หัวข้อ : คดีที่ราษฎรเป็นโจทก์ กระบวนพิจารณาเป็นอย่างไร โจทก์ต้องทำอย่างไร?จำเลยจะต่อสู้อย่างไร
หมวดหมู่ : (เกร็ดฎีกา) สู้คดีอย่างไร ไม่ให้พลาด
รายละเอียด : รวมข้อมูล เกี่ยวกับการต่อสู้คดี (เกร็ดฎีกา) สู้คดีอย่างไร ไม่ให้พลาด ประเด็นที่่น่าสนใจ อื่นๆ



คดีที่ราษฎรเป็นโจทก์

กระบวนพิจารณาเป็นอย่างไร โจทก์ต้องทำอย่างไร จำเลยจะต่อสู้อย่างไร

 

ทบทวนหลักกฎหมาย ป.วิ.อ. จากคำพิพากษาศาลฎีกา

ศึกษาวิเคราะห์จากคำพิพากษาฎีกาที่ 3310/2557

ป.วิ.อ. มาตรา 158(7) รายมือชื่อโจทก์ ผู้เรียง ผู้พิมพ์

มาตรา 161 การตรวจฟ้อง

ข้อเท็จจริง

1. นาย ส. ซึ่งเป็นราษฎรเป็นโจทก์ยื่นฟ้องคดีอาญาขอให้ศาลลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 157

1.1 การจะนำคดีไปยื่นฟ้องผู้ใดเป็นจำเลยในคดีอาญา ผู้ที่จะเป็นโจทก์ต้องพิจารณาเรื่องเขตอำนาจศาล ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 22, 23, 24 ก่อน (โปรดอ่านตัวบทดังกล่าวก่อน)

1.2 ในทางปฏิบัติกรณีราษฎรเป็นโจทก์เมื่อนำคำฟ้องมายื่นที่ศาล ศาลก็จะสั่งคำฟ้องของโจทก์ทำนองว่า “สำเนาคำฟ้องให้จำเลย นัดไต่สวนมูลฟ้อง ให้โจทก์นำส่งหมายนัดภายในเจ็ดวัน ถ้าส่งไม่ได้ให้แถลงต่อศาลภายในสามวันนับแต่ส่งไม่ได้” (การสั่งเช่นนี้ของศาลเป็นไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 162(1) และมาตรา 165 วรรคสาม)

1.3 ในส่วนของศาลนั้น ในชั้นตรวจคำฟ้องศาลจะพิจารณาเรื่องเขตศาลตาม ป.วิ.อ. มาตรา 22, 23, 24 นอกจากนี้ศาลก็ยังจะต้องตรวจอำนาจฟ้องของโจทก์ว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2(4), มาตรา 5 มาตรา 6 และมาตรา 28

1.4 การตรวจคำฟ้องของโจทก์ที่นำมายื่นต่อศาล ศาลจะให้ ป.วิ.อ. มาตรา 158 เป็นหลักในการพิจารณา สรุปได้ว่า

        (1) ถ้าฟ้องไม่ถูกต้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 ศาลก็จะสั่งโจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องหรือยกฟ้องหรือไม่ประทับฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 161

         (2) ถ้าฟ้องไม่ระบุสถานที่เกิดเหตุ ศาลสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องได้ (ฎีกา 1276/2492 ประชุมใหญ่) ถ้าโจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง ศาลก็จะพิพากษายกฟ้อง (ฎีกา 1526/2522)

         (3) ถ้าฟ้องโจทก์บรรยายฟ้องขาดองค์ประกอบของความผิด ฟ้องเคลือบคลุม ศาลจะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องไม่ได้ ศาลต้องพิพากษายกฟ้องเท่านั้น (ฎีกา 288/2515)

1.5 ในคดีราษฎรเป็นโจทก์ กฎหมายบังคับว่าต้องไต่สวนมูลฟ้องก่อนแต่ถ้าคดีนั้นพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องจำเลยด้วยข้อหาอย่างเดียวกันด้วย ก็ไม่จำเป็นต้องไต่สวนมูลฟ้องก่อน (ฎีกา 4007/2530)

1.6 การไต่สวนมูลฟ้องคดีราษฎรเป็นโจทก์ จำเลยจะมาฟังการไต่สวนหรือไม่มาก็ได้ และจำเลยมีสิทธิแต่งตั้งทนายความเข้าซักค้านพยานโจทก์รวมทั้งมีสิทธิยื่นส่งเอกสารประกอบการถามค้านได้ และแถลงการณ์ใดๆ ได้ เพราะ ป.วิ.อ. มาตรา 171 ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณามาใช้โดยอนุโลมซึ่งศาลฎีกาวางหลักเกี่ยวกับการไต่สวนมูลฟ้องไว้ดังนี้

คำพิพากษาฎีกาที่ 644/2536

ป.วิ.อ. มาตรา 162, 176, 185

ศาลมีอำนาจพิจารณาพยานหลักฐานที่ปรากฏอยู่ในสำนวนทั้งหมดการที่ศาลชั้นต้นสั่งคดีมีมูลแทนที่จะสั่งยกฟ้องโจทก์เสียในชั้นไต่สวนมูลฟ้องก็เป็นเพียงแต่ให้รับคำฟ้องไว้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปเท่านั้น แต่ในชั้นพิจารณาเมื่อปรากฏจากพยานหลักฐานชั้นไต่สวนมูลฟ้องว่า การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดดังโจทก์ฟ้อง ศาลก็มีอำนาจยกฟ้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185

 

คำพิพากษาฎีกาที่ 2757/2544

ป.วิ.อ. มาตรา 39, 162

ในคดีที่ราษฎรเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นจะพิพากษายกฟ้องโดยไม่นัดไต่สวนมูลฟ้อง หรือนัดไต่สวนมูลฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้องโดยไม่ไต่สวนมูลฟ้อง หรือไต่สวนมูลฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้องก็ได้ทั้งสิ้น เพราะเป็นดุลพินิจในการดำเนินกระบวนพิจารณาให้คดีเสร็จสิ้นไปโดยเร็วและชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอที่จะวินิจฉัยชี้ขาดได้ และมีคำสั่งให้งดการไต่สวนมูลฟ้องและนัดฟังคำสั่งหรือคำพิพากษาไป ย่อมมีอำนาจกระทำได้

คดีอาญาเรื่องก่อน โจทก์และจำเลยทั้งแปดเป็นคู่ความรายเดียวกับคดีนี้โดยโจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งแปดร่วมกระทำความผิดในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เช่นเดียวกับคดีนี้ซึ่งคดีก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งในชั้นตรวจคำฟ้องว่า "การกระทำของจำเลยทั้งแปดตามคำฟ้องของโจทก์ ไม่ปรากฏว่าเป็นการไม่ชอบด้วยหน้าที่โดยทุจริต หรือเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือผู้อื่นที่จะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 อย่างไรพิพากษายกฟ้อง" เท่ากับศาลชั้นต้นพิเคราะห์แล้วว่าการกระทำของจำเลยทั้งแปดตามที่โจทก์ฟ้องไม่เป็นความผิด ซึ่งเป็นการยกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 ถือว่าศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยชี้ขาดในเนื้อหาการกระทำและมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว โจทก์ฟ้องคดีนี้อีกจึงเป็นฟ้องซ้ำ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(4)

 

คำพิพากษาฎีกาที่ 2046/2525

ป.วิ.อ. มาตรา 165

ในคดีอาญาที่ราษฎรเป็นโจทก์ ก่อนศาลประทับฟ้อง จำเลยยังไม่มีฐานะเป็นคู่ความ การที่ศาลอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำสั่งใหม่ ตามรูปคดีเป็นเรื่องระหว่างศาลกับโจทก์ จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

1.7 ในวันนัดไต่สวนมูลฟ้องถ้าโจทก์ไม่มาตามนัด ศาลต้องพิพากษายกฟ้อง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 166 (จะสั่งทิ้งฟ้องหรือสั่งขาดนัดพิจารณาไม่ได้) ให้พิจารณาศึกษาจากฎีกาต่อไปนี้

คำพิพากษาฎีกาที่ 1574/2525

ป.วิ.อ. มาตรา 15, 166 วรรคหนึ่ง, 192

ในกรณีที่โจทก์ไม่มาศาลในวันนัดไต่สวนมูลฟ้อง นั้นประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 166 วรรคแรกได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้วว่าให้ศาลยกฟ้องเสียจึงจะนำบทบัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการทิ้งฟ้องมาใช้บังคับในกรณีนี้หาได้ไม่ฉะนั้นที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าโจทก์ไม่มาศาลโดยไม่มีเหตุถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้องให้จำหน่ายคดีจึงไม่ชอบด้วยวิธีพิจารณา

ในวันนัดไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์ไม่มาศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าโจทก์ทิ้งฟ้องให้จำหน่ายคดี ศาลอุทธรณ์เห็นว่าศาลชั้นต้นได้อนุญาตให้เลื่อนวันนัดไต่สวนมูลฟ้องไปแล้วโจทก์จึงไม่ขาดนัด แต่เห็นว่าผลของคำสั่งนั้นถูกต้องแล้วเพราะศาลชั้นต้นให้เวลาโจทก์สืบหาที่อยู่ของจำเลยตามที่ขอจนครบกำหนดแล้วโจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลกำหนดจึงต้องถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง ดังนี้ การที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าคำสั่งศาลชั้นต้นไม่ชอบเฉพาะแต่เหตุที่อ้างส่วนผลของคำสั่งถูกต้องแล้ว จึงเป็นการยกเหตุอื่นขึ้นมาอ้างแล้วพิพากษายืน ไม่ชอบด้วยวิธีพิจารณาเพราะเหตุที่ศาลอุทธรณ์ยกขึ้นอ้างดังกล่าวหาได้เป็นประเด็นขึ้นมาสู่ศาลอุทธรณ์ไม่ศาลอุทธรณ์จึงไม่มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัย

คำพิพากษาฎีกาที่ 2595/2539

ป.วิ.อ. มาตรา 166, 181

คำร้องขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 166 ประกอบมาตรา 181นั้น โจทก์จะต้องร้องขอภายใน 15 วันนับแต่วันศาลยกฟ้องมิใช่วันที่โจทก์ทราบคำสั่ง ปรากฎว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกฟ้องเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2537 โจทก์มายื่นคำร้องขอเมื่อวันที่12 ตุลาคม 2537 จึงเป็นการเกินกำหนดเวลา แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ตามที่โจทก์อ้างในคำร้องว่า ผู้รับมอบอำนาจโจทก์จดวันนัดผิดและแจ้งให้ทนายโจทก์ทราบก็ไม่ใช่เหตุที่โจทก์จะไม่ต้องยื่นคำร้องภายใน 15 วัน

คำพิพากษาฎีกาที่ 3774/2529

ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4), 166

โจทก์เคยฟ้องจำเลยทั้งสองเกี่ยวกับการกระทำตามฟ้องนี้เป็นคดีอาญามาครั้งหนึ่งแล้วซึ่งในคดีดังกล่าวโจทก์ไม่มาศาลในชั้นไต่สวนมูลฟ้องศาลชั้นต้นจึงพิพากษายกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 166 วรรคแรกคดีถึงที่สุดเช่นนี้ โจทก์จะฟ้องจำเลยทั้งสองในเรื่องเดียวกันอีกไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 166 วรรคสาม

2. ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องคดีนี้แล้ว เห็นว่าคดีมีมูลให้ประทับฟ้อง

2.1 ในทางปฏิบัติศาลจะสั่งกรณีคดีมีมูลเมื่อไต่สวนมูลฟ้องเสร็จแล้วทำนองว่า “พิเคราะห์พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบในชั้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า คดีของโจทก์มีมูล ตาม ป.อ. มาตรา 157 ให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา หมายเรียกจำเลยมาให้การในวันเดียวกันกับวันสืบพยานโจทก์”

2.2 ถ้าในวันนัดจำเลยไม่มาศาล ศาลก็จะออกหมายจับจำเลยและก็จะจำหน่ายคดีชั่วคราวจนกว่าจะจับจำเลยได้

2.3 ถ้าในวันนัดจำเลยมาศาล ทางปฏิบัติศาลจะดำเนินการเรียงตามลำดับดังนี้

(1) ศาลต้องสอบถามจำเลยเรื่องทนายความก่อนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 173

(2) เมื่อสอบถามเรื่องทนายความแล้ว จากนั้นศาลก็จะอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังและถามจำเลยว่าได้กระทำผิดหรือไม่ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 172

2.4 ในประเด็นการถามเกี่ยวกับทนายความในคดีอาญาถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมากเรื่องหนึ่ง ให้ศึกษาจากฎีกาต่อไปนี้

คำพิพากษาฎีกาที่ 6915/2544

ป.วิ.อ. มาตรา 173 วรรคสอง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 วรรคสองบัญญัติว่า "ในคดีที่มีอัตราโทษจำคุก... ก่อนเริ่มพิจารณาให้ศาลถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีและจำเลยต้องการทนายความก็ให้ศาลตั้งทนายความให้" เป็นบทบัญญัติที่ให้ความคุ้มครองแก่จำเลยในการพิจารณาคดีของศาล จึงเป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นที่จะต้องสอบถามจำเลยก่อนเริ่มพิจารณาว่ามีและต้องการทนายความหรือไม่เมื่อไม่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นได้ดำเนินการสอบถามจำเลยในเรื่องดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่มิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกระบวนพิจารณาอันเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ

คำพิพากษาฎีกาที่ 366/2534

ป.วิ.อ. มาตรา 173

คดีที่มีโทษประหารชีวิต ถ้าจำเลยไม่มีทนาย ศาลต้องตั้งทนายให้โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยต้องการทนายหรือไม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ ทั้งนี้เพื่อให้ความคุ้มครองแก่จำเลยในคดีที่มีโทษประหารชีวิตเมื่อศาลตั้งทนายให้แล้วแต่จำเลยไม่ต้องการทนายก็เป็นเรื่องของจำเลย การที่ศาลชั้นต้นไม่ตั้งทนายให้จำเลยจึงเป็นการพิจารณาที่ไม่ชอบ

คำพิพากษาฎีกาที่ 4612/2536

ป.วิ.อ. มาตรา 173 วรรคแรก

เจตนารมณ์ ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 173 วรรคแรก นั้น เพื่อให้จำเลยมีทนายช่วยเหลือในการต่อสู้คดีที่เป็นความผิดอุกฉกรรจ์ซึ่งมีอัตราโทษประหารชีวิต ดังนั้นแม้ก่อนเริ่มพิจารณาศาลชั้นต้นจะมิได้สอบถามจำเลยว่ามีทนายหรือไม่แต่ในวันสอบถามคำให้การจำเลย ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งขอแรงทนายให้จำเลย กับได้มีคำสั่งตั้งทนายที่ขอแรงไว้ก่อนเริ่มสืบพยานโจทก์ และทนายจำเลยก็ได้ทำหน้าที่ตลอดมาจนถึงที่สุดโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยเสียเปรียบในเชิงคดี ทั้งจำเลยก็มิได้เปลี่ยนแปลงคำให้การของจำเลยแต่ประการใด ถือได้ว่าจำเลยยังคงให้การรับสารภาพ จึงไม่มีเหตุจำเป็นต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นสอบถามคำให้การจำเลยอีก

3. คดีนี้ เมื่อศาลและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังแล้วและถามจำเลยว่าได้กระทำผิดหรือไม่ จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ในระหว่างการพิจารณาคดี ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้นว่า คำฟ้องโจทก์ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 เพราะไม่ปรากฏลายมือชื่อโจทก์นำคำขอท้ายฟ้องและในช่องผู้เรียงและพิมพ์

4. ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องของจำเลยแล้ว ศาลชั้นต้นจึงพิพากษายกฟ้อง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158(7) ประกอบมาตรา 161 วรรคหนึ่ง

5. โจทก์ยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นจัดการให้โจทก์ลงชื่อในคำขอท้ายฟ้องและในช่องผู้เรียงและผู้พิมพ์ให้ถูกต้องแล้วพิจารณาพิพากษาต่อไป

6. จำเลยยื่นฎีกา ซึ่งศาลฎีกาวางหลักกฎหมายเรื่องนี้ว่า

ป.วิ.อ. มาตรา 158 บัญญัติว่า ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือและมี............(7) ลายมือชื่อโจทก์ ผู้เรียง ผู้เขียนหรือพิมพ์ฟ้อง ตามฟ้องโจทก์คงปรากฏแต่เพียงลายมือชื่อผู้เรียงและพิมพ์ฟ้องเท่านั้น ไม่ปรากฏลายมือชื่อโจทก์ จึงถือเป็นฟ้องที่ไม่มีลายมือชื่อโจทก์ ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158(7) และ ป.วิ.อ. มาตรา 161 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ถ้าฟ้องไม่ถูกต้องตามกฎหมายให้ศาลสั่งโจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องหรือยกฟ้องหรือไม่ประทับฟ้อง ดังนี้ การสั่งให้โจทก์แก้หรือเพิ่มเติมฟ้องนั้นควรจะได้กระทำเสียตั้งแต่เมื่อได้สั่งให้ไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เมื่อศาลชั้นต้นได้สั่งประทับฟ้องแล้ว การที่ศาลชั้นต้นจะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องหรือไม่ประทับฟ้องตามบทบัญญัติดังกล่าวก็ล่วงเลยเวลาที่จะปฏิบัติได้ กรณีดังกล่าวศาลชั้นต้นต้องพิพากษายกฟ้องโจทก์เสีย ทั้ง ป.วิ.อ. มาตรา 161 วรรคหนึ่ง หาได้เป็นบทบัญญัติซึ่งมิได้กำหนดระยะเวลาให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แก้หรือเพิ่มเติมฟ้องให้ถูกต้องไม่ แม้คดีนี้เป็นคดีเกี่ยวเนื่องมาจากปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มีผลกระทบต่อชีวิตและสุขภาพอนามัยของคนในชุมชนที่อยู่ใกล้เคียงกับแหล่งกำเนิดมลพิษดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยก็ตาม แต่ไม่ว่าคดีที่โจทก์ฟ้องจะเป็นคดีเกี่ยวกับเรื่องใด ฟ้องโจทก์ก็ต้องชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ศาลชั้นต้นจัดการให้โจทก์ลงลายมือชื่อในคำขอท้ายฟ้องและในช่องผู้เรียงพิมพ์ให้ถูกต้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห้นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยใช้บังคับไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น”

 

หมายเหตุ

1. ในคดีอาญา ถ้าฟ้องมิได้ลงลายมือชื่อโจทก์หรือมิได้ลงชื่อผู้เรียงหรือมิได้ลงชื่อผู้พิมพ์ ซึ่งทั้ง 3 จุดนี้มีความสำคัญเท่าๆ กัน ถ้าขาดจุดใดจุดหนึ่งถือว่าเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158(7) เท่ากัน

2. เมื่อศาลยกฟ้องเพราะไม่มีลายมือชื่อโจทก์ หรือไม่มีลายมือชื่อผู้เรียง หรือผู้พิมพ์ดังกล่าวข้างต้น ศาลฎีกาได้วางหลักเพิ่มเติมว่า “กรณีเช่นนี้ถือว่า ยังไม่ได้วินิจฉัยความผิดซึ่งได้ฟ้อง จึงนำมาฟ้องใหม่ได้ ไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ มาตรา 39(4) (ฎีกา 3510/55, 5834/2530)

 

อ้างอิง เรียงพิมพ์ โดย ; ทบทวนหลักกฏหมายกับอาจารย์ประยุทธ

 





คดีที่ราษฎรเป็นโจทก์ กระบวนพิจารณาเป็นอย่างไร โจทก์ต้องทำอย่างไร?จำเลยจะต่อสู้อย่างไร | สาระความรู้ บทความกฎหมาย ที่น่าสนใจ ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม


จำนวนผู้ชม : 75 ครั้ง
ลงวันที่ 10/03/2021 23:08:38





ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน



ผู้ใช้งานเข้าสู่ระบบ





เลือกประเภท:





[วิธีชำระเงิน]
[ข้อมูลเตรียมสอบฯ คลิก!]


ลืม Username/Password?

กรุณาเข้าระบบก่อนใช้งานทุกครั้ง


ค้นหากฎหมาย ทั่วโลก

ระบุ คำค้น เช่น law, ฎีกา, ศาล, อาญา..

เตรียมสอบเนติ วิแพ่ง 2/74

เตรียมสอบเนติ วิอาญา 2/74

ค้นหา ฎีกาเด่น 3 สนาม*

คำค้น :
ระบุ เช่น ละเมิด, หนี้, ทรัพย์ ,288

กลุ่มสังคมออนไลน์

      


ผู้ใช้งานในระบบ/สนับสนุน 24837 คน


sitemap.xml