ย้อนกลับสู่หน้า เตรียมสอบตั๋วทนาย ภาคทฤษฎี - ภาคปฏิบัติ- ตั๋วปี >> เอกสารเตรียมสอบตั๋วทนาย







ชื่อไฟล์ : ถอดเทป วิชา ว่าความและการถามพยาน(อ.ถวัลย์ รุยาพร) เนติ ภาคปกติ ภาค2/69 (เล่มที่ 1)
หมวด : เอกสารเตรียมสอบตั๋วทนาย
สิทธิใช้งาน : (ดาวน์โหลด ฟรี!) สำหรับสมาชิกเว็บไซต์ (ลงทะเบียน/เข้าสู่ระบบ)
ขนาดไฟล์ : ไม่ระบุ
   
 
     
รายละเอียด

       ถอดเทป วิชา ว่าความและการถามพยาน (ภาคปกติ)

เนติบัณฑิต ภาค2/69 (เล่มที่ 1)

----------------------

อ.ถวัลย์ รุยาพร

     วิชาว่าความ เป็นการบรรยายพื้นฐานที่นักศึกษาจะนำไปปฏิบัติงานได้ใน ระดับหนึ่ง ส่วนศิลปะหรือวิธีการในการดำเนินคดีหรือดำเนินการต่างๆ เป็นความรู้ ความสามารถของแต่ละบุคคลที่จะนำไปใช้ในการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพด้านต่างๆ แต่สิ่งที่สำคัญคือจะต้องมีความซื่อสัตย์สุจริต มีคุณธรรม ควบคู่ไปด้วย การใช้กฎหมาย ไปในทางที่ถูกต้อง สุจริต จะเป็นสิ่งที่ส่งผลให้ผู้นั้นประสบความสำเร็จและเจริญก้าวหน้า ในชีวิต เหมือนดังคำกล่าวที่ว่าใครทำสิ่งใดย่อมได้รับผลนั้น หรือผลย่อมมาแต่เหตุ บางเรื่องสามารถเห็นผลได้ทันที บางเรื่องต้องใช้เวลาในการให้ผลสุดแต่องค์ประกอบต่างๆ

        การว่าความ ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง “ว่าต่างหรือแก้ต่างในคดี” ขอบเขตความหมายของวิชาว่าความและถามพยานเริ่มต้นจากการ เตรียมคดี แล้วนำคดีไปสู่ศาล การเขียนคำฟ้อง คำให้การ ทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา การเขียนคำร้องในคดีไม่มีข้อพิพาท การเขียนคำร้องประเภทต่างๆ การทำพยานหลักฐาน การระบุพยาน รวมไปถึงการซักถามพยาน ซึ่งเป็นวิธีการที่ต้องอาศัยความรอบรู้ทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายมาประกอบกัน รวมประสบการณ์ด้านต่างๆ อันเป็นหัวใจ สำคัญที่จะทำให้ศาลพิจารณาพิพากษาคดี และก่อนศาลจะตัดสินคดีจะมีการแถลงการณ์ ปิดคดีเพื่อให้ศาลเห็นว่ามีข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่จะทำให้ชนะคดีเพราะเหตุใด เมื่อศาลพิพากษาคดีแล้ว คู่ความสามารถอุทธรณ์และฎีกา ซึ่งมีวิธีการในการเขียน อุทธรณ์และฎีกาเพื่อยื่นต่อศาลตามบทบัญญัติของกฎหมายเรื่องอุทธรณ์และฎีกาต่อไป

 

การเตรียมคดี

        การดำเนินคดี โดยหลักแบ่งเป็นคดีอาญาและคดีแพ่ง โดยการเตรียมคดีเริ่ม ตั้งแต่การเตรียมคดีก่อนทำคดีขึ้นสู่ศาลและการเตรียมคดีในชั้นพิจารณาคดีทางศาล

        ก่อนที่จะมีการนำคดีขึ้นสู่ศาล การเตรียมคดีเป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุด เป็นสิ่งที่จะส่งผลในการที่จะดำเนินคดีในชันพิจารณาของศาล การเตรียมคดีจะทำให้รู้ข้อเท็จจริง หรือที่เรียกว่าสอบข้อเท็จจริง เพื่อให้ทราบรายละเอียดต่างๆ พยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับคดีนั้นๆ เพื่อจะได้นำข้อเท็จจริงไปปรับกับหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องซึ่งจะเป็นแนวทางในการดำเนินคดี ซึ่งจะมีตัวอย่างจากคำพิพากษาศาลฎีกา ข้อหา บทความ หนังสือ ตำรากฎหมายต่างๆ ที่มีผู้รวบรวมไว้ทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ

        ข้อเท็จจริงในคดี ทนายความหรือผู้สอบข้อเท็จจริงจะได้จากแหล่งซึ่งมีที่มา ดังนี้

        ๑. ลูกความหรือตัวความ

        ลูกความหรือตัวความอาจจะเป็นโจทก์ โจทก์ร่วม หรือจำเลย แล้วแต่กรณี โดยปกติก่อนที่ทนายความจะรับทำคดีให้นั้นจะต้องสอบข้อเท็จจริงหรือสอบสวนจากตัวความให้ชัดเจนและละเอียดที่สุดเสียก่อน เรื่องนี้มีความจำเป็นมาก เพราะตัวความบางคนอาจปิดบังข้อเท็จจริงหรือบอกข้อเท็จจริงไม่หมด ซึ่งจะส่งผลสำคัญต่อการดำเนินคดีและมีส่วนอย่างมากที่อาจจะทำให้การวางรูปคดีทั้งการฟ้องและการต่อสู้คดี ผิดพลาดไปได้

 

        ๒. พยานบุคคล

        การสืบพยานในศาล จะต้องพิการนำพยานบุคคลเข้านำสืบในศาลเพื่อให้ ทราบข้อเท็จจริงต่างๆ อาจจะเป็นผู้ที่เห็นเหตุการณ์ ผู้ที่เกี่ยวข้องในเหตุการณ์ พยาน ผู้เชี่ยวชาญ พยานผู้ชำนาญการ และพยานแวดล้อมกรณี การเตรียมคดี คือ การเตรียม ความพร้อมบุคคลเหล่านี้ที่จะมาเป็นพยานเบิกความในศาลเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับ ทนายความที่จะต้องนำพยานบุคคลเข้าสืบ เพราะว่าศาลจะรับฟังคำเบิกความจาก พยานต่างๆ เหล่านี้ในการวินิจฉัยชี้ขาดตัดสินคดี

 

        ๓. พยานเอกสาร

        เอกสารที่ใช้เป็นพยานเอกสารในศาล เริ่มตั้งแต่หนังสือบอกกล่าวทวงถาม หนังสือมอบอำนาจ สัญญาต่างๆ พินัยกรรม ซึ่งเป็นเอกสารที่เกิดขึ้นก่อนเริ่มฟ้องคดีเอกสารบางฉบับเป็นเอกสารที่กฎหมายบังคับให้ทำก่อนยื่นฟ้องคดี เช่น หนังสือ บอกกล่าวบังคับจำนอง หนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าในกรณีการเช่าไม่มีกำหนดระยะเวลา เป็นต้น

 

        ๔. วัตถุพยาน

        วัตถุพยาน ถือเป็นพยานอีกประเภทหนึ่งซึ่งใช้ยื่นต่อศาลเพื่อประกอบการ พิจารณาดำเนินคดี เช่น ภาพถ่าย อาวุธปืน เป็นต้น

        เมื่อมีการรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ดังกล่าว และได้มีการสอบข้อเท็จจริงจนครบถ้วนแล้ว ทนายความ หรือกรณีที่ผู้ทำคดีเป็นพนักงานอัยการ จะวิเคราะห์จะฟ้องคดีอาญาหรือคดีแพ่ง และฟ้องในข้อหาใดหรือจะต่อสู้คดีในรูปแบบใด จึงจะถูกต้องเหมาะสมกับพฤติการณ์และข้อกฎหมายที่จะนำมาใช้

 

การเตรียมคดีแพ่ง (กรณีเป็นโจทก์ฟ้องคดี)

 

        ในกรณีที่ฝ่ายเราเป็นฝ่ายโจทก์ การที่โจทก์จะนำคดีขึ้นสู่ศาล นอกจากโจทก์ จะต้องเตรียมคดีตั้งแต่สอบข้อเท็จจริง รวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องที่เกี่ยวข้องให้ดีที่สุด โจทก์จะต้องศึกษาและเข้าใจในเรื่องดังต่อไปนี้ เพื่อจะนำไปเป็นข้อเท็จจริง ในการทำคำฟ้องหรือบรรยายฟ้องให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด คือ

๑. สถานะหรือฐานะของคู่ความ

        ๑.๑ สถานะหรือฐานะของคู่ความที่เป็นบุคคลธรรมดาทั้งฝ่ายโจทก์และ ฝ่ายจำเลย  สามารถบรรยายฟ้องได้เลย แต่การบรรยายฟ้องบุคคลภายนอก นอกจากจะบรรยายฟ้องชื่อบุคคล เช่น นายสม ใจนึก เป็นต้นแล้ว ยังมีที่ต้องพิจารณาแต่ละสถานะ ดังนี้คือ

        - ผู้เยาว์ ต้องได้รับความยินยอมของผู้แทนโดยชอบธรรม หรือผู้แทนโดยชอบธรรมยินยอมให้ดำเนินคดีแทนผู้เยาว์

- คนเสมือนไร้ความสามารถ เมื่อจะเป็นโจทก์ฟ้องคดีใดต้องได้รับความยินยอม จากผู้พิทักษ์ก่อน ผู้พิทักษ์จะฟ้องคดีแทนผู้เสมือนไร้ความสามารถไม่ได้

        - คนไร้ความสามารถ ผู้อนุบาลจะดำเนินคดีแทนคนไร้ความสามารถ จะฟ้อง หรือถูกฟ้องเป็นจำเลยในฐานะของคนไร้ความสามารถ ไม่ได้

 

        ๑.๒ กรณีโจทก์เป็นนิติบุคคล

        กรณีโจทก์เป็นนิติบุคคลเอกชน เช่น บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด เป็นต้น เวลาจะฟ้องต้องบรรยายฐานะของนิติบุคคลนั้นๆ โดยตรวจสอบจากหนังสือรับรอง

        นิติบุคคลในเรื่องเกี่ยวกับอำนาจนิติบุคคล และอำนาจกรรมการหรือผู้จัดการว่ามีอำนาจลงนามผูกพัน ประทับตรา บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนั้น ๆ หรือไม่ เสียก่อน

        สำหรับกรณีฝ่ายเราเป็นจำเลยก็เช่นกัน เพราะทนายความสามารถเป็นได้ทั้ง ทนายความฝ่ายโจทก์และทนายความฝ่ายจำเลย และจำเลยก็อาจเป็นได้ทั้งบุคคล ธรรมดาและนิติบุคคล แนวทางการปฏิบัติก็ทำเช่นเดียวกัน และหากจำเลยเป็นนิติบุคคล ก็จะต้องบรรยายฐานะของนิติบุคคลด้วย

 

ตัวอย่างเช่น

        โจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดใช้ชื่อว่า “บริษัท ก.” จดทะเบียน ณ สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท กรุงเทพมหานคร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ มีนาย ข. เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัท ปรากฏตามสำเนาหนังสือรับรองบริษัท เอกสารท้ายคำฟ้อง หมายเลข ๑

        จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด ใช้ชื่อว่า “ห้างหุ้นส่วน จำกัด เอ” จดทะเบียน ณ สำนักทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท กรุงเทพมหานคร กรมพัฒนา ธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ มีนวย ป จำเลยที่ ๒ เป็นหุ้นสวนผู้จัดการมีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราห้าง ปรากฏตามหนังสือรับรองห้างหุ้นส่วนจำกัด เอกสาร ท้ายฟ้องหมายเลข ๒

        ๑.๓ กรณีโจทก์หรือจำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจ กระทรวง ทบวง กรม กรณีดังกล่าวต้องพิจารณาถึงฐานะของหน่วยงานนั้นว่าเป็นนิติบุคคลหรือไม่ และต้องบรรยายเกี่ยวกับสถานะของนิติบุคคลนั้น ๆ ด้วย

 

        ๒. กรณีต้องปฏิบัติก่อนยื่นฟ้อง

        บางกรณีมีเงื่อนไขหรือข้อจำกัด ที่จะต้องกระทำตามสัญญาก่อนฟ้องว่าต้อง ดำเนินการบางอย่างก่อน เช่น กรณีที่สัญญากำหนดให้ตั้งอนุญาโตตุลาการเพื่อวินิจฉัย ก่อนทำคดีขึ้นสู่ศาล เป็นต้น

        คดีบางประเภท กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติบางประการ เช่น จะต้องมี จดหมายหรือหนังสือบอกกล่าวอีกฝ่ายหนึ่งเสียก่อนที่จะนำคดีมาฟ้องศาล เช่น กรณีหนี้ที่ถึงกำหนดชำระหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๐๔ ที่ได้บัญญัติไว้ ว่า

        ถ้าหนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว และภายหลังแต่นั้นเจ้าหนี้ ได้ให้คำเตือนลูกหนี้แล้ว ลูกหนี้ยังไม่ชำระหนี้ไซร้ ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัด เพราะเขาเตือนแล้ว

        ถ้าได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทิน และลูกหนี้มิได้ ชำระหนี้ตามกำหนดไซร้ ท่านว่าลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัดโดยมิพักต้องเตือนเลย วิธีเดียวกันนี้ท่านให้ใช้บังคับแก่กรณีที่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า ก่อนการชำระหนี้ ซึ่งได้กำหนดเวลาลงไว้ อาจคำนวณนับได้โดยปฏิทินนับแต่วันที่ได้บอกกล่าว

        นอกจากนี้ ยังมีกรณีฟ้องบังคับจำนอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๒๘, ๗๓๕ กรณีผิดสัญญาเช่าที่เช่าโดยไม่มีกำหนดระยะเวลา หากครบ กำหนดเวลาเช่า แล้วยังคงเช่ากันต่อไปโดยไม่ได้ทำสัญญากันตามประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ มาตรา ๕๖๖, ๕๗๐ เป็นต้น

 

        ๓. พิจารณาเขตอำนาจศาลที่จะฟ้อง

        ๓.๑ กรณีคำฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๔ (๑) บัญญัติว่า คำฟ้อง ให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือต่อศาลที่มูลคดี เกิดขึ้นในเขตศาลไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่

        ๓.๒ กรณีคำร้องขอ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา มาตรา ๔ (๒) บัญญัติว่า คำร้องขอ ให้เสนอต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาล หรือต่อ ศาลที่ผู้ร้องมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล

        ๓.๓ กรณีคำฟ้องเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่ง มาตรา ๔ ทวิ บัญญัติว่า คำฟ้องเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์หรือสิทธิหรือประโยชน์อันเกี่ยว ด้วยอสังหาริมทรัพย์ไห้เสนอต่อศาลที่อสังหาริมทรัพย์นั้นตั้งอยู่ในเขตศาล ไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนา อยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่ หรือต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล

        ๓.๔ กรณีคดีร้องขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดก ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่ง มาตรา ๔ จัดวา บัญญัติว่า คำร้องขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดกให้เสนอต่อศาลที่เจ้ามรดกมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลในขณะถึงแก่ความตาย ในกรณีที่เจ้ามรดกไม่มีภูมิลำเนา อยู่ในราชอาณาจักร ให้เสนอต่อศาลที่ทรัพย์มรดกอยู่ในเขตศาล

        ๓.๕ กรณีคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ บัญญัติว่า ในกรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจจะฟองผู้บริโภคเป็นคดีผู้บริโภคและ ผู้ประกอบธุรกิจมีสิทธิเสนอคำฟองต่อศาลที่ผู้บริโภคมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลหรือต่อศาล อื่นได้ด้วย ให้ผู้ประกอบธุรกิจเสนอคำฟองต่อศาลที่ผู้บริโภคมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลได้เพียงแห่งเดียว

 

        ๔. รายละเอียดเกี่ยวกับโจทก์จำเลยที่ต้องมีในคำฟ้อง

        อายุ อาชีพ เชื้อชาติ สัญชาติ และภูมิลำเนาของโจทก์และจำเลย ต้อง พิจารณาในคำฟ้องว่าได้บรรยายไว้ครบถ้วนหรือไม่

 

        ๕. การโต้แย้งสิทธิ

        การโต้แย้งสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๕ ทำให้เกิดอำนาจฟ้อง หากยังไม่มีการโต้แย้งสิทธิกิไม่เกิดอำนาจฟ้อง เช่น กรณีสัญญาเช่า ถ้าผู้เช่าชำระค่าเช่าถูกต้องครบถ้วนตามสัญญาเช่าให้แก่ผู้เช่า ยังถือไม่ได้ว่าผู้เช่าผิดนัดผิด สัญญาอันจะเป็นการโต้แย้งสิทธิ

        แต่หากเป็นกรณีต่อไปนี้ ถือเป็นกรณีที่มีความจำเป็นต้องใช้สิทธิทางศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๕ เช่น การร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก การร้องขอเป็นผู้เสมือนไร้ความสามารถ การร้องขอศาลเป็นผู้พิทักษ์ของคนเสมือนไร้ ความสามารถ การร้องขอเป็นผู้ไร้ความสามารถ หรือการที่ทายาทไปขอถอนเงินจากธนาคารที่ผู้ตายมีบัญชีเงินฝาก แต่ไม่สามารถถอนต้นได้ เนื่องจากธนาคารไม่ยินยอมให้ถอนเงิน เป็นต้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องใช้สิทธิทางศาล

 

        ๖. อายุความ

        กฎหมายได้บัญญัติเรื่องอายุความไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในหลายเรื่องหรือหลายข้อหา เช่น กู้ยืม ละเมิด เช่าทรัพย์ เช่าซื้อ จ้างทำของ ซื้อขาย ต้องพิจารณาว่าคดีที่จะฟ้องขาดอายุความหรือไม่ แม้ปัญหาเรื่องอายุความจะไม่ได้ห้าม การฟ้องคดี และไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยอันดีของประชาชน แต่เมื่อจำเลยต่อสู้คดีเรื่องอายุความตามหลักกฎหมายที่บัญญัติไว้ ถ้าฟังได้ว่าคดีของโจทก์ขาดอายุความจริง ดังที่จำเลยต่อสู้ศาลจะพิพากษายกฟ้องได้

 

        ๗. ทุนทรัพย์ไนคดีแพ่ง

        คดีแพ่งเมื่อจะฟ้องคดี จะต้องเสียค่าขึ้นศาลในขณะยื่นฟ้องคดี ดังนี้

        ๗.๑ คดีแพ่งสามัญ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ทุนทรัพย์ ไม่เกิน ๕๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท เสียค่าขึ้นศาลในอัตราร้อยละ ๒ บาท แต่ไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ถ้าเกินกว่า ๕๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท จะต้องเสียค่าขึ้นศาลในอัตราร้อยละ ๐.๑ บาท

        ๗.๒ คดีที่มีทุนทรัพย์ไม่เกิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท ฟ้องเป็นคดีมโนสาเร่ เสียค่าขึ้น ศาลร้อยละ ๒ บาท แต่ไม่เกิน ๑,๐๐๐ บาท

        ๗.๓ คดีไม่มีข้อพิพาท เสียค่าธรรมเนียมศาล ๒๐๐ บาท

        ๗.๔ คดีผู้บริโภค กรณีผู้บริโภคฟ้องผู้ประกอบธุรกิจได้รับยกเว้นไม่ต้องเสีย ค่าขึ้นศาล แต่ถ้าเป็นกรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจยื่นฟ้องผู้บริโภค ต้องเสียค่าขึ้นศาลตามที่กำหนดไว้ในกฎหมาย

        การกำหนดทุนทรัพย์เป็นเรื่องสำคัญเพราะเป็นเรื่องที่คดีนั้นจะต้องยื่นฟ้องต่อ ศาลใด อาทิ ศาลจังหวัด ศาลแขวง การคำนวณทุนทรัพย์ยังเกี่ยวข้องกับเงินค่าธรรมเนียมที่จะต้องชำระต่อศาล ในขณะยื่นฟ้องหรือฟ้องแย้งอีกด้วย เป็นอีกประการหนึ่ง ที่จะสามารถทำให้ลูกความสามารถประหยัดเงินค่าธรรมเนียมในส่วนนี้ได้

 

        ๘. คำขอบังคับในคดีแพ่ง

        ในคดีแพ่ง ห้ามมิให้พิพากษาเกินคำขอหรือที่ไม่ได้กล่าวในฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ ที่บัญญัติว่า คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลที่ชี้ขาดคดีต้องตัดสินตามข้อหาในคำฟ้องทุกข้อ แต่ห้ามมิให้พิพากษาหรือทำคำสั่งให้ สิ่งใดๆ เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง เว้นแต่

        (๑) ในคดีฟ้องเรียกอสังหาริมทรัพย์ ให้พึงเข้าใจว่าเป็นประเภทเดียวกับฟ้องขอให้ขับไล่จำเลย ถ้าศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี เมื่อศาลเห็นสมควรศาลจะมีคำสั่งให้ขับไล่จำเลยก็ได้ คำสั่งเช่นว่านี้ให้ใช้บังคับตลอดถึงวงศ์ญาติทั้งหลายและบริวารของจำเลยที่อยู่บนอสังหาริมทรัพย์นั้น ซึ่งไม่สามารถแสดงอำนาจพิเศษให้ศาลเห็นได้

        (๒) ในคดีที่โจทก์ฟ้องเรียกทรัพย์ใดๆ เป็นของตนทั้งหมด แต่พิจารณาได้ความว่าโจทก์ควรได้แต่ส่วนแบ่ง เมื่อศาลเห็นสมควร ศาลจะพิพากษาให้โจทก์ได้รับแต่ส่วนแบ่งนั้นก็ได้

        (๓) ในคดีที่โจทก์ฟ้องขอให้ชำระเงินพร้อมด้วยดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องเมื่อศาล เห็นสมควร ศาลจะพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยจนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จตามคำพิพากษาก็ได้

        (๔) ในคดีที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเช่าหรือค่าเสียหายอันต่อเนื่องคำนวณถึงวันฟ้อง เมื่อศาลเห็นสมควร ศาลจะพิพากษาให้ชำระค่าเช่าและค่าเสียหายเช่นว่านี้จนถึงวันที่ได้ ชำระเสร็จตามคำพิพากษาก็ได้

        (๕) ในคดีที่อาจยกข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ขึ้นอ้างได้นั้น เมื่อศาลเห็นสมควร ศาลจะยกข้อเหล่านั้นขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษาคดี ไปก็ได้

        (๖) ในคดีที่โจทก์ฟองขอให้ชำระเงินพร้อมด้วยดอกเบี้ยซึ่งมิได้มีข้อตกลงกำหนด อัตราดอกเบี้ยกันไว้ เมื่อศาลเห็นสมควรโดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการสู้ความหรือการดำเนินคดี ศาลจะพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราที่สูงขึ้นกว่า ที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามกฎหมายแต่ไม่เกินร้อยละสิบห้าต่อปีนับตั้งแต่วันฟองหรือวันอื่น หลังจากนั้นก็ได้

        ในคดีที่จะฟ้อง เราต้องขอให้ศาลบังคับจำเลย ซึ่งต้องบรรยายฟ้องในแบบฟอร์ม ศาลในส่วนของ “คำขอท้ายฟ้อง” ตามหลักที่ว่า “ถ้าไม่ขอศาลก็ไม่ให้” จึงเป็นหน้าที่ของโจทก์ ทนายโจทก์ ที่จะต้องบรรยายให้ชัดเจนครบถ้วนถึงสิ่งที่ประสงค์ให้ศาลพิพากษา

        ในแบบพิมพ์คำขอท้ายฟ้อง ด้านหน้าจะมีช่องว่างให้ใส่คำขอที่จะให้ศาล ทำอะไร รวมถึงให้ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทน เพราะถ้าไม่ขอเรื่อง ค่าธรรมเนียมและค่าทนายความศาลจะไม่สั่งให้ ต่อไปเป็นเรื่องใช้ข้อความว่าโจทก์ ให้แนบสำเนาเอกสารจำนวนกี่ฉบับซึ่งเป็นไปตามจำนวนจำเลยที่ถูกต้อง แล้วมีช่องลงลายมือชื่อโจทก์ สำหรับด้านหลังของคำขอท้ายฟ้องเป็นส่วนของผู้เรียงและพิมพ์และผู้เขียน ซึ่งโดยมากเป็นรายละเอียดชื่อที่อยู่ความเกี่ยวข้อง ของทนายความที่เป็นผู้ดำเนินคดี

 

๙. เอกสารที่แนบมาพร้อมคำฟ้อง

        ในการทำคำฟ้อง จะมีการแนบเอกสารท้ายคำฟ้อง เรียกว่า “เอกสารท้าย คำฟ้องหมาย” ตามปกติในคำฟ้อง โจทก์จะแนบสำเนาเอกสารหรือบางครั้งเป็นต้นฉบับเอกสารก็มีมาท้ายคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้อง เพื่อส่งให้จำเลย เอกสารดังกล่าว เช่น สำเนาสัญญากู้ยืม สำเนาสัญญาซื้อขาย สำเนาสัญญาเช่า สำเนาหนังสือมอบอำนาจ สำเนาหนังสือบอกกล่าวทวงถาม สำเนาพินัยกรรม สำเนามรณะบัตร สำเนาโฉนดที่ดิน ซึ่งเอกสารที่แนบมาให้จำเลยแล้ว ก็ไม่ต้องส่งสำเนาให้จำเลยก่อนสืบพยานไม่น้อยกว่า ๗ วัน ก่อนการสืบพยานอีก ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๐

        ในการทำคำฟ้อง มีเอกสารที่เกี่ยวข้องที่ต้องใช้ประกอบในคำฟ้อง ได้แก่

        ๑. หนังสือบอกกล่าว

        ๒. หนังสือมอบอำนาจ

        ๓. พินัยกรรม

        ๔. สัญญาหรือบันทึกข้อตกลง

        ๕. หนังสือแบบต่างๆ


---------------------------------------------------------------------
ข้อมูลความรู้ แบ่งปันสมาชิก เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เท่านั้น.
รวบรวม สกัดหลักจากคำบรรยาย ฝึกอบรมตั๋วทนาย ,อื่นๆ และ/หรือ จากสมาชิกเว็บไซต์ ที่ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
---------------------------------------------------------------------


เยี่ยมชม/ดาวน์โหลด : 764 ครั้ง
 




ถอดเทป วิชา ว่าความและการถามพยาน(อ.ถวัลย์ รุยาพร) เนติ ภาคปกติ ภาค2/69 (เล่มที่ 1) | เตรียมสอบตั๋วทนาย ภาคทฤษฎี - ภาคปฏิบัติ- ตั๋วปี อัพเดท ที่ LawSiam.com :- ถอดเทป วิชา ว่าความและการถามพยาน(อ.ถวัลย์ รุยาพร) เนติ ภาคปกติ ภาค2/69 (เล่มที่ 1) , ตัวอย่างถอดเทป วิชา ว่าความและการถามพยาน(อ.ถวัลย์ รุยาพร) เนติ ภาคปกติ ภาค2/69 (เล่มที่ 1) , เอกสาร ถอดเทป วิชา ว่าความและการถามพยาน(อ.ถวัลย์ รุยาพร) เนติ ภาคปกติ ภาค2/69 (เล่มที่ 1) อัพเดท

 
 
 
 
 

ดาวน์โหลด ข้อมูลเตรียมสอบเนติ กลุ่ม แพ่งฯ ภาค1 ทั้งหมด...

 
 
 
 
 

ดาวน์โหลด ข้อมูลเตรียมสอบเนติ กลุ่ม อาญา ภาค1 ทั้งหมด...





คำแนะนำ

ศูนย์รวม ข้อมูล เอกสาร แบ่งปันเพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา (ฟรี) สำหรับสมาชิกกลุ่ม ลอว์สยาม
1. สมัครสมาชิก/เข้าสู่ระบบ (Login) ก่อนใช้งานดาวน์โหลดข้อมูล เอกสาร ทุกครั้ง
2. ติดต่อสอบถามการใช้งาน /พบปัญหา ประการใดๆ ติดต่อทีมงานได้ ที่ support@lawsiam.com


ผู้ใช้งานเข้าสู่ระบบ

Username :

Password :

เลือกประเภท:

 



[ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์]

ลืม Username/Password?

กรุณาเข้าระบบก่อนใช้งานทุกครั้ง


ลงทะเบียนใช้งานในระบบ (ฟรี) ที่นี่..

เตรียมสอบเนติ ภาค2/70

ค้นหา ฎีกาเด่น 3 สนาม*

    คำค้น :
    ระบุ เช่น ละเมิด, หนี้, ทรัพย์ ,288

ค้นหากฎหมาย ทั่วโลก

ข้อคิด คำคม วลีกฎหมาย

ข้อคิด อ.มล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์ เนติบัณฑิต สมัยที่ 1/70

อ่านรายละเอียด..


กลุ่มสังคมออนไลน์

       



ผู้ใช้งานในระบบ/สนับสนุน 19081 คน


ผู้ใช้งานเว็บไซต์ ล่าสุด