หัวข้อ : การทบทวนคำสั่งทางปกครองโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง เมื่อคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลปกครอง
หมวดหมู่ : กฎหมายมหาชน กฎหมายปกครอง
รายละเอียด : รวมข้อมูล เกี่ยวกับบทความกฎหมาย เกี่ยวกับ การคิด วิคราะห์ หลักการทางกฎหมายมหาชน กฎหมายปกครอง คำวินิจฉัยชี้ขาด คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด อื่นๆ



การทบทวนคำสั่งทางปกครองโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง
เมื่อคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลปกครอง

-----------------

การทบทวนคำสั่งทางปกครองเป็นบทกฎหมายที่มีไว้เพื่อการยุติธรรม (jus aequum) ที่มีบัญญัติในระบบกฎหมายของการพิจารณาข้อพิพาททุกประเภท ทั้งเป็นกฎหมายลายลักษณ์อักษรและหลักกฎหมายทั่วไป ในการพิจารณาทบทวนคำสั่งทางปกครองนั้น ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ได้กำหนดหลักเกณฑ์ การทบทวนคําสั่งทางปกครองไว้ 3 กรณี คือ
1) การอุทธรณ์คำสั่งทางปกครอง
2) การขอให้พิจารณาใหม่ และ
3) การเพิกถอนคำสั่งทางปกครองโดยเจ้าหน้าที่นั้นเอง

ซึ่งการทบทวนคำสั่งทางปกครองใหม่ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองนี้ เป็นลักษณะพิเศษของระบบกฎหมายปกครอง แม้ว่าจะได้มีการฟ้องร้องต่อศาลปกครองและคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองก็ตาม เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองก็มีอำนาจที่จะทบทวนคำสั่งทางปกครองได้ภายใต้กรอบหลักเกณฑ์ของการพิจารณาอุทธรณ์ การพิจารณาใหม่ และการเพิกถอนคำสั่งทางปกครอง แล้วแต่กรณี แต่ก็ยังมีหน่วยงานราชการหรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองยังเข้าใจผิดอ้างว่า “ข้อพิพาทที่ได้ฟ้องศาลปกครอง ซึ่งอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลปกครองแล้ว ฝ่ายบริหารไม่มีอำนาจเข้าไปก้าวข่ายใดๆ ได้ เนื่องจากเป็นการละเมิดอำนาจศาล...เมื่อศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งคดีเสร็จเด็ดขาดประการใดย่อมส่งผลผูกพันต่อคู่กรณีและหรือรัฐให้ปฏิบัติตาม ดังนั้น จึงขอยุติเรื่องในส่วนเรื่องราวร้องทุกข์” นั้น (รายละเอียดดูหนังสือที่ปรากฏในสื่อออนไลน์) เป็นการเข้าใจข้อกฎหมายที่ผิดพลาดอย่างมาก โดยทั้งนี้ตามบันทึกความเห็นคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองเรื่องเสร็จที่ 616/2545 ได้อธิบายไว้อย่างกระจ่างชัดว่า

บันทึกความเห็นคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง เรื่องเสร็จที่ 616/2545 เนื่องจากมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539ได้บัญญัติให้วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองตามกฎหมายต่างๆ เป็นไปตามที่กำหนดในพระราชบัญญัติฉบับนี้ ยกเว้นกรณีที่มีกฎหมายอื่นกำหนดวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองในเรื่องใดไว้โดยเฉพาะและมีหลักเกณฑ์ประกันความเป็นธรรมหรือมีมาตรฐานในการปฏิบัติราชการไม่ต่ำกว่าหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติดังกล่าว และโดยที่พระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 ไม่มีบทบัญญัติใดที่กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเพิกถอนคำสั่งถอนสัญชาติไว้โดยเฉพาะ ดังนั้น จึงต้องนำบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ของพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาใช้บังคับ กรณีนายเหอะซิงฯ ยื่นคำร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยออกคำสั่งใหม่เพื่อเพิกถอนคำสั่งถอนสัญชาตินั้น เนื่องจากคำสั่งถอนสัญชาติเป็นการใช้อำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 ซึ่งมีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงสถานภาพของบุคคล จึงเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ซึ่งตามพระราชบัญญัติดังกล่าวการเพิกถอนคำสั่งทางปกครองมีวิธีการที่แตกต่างกันเป็น 3 กรณี คือ 1) การอุทธรณ์คำสั่งทางปกครอง 2) การขอให้พิจารณาใหม่ และ 3) การเพิกถอนคำสั่งทางปกครองโดยเจ้าหน้าที่เอง
(1) ในกรณีของการอุทธรณ์ เนื่องจากมาตรา 44 กำหนดให้คู่กรณีสามารถอุทธรณ์ได้เฉพาะคำสั่งทางปกครองที่ไม่ได้ออกโดยรัฐมนตรีและไม่มีกฎหมายกำหนดขั้นตอนอุทธรณ์ภายในไว้เป็นการเฉพาะเท่านั้น ซึ่งกรณีคำร้องของนายเหอะซิงฯ แม้พระราชบัญญัติสัญชาติฯจะมิได้กำหนดขั้นตอนอุทธรณ์ไว้เป็นการเฉพาะ แต่คำสั่งถอนสัญชาติเป็นคำสั่งที่ออกโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยนายเหอะซิงฯ จึงไม่อาจยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้ ดังนั้น คำร้องของนายเหอะซิงฯ จึงมิใช่เป็นการอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองแต่อย่างใด
(2) สำหรับการขอให้พิจารณาใหม่ นั้น ตามมาตรา 54 กำหนดเงื่อนไขไว้ว่า เจ้าหน้าที่อาจเพิกถอนหรือแก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งทางปกครองที่พ้นกำหนดอุทธรณ์ได้เฉพาะเมื่อมีกรณีตามที่บัญญัติไว้ใน (1) ถึง (4) ของมาตราดังกล่าวเท่านั้น กล่าวคือ มีพยานหลักฐานใหม่อันอาจทำให้ข้อเท็จจริงซึ่งฟังเป็นที่ยุติแล้วนั้นเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ คู่กรณีไม่ได้เข้ามาในกระบวนการพิจารณาหรือถูกตัดโอกาสอย่างไม่เป็นธรรมในการมีส่วนร่วมในการพิจารณานั้น เจ้าหน้าที่ไม่มีอำนาจทำคำสั่ง หรือข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่ใช้เป็นฐานในการพิจารณาทำคำสั่งนั้นได้เปลี่ยนไปในทางที่จะเป็นประโยชน์แก่คู่กรณี โดยจะต้องยื่นคำขอภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ผู้นั้นรู้ถึงเหตุซึ่งอาจขอให้พิจารณาใหม่ได้ ดังนั้น จึงเป็นกรณีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจะต้องพิจารณาว่าคำขอของนายเหอะซิงฯ เป็นไปตามเงื่อนไขของมาตรา 54 นี้ หรือไม่ อย่างไร หากเห็นว่าตามข้อเท็จจริงเข้าเงื่อนไขของมาตรา 54 แล้ว ก็สามารถเพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลงคำสั่งถอนสัญชาติของนายเหอะซิงฯได้
(3) ไม่ว่าคำขอของนายเหอะซิงฯ จะเข้าลักษณะเป็นการอุทธรณ์หรือเป็นการขอให้พิจารณาใหม่หรือไม่ก็ตาม แต่พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 บัญญัติ ให้อำนาจผู้ออกคำสั่งหรือผู้บังคับบัญชาที่จะเพิกถอนคำสั่งนั้นได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในมาตรา 49 และมาตราต่อจากนั้น (ส่วนที่ 6) ดังนั้น หากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยประสงค์จะใช้ข้อเท็จจริงในคำร้องนั้นไว้ประกอบการพิจารณาเพื่อใช้อำนาจตามบทบัญญัติว่าด้วยการเพิกถอนคำสั่งทางปกครองดังกล่าวก็ย่อมกระทำได้”

จะเห็นได้ว่า การทบทวนคำสั่งทางปกครองใหม่ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ทั้งสาม 3 กรณี คือ 1) การอุทธรณ์คำสั่งทางปกครอง 2) การขอให้พิจารณาใหม่ และ 3) การเพิกถอนคำสั่งทางปกครองโดยเจ้าหน้าที่เอง แม้ว่าคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองก็ตาม เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองก็มีอำนาจที่จะทบทวนคำสั่งทางปกครองได้ภายใต้กรอบหลักเกณฑ์นั้นๆ ผู้เขียนจะขอนำการปรับใช้กฎหมายตามคำพิพากษาและความเห็นคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองมาอธิบายอำนาจการทบทวนคำสั่งทางปกครองใหม่ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองเมื่อคดีอยู่ในระหว่างศาลปกครอง ดังนี้

การพิจารณาอุทธรณ์ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง แม้ข้อพิพาทอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลปกครอง

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.638-639/2558 โดยที่กระบวนการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์จะสิ้นสุดลงก็ต่อเมื่อผู้มีอำนาจหน้าที่วินิจฉัยอุทธรณ์ได้วินิจฉัยอุทธรณ์แล้วเสร็จ และแจ้งผลการวินิจฉัยอุทธรณ์ให้ผู้อุทธรณ์ทราบแล้วซึ่งแม้จะเป็นความจริงว่า มาตรา ๖3 แห่งพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืนฯ ไม่ได้กำหนดระยะเวลาที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จะต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ให้แล้วเสร็จและแจ้งผลการวินิจฉัยอุทธรณ์ให้ผู้อุทธรณ์ทราบไว้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีให้แล้วเสร็จ และแจ้งผลการวินิจฉัยอุทธรณ์ให้ผู้ฟ้องคดีทราบภายในเวลาอันสมควร ซึ่งศาลปกครองสูงสุดได้เคยวินิจฉัยไว้แล้วในคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๒๖๐/๒๕๔๖ (ประชุมใหญ่) ว่าระยะเวลาอันสมควร คือ ระยะเวลา ๙๐ วัน นับแต่วันที่ผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ได้รับคำอุทธรณ์ และเมื่อระยะเวลาอันสมควรล่วงพ้นไปแล้ว ผู้อุทธรณ์ยังไม่ได้รับแจ้งผลการวินิจฉัยอุทธรณ์ ผู้อุทธรณ์อาจใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลเพื่อขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ถูกอุทธรณ์ได้ อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒จะต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้อุทธรณ์ให้แล้วเสร็จแม้จะได้ล่วงพ้นไป และผู้อุทธรณ์ได้ใช้สิทธิฟ้องคดีขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ถูกอุทธรณ์ ซึ่งคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลก็ตาม ผู้มีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์ก็ยังคงมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้อุทธรณ์ต่อไปให้แล้วเสร็จ โดยอำนาจหน้าที่ดังกล่าวของผู้มีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์มิได้สิ้นสุดลงเมื่อระยะเวลาที่ผู้มีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์ต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ให้แล้วเสร็จได้ล่วงพ้นไป หรือเมื่อผู้อุทธรณ์ได้ใช้สิทธิฟ้องคดีขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งที่ถูกอุทธรณ์แต่อย่างใด

การเพิกถอนคำสั่งของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง แม้ข้อพิพาทอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลปกครอง

บันทึกความเห็นคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง เรื่องเสร็จที่ 778/2548 โดยหลักแล้ว การเพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามหลักเกณฑ์ในมาตรา 49 และมาตรา 50 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 นั้น เจ้าหน้าที่หรือผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่อาจเพิกถอนคำสั่งทางปกครองได้ไม่ว่าจะพ้นขั้นตอนการกำหนดให้อุทธรณ์หรือให้โต้แย้งตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองหรือกฎหมายอื่นมาแล้วหรือไม่ โดยอาจเพิกถอนทั้งหมดหรือบางส่วน และจะให้มีผลย้อนหลังหรือไม่ย้อนหลังหรือมีผลในอนาคตไปถึงขณะใดขณะหนึ่งตามที่กำหนดได้ ปัญหาที่ต้องพิจารณาจึงมีว่า เจ้าหน้าที่จะเพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่อยู่ในระหว่างพิจารณาของเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์หรือศาล หรือหลังจากมีคำวินิจฉัยอุทธรณ์หรือคำพิพากษาของศาลได้หรือไม่ ซึ่งจากข้อหารือของกรมสรรพากรอาจสรุปประเด็นที่ต้องพิจารณาได้ ดังนี้
ประเด็นที่หนึ่ง เจ้าหน้าที่จะเพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายในขณะที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์กำลังพิจารณาอุทธรณ์หรือมีคำวินิจฉัยอุทธรณ์แล้วได้หรือไม่ อย่างไร เห็นว่า ในการพิจารณาทางปกครอง เจ้าหน้าที่ต้องพิจารณาพยานหลักฐานต่างๆ ตามที่เห็นว่าจำเป็นแก่การพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ ดังนั้น เมื่อเจ้าหน้าที่ได้พบเองหรือมีผู้ร้องขอว่าเจ้าหน้าที่ยังไม่ได้พิจารณาพยานหลักฐานที่จำเป็นในการออกคำสั่งทางปกครอง เจ้าหน้าที่ย่อมเพิกถอนคำสั่งทางปกครองของตนและพิจารณาพยานหลักฐานต่างๆ ก่อนที่จะมีการออกคำสั่งทางปกครองใหม่ และให้เสนอเรื่องต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป
ในกรณีที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์แล้ว ต่อมา หากเจ้าหน้าที่เห็นว่ามีเหตุที่ต้องเปลี่ยนแปลงคำสั่งทางปกครองดังกล่าว เจ้าหน้าที่จะต้องเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เพื่อดำเนินการให้มีการพิจารณาใหม่ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในมาตรา 54 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ
ประเด็นที่สอง คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จะเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลหรือภายหลังมีคำพิพากษาแล้วได้หรือไม่ อย่างไร เห็นว่า เนื่องจากคำวินิจฉัยอุทธรณ์เป็นคำสั่งทางปกครองอย่างหนึ่ง คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงมีอำนาจตามมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ ที่จะเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ได้ เมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์แล้ว กรมสรรพากรต้องแจ้งการเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ต่อศาล เพื่อให้ศาลพิจารณาดำเนินการต่อไป
สำหรับกรณีที่มีคำพิพากษาแล้ว คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่อาจเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ได้ อย่างไรก็ตาม หากเป็นการเพิกถอนคำสั่งทางปกครองโดยทั่วไปที่อยู่ในเขตอำนาจศาลปกครอง เมื่อมีพยานหลักฐานใหม่อันอาจทำให้ข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นยุติแล้วนั้นเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ ผู้มีส่วนได้เสียอาจมีคำขอให้ศาลปกครองพิจารณาพิพากษาคดีนั้นใหม่ได้ ตามมาตรา 75 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เนื่องจากการประเมินภาษีเป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจศาลภาษีอากรตามมาตรา 7 (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 ซึ่งมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวได้บัญญัติให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้โดยอนุโลม และไม่ปรากฏว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมีบทบัญญัติว่าด้วยการขอให้ศาลพิจารณาพิพากษาคดีใหม่ กรมสรรพากรจึงไม่อาจขอให้ศาลภาษีอากรพิจารณาพิพากษาคดีใหม่ได้ ในเมื่อคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามกรณีนี้เกิดจากความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่เอง กรมสรรพากรก็ควรที่พิจารณาที่จะบรรเทาความเดือดร้อนเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่คู่กรณี โดยไม่ดำเนินการใช้มาตรการบังคับทางปกครอง”

สำหรับสำหรับกรณีที่มีคำพิพากษาแล้ว ตามที่คณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองให้ความเห็นว่า ผู้มีส่วนได้เสียอาจมีคำขอให้ศาลปกครองพิจารณาพิพากษาคดีนั้นใหม่ได้ ตามมาตรา 75 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 นั้น ก็ตรงกับแนววินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุด

การพิจารณาใหม่ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง แม้ข้อพิพาทอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลปกครอง

บันทึกความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) เรื่องเสร็จที่ 289/2545 สำหรับปัญหาที่ว่า หากผู้รับคำสั่งได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองแล้วเจ้าหน้าที่จะมีอำนาจพิจารณาใหม่ได้หรือไม่นั้น เห็นว่า คำสั่งทางปกครองเป็นการใช้อำนาจฝ่ายเดียวของฝ่ายปกครองบังคับต่อเอกชน ดังนั้น จึงต้องเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นหน้าที่ของผู้ออกคำสั่งหรือผู้บังคับบัญชาที่จะต้องดำเนินการให้คำสั่งดังกล่าวมีความชอบด้วยกฎหมายด้วย โดยหากปรากฏว่าคำสั่งนั้นมีข้อบกพร่องประการใด ผู้ออกคำสั่งหรือผู้บังคับบัญชาอาจเยียวยา แก้ไขเพิ่มเติม หรือเพิกถอนคำสั่งนั้นได้ นอกจากนี้ หากพิจารณาเงื่อนไขของการใช้อำนาจเยียวยาแก้ไขและการพิจารณาใหม่ รวมถึงการเพิกถอนคำสั่งเองตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 แล้วจะเห็นได้ว่า กฎหมายดังกล่าวมิได้ระบุไว้แต่อย่างใดว่า หากมีการฟ้องคดีต่อศาลแล้ว จะเป็นการตัดอำนาจในการเยียวยาแก้ไขและการขอให้พิจารณาใหม่ หรือเพิกถอนคำสั่งทางปกครอง ดังนั้น จึงเห็นว่าแม้จะมีการฟ้องคดีต่อศาลปกครองก็ไม่เป็นการตัดอำนาจดังกล่าวของเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด
บันทึกความเห็นคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง เรื่องเสร็จที่ 1040/2547 บทบัญญัติตามมาตรา 54 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ได้กำหนดให้คู่กรณีสามารถมีคำขอให้เจ้าหน้าที่เพิกถอนหรือแก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งทางปกครองที่พ้นกำหนดอุทธรณ์ได้ โดยฝ่ายปกครองย่อมมีหน้าที่ในการเปิดกระบวนพิจารณาใหม่ให้แก่คู่กรณีที่มีคำขอไม่ว่าคำสั่งทางปกครองนั้นจะอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลหรือไม่ ซึ่งในเรื่องนี้คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) ได้เคยวินิจฉัยไว้แล้วในเรื่องเสร็จที่ 289/2545 ว่า “คำสั่งทางปกครองเป็นการใช้อำนาจฝ่ายเดียวของฝ่ายปกครองบังคับต่อเอกชน ดังนั้น จึงต้องเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นหน้าที่ของผู้ออกคำสั่งหรือผู้บังคับบัญชาที่จะต้องดำเนินการให้คำสั่งดังกล่าวมีความชอบด้วยกฎหมายด้วย โดยหากปรากฏว่าคำสั่งนั้นมีข้อบกพร่องประการใด ผู้ออกคำสั่งหรือผู้บังคับบัญชาอาจเยียวยา แก้ไขเพิ่มเติม หรือเพิกถอนคำสั่งนั้นได้ นอกจากนี้ หากพิจารณาเงื่อนไขของการใช้อำนาจเยียวยาแก้ไขและการพิจารณาใหม่รวมถึงการเพิกถอนคำสั่งเองตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 แล้ว จะเห็นได้ว่า กฎหมายดังกล่าวมิได้ระบุไว้แต่อย่างใดว่า หากมีการฟ้องคดีต่อศาลแล้ว จะเป็นการตัดอำนาจในการเยียวยาแก้ไขและการขอให้พิจารณาใหม่ หรือเพิกถอนคำสั่งทางปกครอง ดังนั้น จึงเห็นว่าแม้จะมีการฟ้องคดีต่อศาลปกครองก็ไม่เป็นการตัดอำนาจดังกล่าวของเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด” สำหรับกรณีที่หารือมานี้เป็นคดีที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลยุติธรรมซึ่งคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองมีความเห็นว่าไม่เป็นการตัดอำนาจของฝ่ายปกครองในการพิจารณาคำขอให้พิจารณาใหม่เช่นเดียวกัน

กรณีที่คำสั่งทางปกครองมีผลบังคับผูกพันเป็นเด็ดขาด ไม่อุทธรณ์คำสั่ง ก็สามารถขอให้พิจารณาใหม่หรือเจ้าหน้าที่เพิกถอนคำสั่งของตนเองได้

คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) เรื่องเสร็จที่ 289/2545 สำหรับการขอให้พิจารณาใหม่นั้น เป็นวิธีการที่พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 กำหนดไว้เพื่อเป็นอีกช่องทางหนึ่งให้เจ้าหน้าที่ของรัฐสามารถเพิกถอนหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำสั่งทางปกครองได้หากเกิดกรณีที่เข้าเงื่อนไขตามที่กำหนดไว้ นอกเหนือไปจากการเพิกถอนคำสั่งทางปกครองด้วยตนเองตามที่บัญญัติไว้ในส่วนที่ 6 (มาตรา 49 ถึงมาตรา 53) ดังนั้น แม้ผู้รับคำสั่งไม่สามารถใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ แต่ก็อาจขอให้พิจารณาใหม่ได้หากเข้าเงื่อนไขตามที่กฎหมายกำหนดไว้ดังกล่าวข้างต้น ซึ่งตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในข้อหารือ การที่ผู้รับคำสั่งกล่าวอ้างว่า มิได้เป็นผู้สั่งซื้อกระดาษและในขณะเช่าอาคารตนยังมิได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนั้นหากเป็นความจริงเจ้าหน้าที่ผู้ออกคำสั่งก็สามารถใช้วิธีการของ "การขอให้พิจารณาใหม่" ตามมาตรา 54 (4) เพื่อเพิกถอนหรือแก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งนั้นได้

ผลของการเพิกถอนคำสั่งเดิมกับการพิจารณาคดีของศาลปกครองที่ได้ฟ้องไว้แล้ว

ผลของการทบทวนคำสั่งทางปกครองใหม่ หากเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองได้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ เป็นวัตถุแห่งคดีที่พิพาทอยู่ในศาลแล้ว เมื่อศาลต้องพิจารณาพิพากษาในวัตถุแห่งคดี (object) หากวัตถุแห่งคดีสิ้นผลไปแล้วก็ไม่มีเหตุที่ศาลจะต้องออกคำบังคับตามตามมาตรา 72 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ อีกต่อไป ก็ต้องจำหน่ายคดีออกไป แต่ถ้ายืนยันในคำสั่งเดิมศาลก็ต้องพิจารณาคดีต่อไป
คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 631/2558 ข้อเท็จจริงปรากฏในภายหลังว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้มีประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรื่อง การกำหนดตำแหน่งและการคัดเลือกเพื่อแต่งตั้งข้าราชการสำนักงาน ป.ป.ช. พ.ศ. 2550 โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา จึงมีผลทำให้หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกเพื่อเลื่อนข้าราชการสำนักงาน ป.ป.ช. ขึ้นแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในระดับที่สูงขึ้นตามมติคณะกรรมการ ป.ป.ช. เดิมถูกยกเลิกไปศาลจึงไม่จำต้องมีคำบังคับให้เพิกถอนแต่อย่างใด
คำสั่งศาลปกครองสูงสุด ที่ 219/2559 เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงตามคำให้การของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และเทศบาลตำบลเขื่อนอุบลรัตน์ (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) ว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นได้มีหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ในเขตเทศบาลหรือราชการส่วนท้องถิ่นในจังหวัดขอนแก่นให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ทราบว่า คำสั่งทั้งสองคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่พิพาทในคดีนี้ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากการแจ้งคำสั่งไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรา 47 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 และใช้แบบคำสั่งไม่ถูกต้องตามข้อ 2 ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2528) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงมีหนังสือเพิกถอนคำสั่งทั้งสองคำสั่ง พร้อมทั้งแจ้งผลการเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวให้ผู้ฟ้องคดีทราบแล้ว ดังนั้น เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีคัดค้านหรือทักท้วงว่าคำสั่งข้างต้นยังไม่ถูกเพิกถอน การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เพิกถอนคำสั่งที่พิพาททั้งสองคำสั่ง จึงมีผลให้คำสั่งดังกล่าวสิ้นผลไป เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้จึงหมดสิ้นไป ไม่มีกรณีที่ศาลจะต้องออกคำบังคับตามคำขอของผู้ฟ้องคดีอีก
คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ คบ.91/2558 ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฏว่า ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลปกครองชั้นต้น ผู้ถูกฟ้องคดีได้ออกประกาศ ก.พ.อ. เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการเลื่อนเงินเดือนข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. 2554 ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2554 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2554 และให้ยกเลิกประกาศ ก.พ.อ. เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการเลื่อนเงินเดือนข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. 2553 ลงวันที่ 22 ธันวาคม 2553 ซึ่งเป็นเหตุแห่งข้อพิพาทและวัตถุแห่งการฟ้องคดีนี้แล้ว เหตุอันเป็นข้ออ้างในการฟ้องคดีนี้จึงหมดสิ้นไปแล้ว อีกทั้งไม่มีวัตถุแห่งการฟ้องคดีที่ศาลจะกำหนดคำบังคับให้เพิกถอนตามมาตรา 72 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ กรณีจึงไม่มีเหตุที่ศาลจะต้องพิจารณาเพื่อมีคำพิพากษาในประเด็นที่เป็นเนื้อหาแห่งคดีนี้อีกต่อไป

 

อ้าอิง เพจหลักกฎหมายปกครองวันละเรื่อง





การทบทวนคำสั่งทางปกครองโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง เมื่อคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลปกครอง | สาระความรู้ บทความกฎหมาย ที่น่าสนใจ ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม

จำนวนผู้ชม : 27 ครั้ง
ลงวันที่ 29/10/2018 18:05:28





ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน



ผู้ใช้งานเข้าสู่ระบบ





เลือกประเภท:





[สนใจ ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ คลิก!]

ลืม Username/Password?

กรุณาเข้าระบบก่อนใช้งานทุกครั้ง


ค้นหากฎหมาย ทั่วโลก

ระบุ คำค้น เช่น law, ฎีกา, ศาล, อาญา..

เตรียมสอบเนติ วิแพ่ง อัพเดท

เตรียมสอบเนติ วิอาญา อัพเดท

ค้นหา ฎีกาเด่น 3 สนาม*

คำค้น :
ระบุ เช่น ละเมิด, หนี้, ทรัพย์ ,288

กลุ่มสังคมออนไลน์

      


ผู้ใช้งานในระบบ/สนับสนุน 22236 คน


ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์