หัวข้อ : คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4909/2555 - อาญา ม.209-287 อ.วิวัฒน์ (ภาคทบทวน) 4 มิย 60 ครั้งที่ 1 สมัยที่ 1/70
หมวดหมู่ : สกัดหลักกฎหมายอาญา ฎีกาเด่น 5ดาว (เตรียมสอบ 3 สนาม)



       คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4909/2555 คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียก โจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลย ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2

         โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา  277, 83 และนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 95/2551 ของศาลชั้นต้น และนับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1382/ 2551 ของศาลชั้นต้น

         จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

         ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า  จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่ ประกอบมาตรา 83 ให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุ บรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 หนึ่งในสี่ โดยเปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นโทษ จำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53, และ 78 แล้ว คงลงโทษจำเลย ที่ 1 จำคุก 37 ปี 6 เดือน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

         จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

         ศาลอุทธรณ์ภาค 7  พิพากษายืน

         จำเลยทั้งสองฎีกา

         ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "…พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ตามทางนำสืบของคู่ความที่ไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีกาว่า  เด็กหญิง ส. ผู้เสียหายเกิดวันที่ 2 พฤศจิกายน 2536 ขณะเกิดเหตุอายุ 14 ปีเศษ เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2550 เวลา 2.45 นาฬิกา นาง ว. มารดาผู้เสียหายพาผู้เสียหายเข้าแจ้งความต่อพันตำรวจโทชุมพรพนักงาน สอบสวนว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุจำเลยทั้งสองและนายสุรศักดิ์หรือมิตรกับพวก อีก 1 คน ร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย จากนั้นพนักงานสอบสวนส่งผู้เสียหาย ไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชจอมบึง  แพทย์หญิงผกาพันธุ์ตรวจ ร่างกายผู้เสียหายแล้ว พบว่าเยื่อพรหมจรรย์ของผู้เสียหายฉีกขาดบริเวณ 7 นาฬิกา ไม่มีเลือดออก ปากมดลูกมีเลือดประจำเดือนซึ่งออกมา ไม่พบตัวอสุจิ ผลแอชิด ฟอสฟาเตสเป็นลบ  ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ มีปัญหาต้องวินิจฉัย ตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่าจำเลยทั้งสองกระทำชำเราผู้เสียหายตามฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า  การตรวจร่างกายผู้เสียหายไม่พบอสุจิในช่องคลอด ทั้งที่ นายนิเวศน์พยานโจทก์เบิกความว่าไม่ได้สวมถุงยางอนามัยและหลั่งข้างในตัว ผู้เสียหาย จึงเป็นข้อพิรุธว่ามิได้มีการกระทำชำเราผู้เสียหาย นายสุรศักดิ์และนายนิเวศน์พยานโจทก์เบิกความแตกต่างกันเกี่ยวกับผู้ร่วมดื่มสุราในวันเกิดเหตุต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยโดยยกฟ้อง และขณะที่จำเลยที่ 2 กระทำชำเราผู้เสียหายจำเลยที่ 1นายสุรศักดิ์และนายนิเวศน์ไม่ได้เข้าไปช่วยเหลือ และจำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำชำเราผู้เสียหาย จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี อันมีลักษณะโทรมเด็กหญิงและเด็กหญิงไม่ยินยอมนั้น เห็นว่า โจทก์ มีเด็กหญิง ส. ผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความยืนยันว่า  ในวันเกิดเหตุ หลังจากที่ นายประพันธ์ซึ่งเป็นคนรักของพยานขับรถจักรยานยนต์มาส่งที่ปากทางเข้าบ้าน พยานโทรศัพท์หามารดาแต่ไม่มีคนรับ จึงเดินกลับบ้าน ขณะกำลังเดินอยู่พบจำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์เข้ามาประกบและขวางหน้าถามว่าจะให้ไปส่งไหม พยานตอบว่า ไม่ต้องแต่จำเลยที่ 2 ลงจากรถฉุดกระชากพยานเข้าไปในไร่อ้อยข้างทางห่างจากถนน ประมาณ 20 เมตร พยานขัดขืนร้องขอความช่วยเหลือแต่จำเลยที่ 2 ผลักให้ล้มกับพื้น และถอดกางเกงของตนและของพยาน จับขาพยานอ้ายกขึ้นพาดบ่าจำเลยที่ 2 และกระทำชำเราพยาน เสร็จแล้วจำเลยที่ 2 ลุกขึ้นสวมกางเกง ขณะที่พยานกำลังสวม กางเกงอยู่ได้เพียงหัวเข่า จำเลยที่ 1 กับนายสุรศักดิ์เดินเข้ามา จำเลยผลักพยานให้ ล้มลงนอนกับพื้นแล้วขึ้นคร่อมทับบริเวณหน้าอกพยายามบังคับให้พยานอมอวัยวะเพศ โดยจับใส่ปากพยาน พยานไม่ยินยอม ในเวลานั้นพยานรู้สึกว่ามีชายอีกคนหนึ่งจับขา พยานยกขึ้นแล้วกระทำชำเราพยานในลักษณะเดียวกับที่จำเลยที่ 2 ทำซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่จำเลยที่ 1 ยังพยายามบังคับให้พยานอมอวัยวะเพศอยู่ด้วย เมื่อพยานถูกกระทำชำเราแล้ว จำเลยที่ 1 สั่งให้นายสุรศักดิ์ปล่อยแขนที่จับพยานไว้แล้วลุกขึ้น จำเลยที่ 1ขู่ว่าอย่านำเรื่องนี้ไปบอกใคร มิฉะนั้นจะฆ่าปาดคอพยาน แล้วจำเลยทั้งสองกับพวกก็แยกย้ายกันออกไป พยานเดินกลับถึงบ้านแล้วเล่าเรื่องให้มารดาฟัง มารดาพยานพาไปแจ้งความทันทีในคืนเกิดเหตุ นอกจากนี้โจทก์ยังมีนายสุรศักดิ์หรือมิตรและนายนิเวศน์หรือกู้เป็นพยานเบิกความสนับสนุนความได้ว่า  จำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ตามไปฉุดผู้เสียหายเข้าไปในไร่อ้อย พยานทั้งสองและจำเลยที่ 1 จึงเดินตามไปดูเห็นจำเลยที่ 2  ถอดกางเกงผู้เสียหายออกแล้วกระทำชำเราโดยผู้เสียหายดิ้นรนร้องขัดขืน จำเลยที่ 2 กระทำชำเราเสร็จแล้ว จำเลยที่ 1 เดินขึ้นไปนั่งคร่อมอกผู้เสียหายพยายามถอดกางเกงลงไปเล็กน้อยจะบังให้ผู้เสียหายอมอวัยวะเพศ ผู้เสียหาย ดิ้นรนขัดขืนสะบัดหน้า นายสุรศักดิ์จับแขนผู้เสียหายทั้งสองข้างกดกับพื้นนายนิเวศน์ เข้าไปยกขาทั้งสองข้างของผู้เสียหายพาดบ่าตนแล้วถอดกางเกงออกกระทำชำเรา ผู้เสียหายแล้วแยกย้ายกันออกไป ซึ่งแม้ขณะเกิดเหตุจะเป็นเวลากลางคืน แต่พยานโจทก์ทั้งสามก็เบิกความว่า ในที่เกิดเหตุมีแสงไฟส่องสว่างจากหลอดไฟฟ้าซึ่งติดอยู่ที่ เสาไฟฟ้าริมทาง ทั้งผู้เสียหายรู้จักกับจำเลยที่ 2 เพราะเป็นพี่ของเพื่อนนักเรียน โรงเรียนเดียวกัน และขณะที่จำเลยที่ 1 นั่งคร่อมบนตัวเพื่อบังคับให้ผู้เสียหายอม อวัยวะเพศ ผู้เสียหายย่อมมีเวลาเพียงพอที่จะจดจำได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นใคร ประกอบ กับนายสุรศักดิ์ช่วยจับแขน ส่วนนายนิเวศน์ซึ่งเป็นผู้ที่ร่วมกับจำเลยทั้งสองกระทำชำเราผู้เสียหายก็เบิกความตามที่เห็นเหตุการณ์ขณะที่จำเลยที่ 2 นอนทับตัวผู้เสียหายกำลังใช้อวัยวะเพศสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย  และเห็นจำเลยที่ 1 นั่งคร่อมหน้าอกผู้เสียหายพยายามบังคับให้ผู้เสียหายอมอวัยวะเพศของตนซึ่งสอดคล้องกับที่ผู้เสียหายเบิกความ แม้ผลการตรวจร่างกายผู้เสียหายจะไม่พบอสุจิ แต่ตามรายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ก็ระบุว่าเยื่อพรหมจรรย์ของผู้เสียหายฉีกขาดบริเวณ 7 นาฬิกา ทั้งยังได้ความจากผู้เสียหายด้วยว่า ในวันเกิดเหตุผู้เสียหายมีประจำเดือน จึงเชื่อว่าก่อนที่ผู้เสียหายจะไปให้แพทย์ทำการตรวจนั้นอาบน้ำชำระร่างกายไปก่อน ซึ่งเป็นเวลาหลังเกิดเหตุแล้ว 1 วัน ดังนั้น การตรวจไม่พบอสุจิในช่องคลอดของผู้เสียหายจึงไม่ทำให้พยานหลักฐานของโจทก์มีพิรุธสงสัยรับฟังไม่ได้ว่าผู้เสียหายไม่ถูกกระทำ ชำเรา นอกจากนี้แม้นายสุรศักดิ์และนายนิเวศน์จะเบิกความแตกต่างกันเกี่ยวกับ เรื่องผู้ร่วมดื่มสุรา แต่ข้อแตกต่างดังกล่าวก็เป็นเพียงรายละเอียด ทั้งนายสุรศักดิ์ ให้การภายหลังเกิดเหตุไม่เกิน 1 เดือน แล้วมาเบิกความในชั้นพิจารณาเป็นระยะเวลา นานประมาณ 1 ปี 4 เดือน จึงอาจเบิกความคลาดเคลื่อนไปจากความจริง ไม่ทำให้ คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองเป็นพิรุธ ประกอบกับศาลได้มีคำพิพากษาลงโทษ นายสุรศักดิ์และนายนิเวศน์ในความผิดที่ได้ร่วมกับจำเลยทั้งสองกระทำในคดีนี้ จึงไม่มีสาเหตุที่จะเบิกความปรักปรำให้ร้ายจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเพื่อนกัน แม้คำเบิกความ ของพยานโจทก์ทั้งสองดังกล่าวจะเป็นคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน แต่ก็มิได้เป็นการปัดความรับผิด พยานโจทก์ทั้งสองดังกล่าวจึงเป็นพยานที่น่าเชื่อถือใน การพิสูจน์ความจริงได้ เมื่อรับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์แล้วทำให้พยาน หลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 2 และนาย นิเวศน์ได้กระทำชำเราผู้เสียหายจริง แต่อย่างไรก็ตามทางพิจารณาไม่ปรากฏว่าจำเลย ทั้งสอง นายสุรศักดิ์และนายนิเวศน์คบคิดกันมาก่อนที่จะกระทำชำเราผู้เสียหาย และได้ ความว่าขณะที่ผู้เสียหายเดินกลับบ้าน จำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ไล่ตามไปในขณะที่ จำเลยที่ 1 นายสุรศักดิ์และนายนิเวศน์ยังนั่งดื่มสุรากันอยู่ เมื่อจำเลยที่ 2 ฉุดกระชาก ผู้เสียหายเข้าไปในไร่ จำเลยที่ 1 นายสุรศักดิ์และนายนิเวศน์จึงเดินตามไป เมื่อไปถึง เห็นจำเลยที่ 2 กำลังกระทำชำเราผู้เสียหายโดยที่จำเลยที่ 1 นายสุรศักดิ์และนายนิเวศน์ ไม่ได้ช่วยเหลือ หลังจากจำเลยที่ 2 กระทำชำเราผู้เสียหายเสร็จแล้ว จำเลยที่ 2  ลุกขึ้นยืนสวมกางเกง ผู้เสียหายกำลังจะลุกขึ้นและสวมกางเกงได้เพียงหัวเข่า จำเลยที่ 1 และนายสุรศักดิ์เดินเข้ามา การกระทำชำเราของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการกระทำของ จำเลยที่ 2 เพียงคนเดียว  จากนั้นจำเลยที่ 1 ผลักผู้เสียหายให้ล้มลงนอนและนอนคร่อม หน้าอกผู้เสียหายพยายามบังคับให้ผู้เสียหายอมอวัยวะเพศของจำเลยที่ 1 ในขณะที่ นายนิเวศน์กระทำชำเราผู้เสียหายและมีนายนายสุรศักดิ์ช่วยจับแขน โดยไม่ปรากฏว่า จำเลยที่ 2 ร่วมด้วย ลำพังการที่จำเลยที่ 2 ยืนอยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุ จะฟังว่า จำเลยที่ 2  พร้อมที่จะเข้าไปช่วยด้วยยังไม่ได้  การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงไม่อาจ รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2  ร่วมกระทำความผิดกับพวกอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง ตามฟ้อง การกระทำของจำเลยที่ 2  คงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง เท่านั้น ซึ่งศาลฎีกาย่อมลงโทษจำเลยที่ 2 ตามมาตราดังกล่าว ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ปัญหาดังกล่าว เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไข ให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ส่วนของจำเลยที่ 1  ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 พยายาม บังคับให้ผู้เสียหายอมอวัยวะเพศของตน  การกระทำของจำเลยที่ 1  ดังกล่าวจึงเป็น การพยายามกระทำชำเราตามความหมายของมาตรา 277 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า  "การกระทำชำเราตามวรรคหนึ่ง หมายความว่าการกระทำเพื่อสนองความใคร่ของ ผู้กระทำโดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำกระทำกับ…ช่องปากของผู้อื่น…" เมื่อจำเลย ที่ 1 กระทำการดังกล่าวในขณะที่นายนิเวศน์กำลังกระทำชำเราผู้เสียหาย การกระทำ ของจำเลยที่ 1  จึงถือได้ว่าเป็นตัวการร่วมกันกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะ เป็นการโทรมเด็กหญิงตามฟ้อง  ฉะนั้นฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของ จำเลยที่ 2 ฟังขึ้นบางส่วน"

         พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง จำคุก 12 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ภาค 7

 

อ้างอิง : อาญา ม.209-287 อ.วิวัฒน์ (ภาคทบทวน) 4 มิย 60 ครั้งที่ 1 สมัยที่ 1/70





คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4909/2555 - อาญา ม.209-287 อ.วิวัฒน์ (ภาคทบทวน) 4 มิย 60 ครั้งที่ 1 สมัยที่ 1/70 | เตรียมสอบ 3 สนาม ฎีกา5ดาว ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม


จำนวนผู้ชม : 191 ครั้ง
ลงวันที่ 07/06/2017 15:07:43




ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน

ผู้ใช้งานเข้าสู่ระบบ

Username :

Password :

เลือกประเภท:

 



[ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ คลิก!]

ลืม Username/Password?

กรุณาเข้าระบบก่อนใช้งานทุกครั้ง


ลงทะเบียนใช้งานในระบบ (ฟรี) ที่นี่..

ค้นหา ฎีกาเด่น 3 สนาม*

    คำค้น :
    ระบุ เช่น ละเมิด, หนี้, ทรัพย์ ,288

ค้นหากฎหมาย ทั่วโลก

ข้อคิด คำคม วลีกฎหมาย

ข้อคิด อ.มล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์ เนติบัณฑิต สมัยที่ 1/70

อ่านรายละเอียด..


กลุ่มสังคมออนไลน์

       



ผู้ใช้งานในระบบ/สนับสนุน 20014 คน


ผู้ใช้งานเว็บไซต์ ล่าสุด