนถึงแก่ความตาย ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นทายาทของนาย ศ. จึงมีหนังสือขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแต่กรมทางหลวง (ผู้ถูกฟ้องคดี) ปฏิเสธ ผู้ฟ้องคดีจึงฟ้องขอให้ศาลสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดี ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า ผู้ฟ้องคดีมีหนังสือเรียกร้องให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นและผู้ถูกฟ้องคดีได้มีหนังสือแจ้งปฏิเสธการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีจึงฟ้องเรียกค่าเสียหายจากผู้ถูกฟ้องคดีอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ กรณีเป็นคดีพิพาทตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๖๔/๒๕๔๗)
- การฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการที่เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดี (กรมการปกครอง) พิจารณาคำขอกลับเข้ารับราชการของผู้ฟ้องคดีล่าช้า เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีเสียสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาบรรจุและแต่งตั้งให้กลับเข้ารับราชการ ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือถึงผู้ถูกฟ้องคดีขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทน แต่ผู้ถูกฟ้องคดีปฏิเสธจึงนำคดีมาฟ้องขอให้ศาลปกครองพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเป็นค่าจ้างที่ผู้ฟ้องคดีควรได้รับและค่าเสื่อมเสียชื่อเสียง ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติล่าช้าเกินสมควรซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๕๗๓/๒๕๔๙)
๓.๒ กรณีที่การกระทำละเมิดเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ทั่วไปที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม เช่น
- การฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการที่ลูกจ้างชั่วคราวของกรมปศุสัตว์ซึ่งขับรถพาเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ไปเพื่อประชุมขับรถชนสามีของผู้ฟ้องคดีถึงแก่ความตายผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือขอค่าสินไหมทดแทนจากกรมปศุสัตว์ (ผู้ถูกฟ้องคดี) ผู้ถูกฟ้องคดีมีหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีรับค่าสินไหมทดแทนโดยแจ้งว่า หากผู้ฟ้องคดีไม่เห็นด้วยกับผลการพิจารณาให้ฟ้องคดีต่อศาลปกครองภายใน ๙๐ วัน นับแต่วันได้รับแจ้ง ผู้ฟ้องคดีจึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองขอค่าสินไหมทดแทนเพิ่มขึ้น ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า หนังสือแจ้งค่าสินไหมทดแทนที่เป็นการแจ้งผลการวินิจฉัยของหน่วยงานเป็นการวินิจฉัยค่าสินไหมทดแทนที่เกี่ยวพันกับมูลเหตุละเมิดที่มิใช่การกระทำละเมิดทางปกครอง ซึ่งโดยหลักแล้วการฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากการกระทำละเมิดดังกล่าวจะต้องฟ้องเป็นคดีต่อศาลยุติธรรม การที่มาตรา ๑๑ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ บัญญัติให้สิทธิแก่ผู้เสียหายสามารถที่จะเรียกให้หน่วยงานต้นสังกัดของเจ้าหน้าที่ที่กระทำละเมิดให้รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ก่อนที่จะฟ้องเป็นคดีต่อศาล และกำหนดขั้นตอนให้หน่วยงานต้นสังกัดต้องดำเนินการนั้นก็เพื่อให้ผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำละเมิดของหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐในทุกกรณีได้รับการเยียวยาแก้ไขความเดือดร้อนหรือเสียหายที่เกิดขึ้น ดังนั้น หากผู้เสียหายไม่พอใจค่าสินไหมทดแทนที่หน่วยงานของรัฐวินิจฉัยกำหนดให้ย่อมมีสิทธิจะฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนกรณีดังกล่าวต่อศาลยุติธรรม (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๘๓๖/๒๕๔๗ คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๓๕๑/๒๕๔๕ และคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๖๓๗/๒๕๔๕ วินิจฉัยแนวทางเดียวกัน)
- การฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการที่พนักงานขับรถยนต์ของสำนักงานเขตยานนาวา ขับรถเก็บขนมูลฝอยชนท้ายรถยนต์ของตัวแทนและผู้เช่ารถยนต์ของผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ผู้ฟ้องคดีได้ติดต่อขอรับเงินค่าเสียหายกับสำนักงานเขตยานนาวา (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑) แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีหนังสือแจ้งปฏิเสธการชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีจึงขอให้เพิกถอนคำสั่งปฏิเสธและให้ศาลสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดี ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า การฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนอันเกิดจากการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ปฏิบัติหน้าที่ขับรถเก็บขนมูลฝอย การปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวเป็นการปฏิบัติหน้าที่ธรรมดาทั่วไป มิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานทางปกครอง จึงไม่อยู่ในบังคับมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ แม้มาตรา ๑๑ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ บัญญัติให้ผู้เสียหายที่ยังไม่พอใจในผลการวินิจฉัยของหน่วยงานของรัฐให้มีสิทธิร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ตามกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการกฤษฎีกา แต่โดยที่มาตรา ๑๐๖ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ บัญญัติให้สิทธิร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ตามมาตรา ๑๑ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ ในคดีที่ไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองให้ถือว่าเป็นสิทธิฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรม ดังนั้น เมื่อการกระทำละเมิดคดีนี้ไม่อยู่ในบังคับมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๒๗๘/๒๕๔๙)
- กรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นแพทย์ในสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ (โรงพยาบาลสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า) และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ (สำ นักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข) ตรวจอาการของผู้ฟ้องคดีแล้ววินิจฉัยว่า ผู้ฟ้องคดีมีเนื้องอกในช่องท้องต้องรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด และเมื่อได้ทำการผ่าตัดเปิดหน้าท้องของผู้ฟ้องคดีแล้วพบว่ามิใช่เนื้องอกแต่เป็นทารก ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ตรวจรักษาผู้ฟ้องคดีด้วยความประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเจ็บปวดเนื่องจากการผ่าตัด ต้องพักรักษาตัว ทำให้ขาดรายได้ จึงยื่นคำขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ พิจารณาชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ พิจารณาคำขอแล้วแจ้งผลการพิจารณาให้ผู้ฟ้องคดีทราบว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ตรวจรักษาอย่างถูกต้องเหมาะสม ด้วยความระมัดระวังและรอบคอบเช่นบุคคลในภาวะเช่นนั้นพึงมีตามวิสัยและพฤติการณ์แล้ว การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงไม่เป็นการละเมิด ผู้ฟ้องคดีไม่เห็นด้วย จึงฟ้องขอให้ศาลปกครองมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ที่ปฏิเสธไม่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดี และให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายจำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ให้แก่ผู้ฟ้องคดีและร่วมกันรับผิดเสียค่าธรรมเนียมศาลและค่าทนายความแทนผู้ฟ้องคดี ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า คดีนี้แม้ผู้ฟ้องคดีจะมีคำขอให้ศาลกำหนดคำบังคับสองประการ คือ ๑) ขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ที่ปฏิเสธไม่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดีและ ๒) ขอให้สั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีแต่เมื่อพิจารณาคำ ฟ้องโดยตลอดแล้วเห็นได้ว่า ผู้ฟ้องคดีมีความประสงค์อันแท้จริงที่จะได้รับค่าสินไหมทดแทนสำ หรับความเสียหายที่เกิดจากการตรวจรักษาของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งผู้ฟ้องคดีเห็นว่า มิได้เป็นไปตามมาตรฐานของการประกอบวิชาชีพเวชกรรมเป็นสำคัญ การที่จะกำหนดคำบังคับตามคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งสองประการได้หรือไม่ เพียงใด ศาลจำต้องพิจารณาวินิจฉัยให้ได้ความเสียก่อนว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ทำการตรวจรักษาผู้ฟ้องคดีโดยปราศจากความระมัดระวังรอบคอบตามสมควรแก่กรณีที่ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมจะพึงใช้เมื่อได้ทราบอาการป่วยของผู้ฟ้องคดี อันเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความผิดทางละเมิดของหน่วยงานของรัฐอันเกิดจากการที่เจ้าหน้าที่ที่อยู่ในสังกัดของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ แต่มิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ บัญญัติให้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ธรรมดาทั่วไปของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ผู้ฟ้องคดีชอบที่จะใช้สิทธิฟ้องคดีนี้ต่อศาลยุติธรรมตามนัยมาตรา ๑๐๖ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ทั้งนี้ ตามคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๑๔/๒๕๔๘ ซึ่งวินิจฉัยว่า คดีที่ผู้เสียหายฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของหน่วยงานของรัฐที่ปฏิเสธไม่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายที่เกิดจากการตรวจรักษาของแพทย์และให้พิพากษาให้หน่วยงานของรัฐชดใช้ค่าสินไหมทดแทนทั้งคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๒๒๔/๒๕๕๐ และคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๑๔/๒๕๔๘)
**ข้อมูลจากหนังสือ "รวมเรื่องเด่นประเด็นเด็ด เกร็ดคดี ประจำปี ๒๕๕๔ - ๒๕๕๕ (เล่ม ๑)" สำนักงานศาลปกครอง





การใช้สิทธิเรียกร้องทางปกครองตามมาตรา ๑๑ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ | สาระความรู้ บทความกฎหมาย ที่น่าสนใจ ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม

จำนวนผู้ชม : 144 ครั้ง
ลงวันที่ 31/08/2017 20:50:45





ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน

ผู้ใช้งานเข้าสู่ระบบ

Username :

Password :

เลือกประเภท:

 



[ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ คลิก!]

ลืม Username/Password?

กรุณาเข้าระบบก่อนใช้งานทุกครั้ง


ลงทะเบียนใช้งานในระบบ (ฟรี) ที่นี่..

ค้นหา ฎีกาเด่น 3 สนาม*

    คำค้น :
    ระบุ เช่น ละเมิด, หนี้, ทรัพย์ ,288

ค้นหากฎหมาย ทั่วโลก

ข้อคิด คำคม วลีกฎหมาย

ข้อคิด อ.มล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์ เนติบัณฑิต สมัยที่ 1/70

อ่านรายละเอียด..


กลุ่มสังคมออนไลน์

       



ผู้ใช้งานในระบบ/สนับสนุน 20013 คน


ผู้ใช้งานเว็บไซต์ ล่าสุด