หัวข้อ : สรุปกฎหมายระหว่างประเทศ (*International law)
หมวดหมู่ : บทความ กฎหมายระหว่างประเทศ
รายละเอียด : รวมข้อมูล เกี่ยวกับบทความ กฎหมายระหว่างประเทศประเด็นที่่น่าสนใจ อื่นๆ



กฎหมายระหว่างประเทศ (*International law)


 conflict of laws


           คือ กฎหมายที่กำหนดความเกี่ยวพันระหว่างประเทศต่อประเทศ หรือรัฐต่อรัฐ หรือบุคคลต่อบุคคล  แบ่งเป็น 3 แผนก คือ
 
            1. กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง
            กล่าวถึงอำนาจอธิปไตยของรัฐ อาณาเขตของแต่ละรัฐแต่ละประเทศ ขอบเขต อำนาจหน้าที่ของผู้แทนรัฐที่ไปประจำต่างประเทศ การทำสนธิสัญญาต่าง ๆ และการทำสงคราม
 
            2. กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล
            กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลซึ่งเป็นประชากรของประเทศหนึ่ง ไปอาศัย อยู่ในอีกประเทศหนึ่งเช่น การสมรส การรับมรดก การเปลี่ยนแปลงสัญชาติ การกำหนดฐานะของ คนต่างด้าว การเสียภาษี การอยู่อาศัย
 
            3 . กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีอาญา
            เป็นกฎหมายเกี่ยวกับการส่งผู้ร้ายข้ามแดนหมายถึง กฎ กฎเกณฑ์ และข้อตกลง ที่เกิดขึ้นจากความตกลง หรือการแสดงเจตนาเข้าผูกพันของรัฐตั้งแต่สองรัฐขึ้นไป และมักใช้เป็นหลัก ในการพิจารณาข้อพิพาทระหว่างประเทศ
 source:http://mail.sts.ac.th/~0206/law/law_inter.htm


 
           บ่อเกิดหลักของกฎหมายระหว่างประเทศซึ่งศาลยุติธรรมระหว่างประเทศต้องใช้ในการพิพากษา ตัดสินคดี คือสนธิสัญญา จารีตประเพณีระหว่างประเทศ และหลักกฎหมายทั่วไป  (มาตรา 38 ของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ )
 
 บทความกฎหมายที่น่าสนใจ
 Private International Law
 กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล

 บทความ โดย นางสาว สุขพักตร์ พงษ์สถิตย์
 ที่มาของข้อมูล – เว็บไซท์กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ
 
           Private international law ครอบคลุมหลายขอบเขตในทางกฎหมาย เช่นในเรื่องของกฎหมายครอบครัว และเยาวชน พินัยกรรม และทรัพย์สิน หรือ ในทางกฎหมาย การค้า ความขัดแย้งของกฎหมายอาจเกิดขึ้นได้ในกรณีที่คู่กรณีไม่มีโอกาสได้เลือก
 กฎหมายที่จะใช้กับเหตุการณ์นั้น ๆ (เช่นในกรณีกฎหมายครอบครัว) หรือในกรณีที่ คู่สัญญาไม่ได้มีการเลือกกฎหมายที่จะนำมาใช้ แม้จะสามารถทำได้ก็ตาม (เช่นในกรณี สัญญาทางการค้าและธุรกิจ)
 
           โดยทั่วไป ศาลมักจะยอมรับทฤษฎีเรื่อง party autonomy ในกรณีที่คู่สัญญามีโอกาสเลือกกฎหมาย ทฤษฎีนี้หมายความว่า คู่สัญญามีเสรีภาพในการเลือกกฎหมายเพื่อ นำมาใช้ในสัญญาของตน โดยที่ศาลจะยอมรับการใช้กฎหมายนั้น แม้ว่าในบางกรณี
 กฎหมายที่ถูกเลือก จะไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับสัญญาเลยก็ตาม ทฤษฎีนี้มีข้อยกเว้นใน บางกรณี เช่น ตามข้อยกเว้นในพระราชบัญญัติ หรือ ในกรณีที่คู่สัญญามีอำนาจทางการ ต่อรองไม่เท่าเทียมกัน ยกตัวอย่างเช่นในสัญญาผู้บริโภค
 
           ข้อตกลงนานาชาติ เช่น Rome Convention 1980 หรือ Inter-American Convention on the Law Applicable to International Contracts of 1994 ก็ยอมรับ ในทฤษฎีนี้โดยมีข้อยกเว้นบางอย่างเช่นกัน (เช่น ข้อยกเว้นตามกฎหมาย กฎหมายปกป้องผู้บริโภค กฎหมายแรงงาน เป็นต้น) ในสหรัฐอเมริกาเอง ก็มีการใช้ทฤษฎีที่ คล้ายคลึงกันนี้ (เช่น ใน US Restatement Second S. 187 หรือ Uniform  Commercial Code S. 1-105) คู่สัญญาจึงควรเลือกกำหนดกฎหมายที่ต้องการ นำมาใช้ในสัญญาของตน เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงความสับสนและความไม่แน่นอนใน อนาคต การเลือกใช้กฎหมายให้ชัดเจนเมื่อสามารถทำได้ ยังเป็นการช่วยลดค่าใช้จ่าย  และ ประหยัดเวลา ในการทำธุรกิจ หรือในกรณีที่เกิดคดีความกันขึ้นอีกด้วย
 
           ถึงแม้ว่า การเลือกใช้กฎหมายอย่างชัดเจนจะมีประโยชน์เป็นอย่างมากต่อ คู่สัญญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของการลดความสับสนไม่แน่นอนทางกฎหมายก็ตาม คู่สัญญาจำนวนมากยังคงไม่ได้มีการเลือกกฎหมายที่ต้องการใช้อย่างชัดเจน ในกรณี เช่นนี้ ศาลมักจะอนุญาตให้ใช้ ''implied choice'' ได้ โดยตีความมาจากปัจจัยต่างๆใน สัญญานั้น เพื่อดูว่า แท้จริงแล้วคู่สัญญาตั้งใจจะนำกฎหมายใดมาใช้ในสัญญาของตน
 อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ไม่สามารถจะตีความจากปัจจัยต่างๆในสัญญาได้ ศาลมักจะให้ ใช้กฎหมายของประเทศที่มีความสัมพันธ์ที่ใกล้เคียงและเป็นจริงที่ สุดกับสัญญา (law  of the place with the "closest and most real" connection with the contract)
 
           ในการตัดสินว่าประเทศใดมีความสัมพันธ์ที่ใกล้เคียงและ เป็นจริงที่สุด จะต้อง มอง characteristic performance หรือ ข้อปฏิบัติที่เป็นส่วนสำคัญของสัญญา เป็นที่ตั้ง  โดยทั่วไปแล้ว ประเทศที่เป็นที่พำนักของฝ่ายที่ต้องทำ characteristic performance  มักถือเป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์ที่ใกล้เคียงและเป็นจริงที่สุดกับสัญญา (ในกรณีที่ เป็นบริษัท หรือ นิติบุคคล อาจหมายถึง ประเทศที่บริษัทได้ถูกก่อตั้ง หรือ ประเทศที่นิติ
 บุคคลนั้นทำธุรกิจอยู่) ปัจจัยในการตัดสินเรื่องประเทศที่มีความสัมพันธ์ที่ใกล้เคียงและเป็นจริงที่ สุดกับสัญญา อาจรวมไปถึง สถานที่หลักของความสัมพันธ์ระหว่างคู่สัญญา สถานที่ที่มีการตกลงทำสัญญานั้น สถานที่ที่สัญญานั้นจะลุล่วง หรือ สาระสำคัญหลักๆ ของสัญญา
 
           ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนากฎหมายทางด้านนี้ ในประเทศทางเอเชีย ยังมีไม่มากนัก ประเทศไทยเอง ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกในสนธิสัญญาหลาย ๆ ฉบับเกี่ยวกับ conflict of laws ในด้าน private international law อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ การพัฒนาทางกฎหมายในด้านนี้ของเอเชียจะมีจำกัด ประเทศแถบเอเชียส่วนมาก มักเข้า ร่วมเป็นสมาชิก และคู่สัญญา ในข้อตกลง หรือ การประชุม นานาชาติต่างๆ เกี่ยวกับ  conflict of laws ในด้าน private international law ที่มีอยู่แล้ว

 
 ศึกษาเพิ่มเติมจากตำรากฎหมายระหว่างประเทศของอาจารย์หลายท่าน
 -กฎหมายระหว่างประเทศ : ผู้เขียน นพนิธิ สุริยะ, รศ.
 -กม.การค้าระหว่างประเทศ : ผู้เขียน กำชัย จงจักรพันธ์, รศ.ดร.
 -กฎหมายระหว่างประเทศ เล่ม 2 : ผู้เขียน จุมพต สายสุนทร, ศ.ดร.
 -คำอธิบายกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล : ผู้เขียน ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช, รศ.
 -คำอธิบายกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล ว่าด้วยพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกัน แห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 (พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดแย้งแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 พ.4) : ผู้เขียน สุพจน์ กู้มานะชัย





สรุปกฎหมายระหว่างประเทศ (*International law) | สาระความรู้ บทความกฎหมาย ที่น่าสนใจ ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม

จำนวนผู้ชม : 9527 ครั้ง
ลงวันที่ 28/10/2014 19:06:35





ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน

ผู้ใช้งานเข้าสู่ระบบ

Username :

Password :

เลือกประเภท:

 



[ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์]

ลืม Username/Password?

กรุณาเข้าระบบก่อนใช้งานทุกครั้ง


ลงทะเบียนใช้งานในระบบ (ฟรี) ที่นี่..

เตรียมสอบเนติ ภาค2/70

ค้นหา ฎีกาเด่น 3 สนาม*

    คำค้น :
    ระบุ เช่น ละเมิด, หนี้, ทรัพย์ ,288

ค้นหากฎหมาย ทั่วโลก

ข้อคิด คำคม วลีกฎหมาย

ข้อคิด อ.มล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์ เนติบัณฑิต สมัยที่ 1/70

อ่านรายละเอียด..


กลุ่มสังคมออนไลน์

       



ผู้ใช้งานในระบบ/สนับสนุน 19500 คน


ผู้ใช้งานเว็บไซต์ ล่าสุด