หัวข้อ : คำพิพากษาฎีกาที่ 2874/2560 (ฎีกาใหม่ กฎหมายล้มละลาย)
หมวดหมู่ : สกัดหลัก ฎีกา 5ดาว กฎหมายล้มละลาย ฟื้นฟูกิจการ ที่น่าสนใจ



คำพิพากษาฎีกาที่ 2874/2560

(ฎีกาใหม่ กฎหมายล้มละลาย)

-------------------------

               มีคำพิพากษาฎีกาใหม่ ที่กำลังลงพิมพ์ ปี ๒๕๖๐ ตอนที่ ๒ คือ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๘๗๔/๒๕๖๐  อาจารย์ให้อ่านเป็นหลักเกณฑ์การฟ้องล้มละลาย ตามมาตรา ๙, ๑๐ สรุปได้ดังนี้

                โจทก์เป็นเจ้าหนี้มีประกันของจำเลยที่ ๒ โดยมีที่ดินของจำเลยที่ ๒ จำนองเป็นประกัน เมื่อตีราคาของที่ดินจำนองแล้วนำไปหักกับหนี้ตามคำพิพากษายังขาดอยู่สำหรับจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาน้อยกว่าหนึ่งล้านบาท โจทก์ไม่อาจฟ้องจำเลยที่ ๒ ให้ล้มละลายได้ ตามมาตรา ๑๐ (๒)  คือเป็นเรื่องเจ้าหนี้มีประกันยื่นฟ้องลูกหนี้ ที่เป็นบุคคลธรรมให้ล้มละลาย ประเด็น คือ เรื่องอำนาจฟ้อง ว่าเจ้าหนี้มีประกันคนนี้จะฟ้องลูกหนี้ให้ล้มละลายได้หรือไม่

                ในประเด็นที่สอง คือ ที่ดินจำนอง เป็นของจำเลยที่ ๒ โจทก์จึงไม่ใช่เจ้าหนี้มีประกันของจำเลยที่ ๑ ตามมาตรา ๖ การที่ศาลล้มละลายกลางตีราคาหลักประกันที่ดินจำนองของจำเลยที่ ๒ แล้วนำไปให้หักกับหนี้สำหรับจำเลยที่ ๑ ตามมาตรา ๑๐ (๒) ประกอบมาตรา ๖ แล้วฟังว่าจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาเป็นหนี้จำนวนไม่ถึงหนึ่งล้านบาท เป็นการมิชอบ ที่ดินเป็นของจำเลยที่ ๒  จำเลยที่ ๒ เป็นคนจำนอง เรื่องการหักยอดหนี้กับราคาทรัพย์หลักประกัน ก็พิจารณาเฉพาะส่วนของจำเลยที่ ๒ ส่วนจำเลยที่ ๑ ไม่ได้เป็นผู้จำนองทรัพย์ที่เป็นหลักประกันแต่อย่างใด เพราะฉะนั้น ในนิติสัมพันธ์ระหว่างตัวโจทก์กับจำเลยที่๑ คือ เมื่อโจทก์มิได้เป็นผู้มีสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ในทางจำนอง จำนำ สิทธิยึดหน่วง หรือบุริมสิทธิที่บังคับได้ทำนองเดียวกับผู้รับจำนำ เพราะฉะนั้นโจทก์กับจำเลยที่ ๑ นั้น โจทก์จึงเป็นเจ้าหนี้ไม่มีประกัน เมื่อโจทก์เป็นเพียงเจ้าหนี้ไม่มีประกัน สำหรับจำเลยที่ ๑ โจทก์จึงไม่มีความจำเป็นต้องกล่าวหรือตีราคาทรัพย์หลักประกันแต่อย่างใด เพราะไม่มีทรัพย์หลักประกัน  

                ดังนั้นการนำมูลค่าทรัพย์จำนองของจำเลยที่ ๒ มาถือว่าเป็นทรัพย์ของจำเลยที่ ๑ จึงไม่ถูกต้อง

                ในประเด็นที่สาม คือ การจะพิจารณาว่าลูกหนี้ร่วมมีหนี้สินล้มพ้นตัวไม่สามารถชำระหนี้โจทก์ได้หรือไม่ เป็นเรื่องเฉพาะตัวของเจ้าหนี้แต่ละคน ที่ดินซึ่งจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ย่อมเป็นของจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๑ จะถือเอาทรัพย์สินของจำเลยที่ ๒ ว่าเป็นของตนหาได้ไม่

                จำเลยที่ ๑ มีหนี้อยู่ ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาทเศษ แต่มีทรัพย์สินอยู่ ๓๐,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๑ จึงมีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สิน พยานหลักฐานของจำเลยที่ ๑ ไม่อาจรับฟังหักล้างข้อสันนิฐานตามมาตรา  ๘ (๕) ได้ เมื่อจำเลยที่ ๑ มีหนี้สินล้นพ้นตัวและกรณีไม่มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยที่ ๑ ล้มละลาย ศาลชอบที่จะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ ๑ เด็ดขาด 

                สรุป การพิจารณาความมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลาย เราแยกพิจารณาเฉพาะรายเฉพาะบุคคล เช่น ก.  กับ ข. มีหนี้ร่วมกัน ๑๐ ล้านบาท  โดย ก. มีทรัพย์สิน อยู่ ๒๐ ล้านบาท ส่วน ข.  ไม่มีทรัพย์สินเลย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติตามนี้  ประเด็นปัญหา คือ จะยกฟ้องทั้งคู่ หรือ พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดทั้งคู่ หรือพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดคนใดคนหนึ่ง เมื่อพิจารณาตามตัวบท มาตรา ๙ (๒), ๑๐ , ๑๔ ไม่ได้บัญญัติไว้   ดังนั้นจึงจำเป็นจะต้องใช้การตีความกฎหมาย ซึ่งปรากฏตามฎีกาที่ ๒๘๗๔/๒๕๖๐ ซึ่งเป็นฎีกาใหม่ (อาจารย์เห็นว่า น่าสนใจ)

 

อ้างอิง : ถอดคำบรรยายเนติ 2/70 กฎหมายล้มละลาย ภาคปกติ ครั้งที่ 2 (30 พย 60)

 





คำพิพากษาฎีกาที่ 2874/2560 (ฎีกาใหม่ กฎหมายล้มละลาย) | เตรียมสอบ 3 สนาม ฎีกา5ดาว ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม


จำนวนผู้ชม : 86 ครั้ง
ลงวันที่ 01/12/2017 11:01:29




ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน

ผู้ใช้งานเข้าสู่ระบบ

Username :

Password :

เลือกประเภท:

 



[ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ คลิก!]

ลืม Username/Password?

กรุณาเข้าระบบก่อนใช้งานทุกครั้ง


ลงทะเบียนใช้งานในระบบ (ฟรี) ที่นี่..

ค้นหา ฎีกาเด่น 3 สนาม*

    คำค้น :
    ระบุ เช่น ละเมิด, หนี้, ทรัพย์ ,288

ค้นหากฎหมาย ทั่วโลก

ข้อคิด คำคม วลีกฎหมาย

ข้อคิด อ.มล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์ เนติบัณฑิต สมัยที่ 1/70

อ่านรายละเอียด..


กลุ่มสังคมออนไลน์

       



ผู้ใช้งานในระบบ/สนับสนุน 20326 คน


ผู้ใช้งานเว็บไซต์ ล่าสุด