หัวข้อ : สรุปคำบรยรยายมรดก เนติ สมัย 1/67 ครั้งที่ 3
หมวดหมู่ : สกัดหลัก กฎหมายแพ่ง ฎีกาเด่น 5ดาว (เตรียมสอบ 3 สนาม)







รวมคำพิพากษาฎีกาเนติบัณฑิต สมัย 1/67 วิชามรดก

บรรยายโดย อาจารย์กีรติ กาญจนรินทร์  วันที่ 9 มิถุนายน 2557 ครั้งที่ 3

---------------------------------

ข้อมูลชุดสรุปคำบรรยาย แบ่งปัน เผยแพร่ เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา โดยคุณ Kty ning

 

บุตรที่มีสิทธิ์รับมรดกอันจะถือว่าเป็นทายาท ได้แก่ 
1. บุตรชอบด้วยกฎหมาย
2. บุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้วตามมาตรา 1627
3. บุตรบุญธรรม ตามมาตรา 1627
4. บุตรที่ศาลพิพากษาว่าเป็นบุตรของชายที่มีการฟ้องภายในอายุความมรดก ตามมาตรา 1558
1. บุตรชอบด้วยกฎหมาย กรณีเป็นบุตรของมารดานั้นไม่ว่ามารดาจะสมรสกับบิดาหรือไม่ย่อมเป็นไปตามมาตรา 1546 ซึ่งบัญญัติว่าเด็กเกิดแต่หญิงที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับชายให้ถือว่าเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของหญิงนั้น กรณีบุตรของบิดาหากบิดาไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับมารดาแล้วย่อมเป็นบุตรนอกกฎหมายของบิดา อย่างไรก็ตามบุตรนอกสมรสของบิดาอาจเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของบิดาได้ 3 กรณี ตามมาตรา 1547 คือ

1. เมื่อบิดามารดาสมรสกันภายหลัง ซึ่งจะมีผลเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายนับแต่วันที่เด็กเกิด ตามมาตรา 1557

2. เมื่อบิดาจดทะเบียนว่าเป็นบุตร ซึ่งจะมีผลเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายนับแต่วันที่เด็กเกิด ตามมาตรา 1557 ในกรณีนี้เมื่อจดทะเบียนเด็กเป็นบุตรแล้วจะถอนไม่ได้ ตามมาตรา 1559
3. เมื่อศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร ซึ่งจะมีผลเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายนับแต่วันที่เด็กเกิด ตามมาตรา 1557 เช่นกัน
กรณีฟ้องขอให้รับเด็กเป็นบุตรภายในอายุความมรดก แม้ศาลจะพิพากษาว่าเป็นบุตรหลังจากเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย เด็กนั้นก็มีสิทธิ์รับมรดกของชายเจ้ามารดกในฐานะทายาทโดยธรรม ตามมาตรา 1558

คำพิพากษาฎีกาที่ 1196/2538 
การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำคัดค้านว่าผู้คัดค้านที่1อยู่กินฉันสามีภริยากับผู้ตายและผู้คัดค้านที่2เป็นบุตรของผู้ตายซึ่งเกิดจากผู้คัดค้านที่1ขอให้ยกคำร้องขอและตั้งผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกนั้นแม้ต่อมาผู้คัดค้านทั้งสองจะขอถอนคำคัดค้านก็เพียงทำให้ข้อพิพาทระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านระงับไปหาทำให้คำคัดค้านทั้งหมดรวมตลอดถึงเอกสารที่แนบมาไม่มีผลต่อคดีไม่เพราะผู้คัดค้านไม่ได้ยอมรับด้วยว่าคำคัดค้านพร้อมเอกสารที่เสนอต่อศาลไม่ถูกต้องทั้งเอกสารหลักฐานต่างๆที่ผู้คัดค้านทั้งสองเสนอต่อศาลภายหลังยื่นคำคัดค้านก็ไม่ได้มีการเพิกถอนจึงรับฟังประกอบการพิจารณาคำร้องขอของผู้ร้องได้ แม้ผู้คัดค้านที่2จะเพิ่งคลอดและศาลมีคำสั่งภายหลังผู้ตายถึงแก่ความตายประมาณ8เดือนว่าผู้คัดค้านที่2เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายก็ตามผู้คัดค้านที่2ก็มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายในฐานะทายาทโดยธรรมย้อนหลังไปถึงวันที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1558วรรคแรกและเป็นทายาทโดยธรรมลำดับที่1ผู้ร้องเป็นเพียงน้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ตายจึงไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตายและมิได้เป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกเพราะผู้มีส่วนได้เสียตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1713หมายถึงผู้ได้รับประโยชน์จากทรัพย์มรดกโดยตรงมาตั้งแต่ต้นขณะเจ้ามรดกถึงแก่ความตายหาใช่เกิดขึ้นในภายหลังตามสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อระงับข้อพิพาทระหว่างคู่กรณีไม่ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิร้องขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกได้

บุตรเกิดจากชายหญิงที่อยู่กินเป็นสามีภริยากัน ก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บังคับถือเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของชาย

คำพิพากษาฎีกาที่ 1170/2510
ได้เสียเป็นสามีภริยากันก่อนประกาศใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 5 และบรรพ 6 ความเป็นสามีภริยาและบุตรต้องบังคับตามกฎหมายลักษณะผัวเมียซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะนั้น เมื่อได้ความว่าชายหญิงได้อยู่กินเป็นสามีภริยาโดยเปิดเผยเป็นที่รู้กันทั่วๆไปว่าเป็นสามีภริยากัน ก็ถือได้ว่าเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย บุตรที่เกิดมาจึงเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของสามี ย่อมมีสิทธิรับมรดกของสามี

การเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของบิดาย่อมเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1536, 1537 และ 1538 แต่ตามมาตราดังกล่าวเป็นเพียงบทสันนิฐานของกฎหมายเท่านั้นแต่ไม่ใช่บทสันนิฐานเด็ดขาด สามารถนำสืบหักล้างได้ ดังนั้นชายที่ต้องตามบทบัญญัติของกฎหมายว่าเป็นบิดาหรือผู้มีสิทธิ์รับมรดกร่วมกับบุตร หรือผู้จะเสียสิทธิ์รับมรดก อาจฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าไม่ใช่บุตรของชายได้ ตามมาตรา 1539 และ 1544 นอกจากนี้บุตรก็มีสิทธิ์ฟ้องปฏิเสธความเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายได้ ตามมาตรา 1545 ฎีกาที่ 1048/2492 อนึ่งเมื่อมีคำพิพากษาว่าเด็กเป็นบุตรของชายแล้วภายหลังจะมีการฟ้องร้องขอว่าเด็กไม่ใช่บุตรเป็นบุตรของชายอีกไม่ได้

ฎีกาที่ 5716/2533
คำสั่งศาลที่ว่าจำเลยเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของ ช. ผู้ตายมีผลทำให้ผู้ตายและจำเลยมีฐานะเป็นบิดาและบุตรชอบด้วยกฎหมายนับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1557(3) การที่จำเลยจะเกิดสิทธิรับมรดกของผู้ตายย้อนหลังไปถึงวันที่ผู้ตายถึงแก่กรรมหรือไม่ เป็นผลอันเกิดจากบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1558 หาได้มีผลมาจากคำพิพากษาในคดีก่อนไม่ เมื่อไม่มีบทกฎหมายสารบัญญัติใดให้สิทธิฟ้องขอเพิกถอนคำพิพากษาดังกล่าวว่าเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายไว้เช่นกรณีอื่น จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสองถูกจำเลยโต้แย้งสิทธิในการรับมรดกของผู้ตาย โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้อง.

การสมรสที่เป็นโมฆะ ตามมาตรา 1449 มาตรา 1450 มาตรา 1452 และมาตรา 1458 กับการสมรสที่เป็นโมฆียะ ตามมาตรา 1448 มาตรา 1505 ถึงมาตรา 1507 และมาตรา 1409 ไม่มีผลต่อความเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายในการเป็นทายาท คงใช้บทสันนิฐานตามมาตรา 1536 มาตรา 1537 และมาตรา 1538 พิจารณาเท่านั้น

บุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้ว หมายถึง มีพฤติการณ์ที่แสดงว่าเป็นบุตร การจดทะเบียนว่าเป็นบุตร ตามมาตรา 1547 มิใช่การรับรองบุตร ตามมาตรา 1627

--------------
แบ่งปันข้อมูล เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เตรียมสอบ 3 สนาม ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม
--------------

คำพิพากษาฎีกาที่ 1601/2492 
บุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1627 นั้น มีสิทธิเพียงที่จะได้รับมรดกในฐานเป็นผู้สืบสันดานตาม มาตรา 1629(1) เท่านั้น
สิทธิที่บุตรจะได้รับจากบิดาในกรณีที่บุตรต้องขาดอุปการะ เพราะมีผู้ทำให้บิดาตนถึงแก่ความตายนั้น จะต้องเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายมาแต่แรก มิฉะนั้นก็ต้องเข้าในบทบัญญัติแห่งมาตรา 1526 คือ ต่อมาบิดามารดาได้สมรสกันหรือบิดาได้จดทะเบียนว่าเป็นบุตร หรือศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร
มาตรา 1524 เป็นเรื่องพิสูจน์ว่าเป็นบุตรในกรณีที่บิดาได้สมรสกันโดยถูกต้องแล้ว เป็นคนละเรื่องกับมาตรา 1627 บุตรที่บิดารับรองโดยทะเบียนคนเกิดและโดยเปิดเผยย่อมสมบูรณ์ตามมาตรา 1627 มีสิทธิในฐานะผู้สืบสันดาน ย่อมฟ้องเรียกค่าทำศพบิดาจากผู้ที่ทำให้บิดาตนถึงแก่ความตายได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 226/2501
บุตรนอกกฎหมายนั้นเมื่อมีพฤติการณ์แสดงออก เช่น บิดาได้เลี้ยงดู ให้เจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่จดทะเบียนว่าเป็นบุตรของตน และให้ใช้นามสกุล เช่นนี้ แล้วย่อมเป็นการแสดงว่าบิดาได้รับรองแล้วตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627 ไม่จำเป็นต้องไปจดทะเบียนตาม พระราชบัญญัติจดทะเบียนครอบครัวซึ่งผิดกับกรณีที่จะจดทะเบียนเด็กให้เป็นบุตรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1527 และพระราชบัญญัติจดทะเบียนครอบครัว พ.ศ.2478 มาตรา 19
บุตรที่บิดารับรองแล้ว ตามมาตรา 1627 ยังไม่ถือเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายมีสิทธิ์เพียงรับมรดกเท่านั้น ไม่มีสิทธิ์และหน้าที่ในทางครอบครัวต่อบิดา ต่างจากบุตรที่บิดาจดทะเบียนว่าเป็นบุตร ตามมาตรา 1547 ถือว่ามีสิทธิ์และหน้าที่ในทางครอบครัวต่อกันและกัน เช่น มีสิทธิ์ได้รับการอุปการะเลี้ยงดูจากบิดาขณะที่เป็นผู้เยาว์ ทั้งอยู่ในอำนาจปกครองของบิดาขณะที่เป็นผู้เยาว์ และมีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูบิดา

คำพิพากษาฎีกาที่ 345/2511
บุตรไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากผู้ฆ่าบิดา(อ้างฎีกา 601/2492,1259/2506)
พฤติการณ์ที่รู้กันอยู่ทั่วไปว่าเป็นบุตร(ชอบด้วยกฎหมาย) ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1524 เป็นเพียงมูลกรณีให้ฟ้องเพื่อให้ศาลพิพากษาว่าเด็กเป็นบุตรเท่านั้นไม่ทำให้เด็กที่เกิดมาเป็นบุตรของชายที่เกี่ยวข้องกับมารดาเด็ก
บุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627 มีสิทธิเพียงจะได้รับมรดกในฐานะผู้สืบสันดานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629(1) เท่านั้น ส่วนสิทธิอย่างอื่นที่บุตรจะพึงได้รับจากบิดา เช่นสิทธิที่จะได้รับความอุปการะเลี้ยงดูจะต้องเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายมาแต่แรกหรือต้องเป็นกรณีที่เข้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1526

พฤติการณ์ที่ถือว่าบิดารับรองบุตรนอกกฎหมาย เช่น แต่งงานไม่จดทะเบียน ชายเป็นผู้แจ้งเกิดอุปการะเลี้ยงดูให้ใช้นามสกุลตามทะเบียนบ้านระบุว่าเป็นบิดา หรือบอกกับคนทั่วไปว่าเด็กเป็นบุตร เป็นต้น

ฎีกาที่ 6896/2549 ค้นไม่เจอ

ทารกมรครรภ์มารดาที่บิดารับรองโดยพฤติการณ์แล้วย่อมมีสิทธิ์รับมรดกเช่นกัน ดังที่มาตรา 15 วรรค 2 บัญญัติ คำพิพากษาฎีกาที่ 341/2502 แต่หากไม่มีพฤติการณ์ว่าได้มีการรับรองทารกในครรภ์มารดาหรือไม่โอกาสที่จะรับรองแล้วไม่ถือว่าเป็นทารกในครรภ์มารดาที่บิดารับรองแล้ว

คำพิพากษาฎีกาที่ 320/2496
หญิงชายได้เสียอยู่กินด้วยกันแต่มิได้จดทะเบียนสมรสการสมรสย่อมไม่สมบูรณ์ จะเรียกว่าเป็นสามีภริยากันไม่ได้และบุตรที่เกิดจากหญิงนั้นก็มิใช่บุตรอันชอบด้วยกฎหมายของชายนั้นและเมื่อชายนั้นตายเสียในระหว่างหญิงตั้งครรภ์ เมื่อบุตรนั้นคลอดออกมา ชายนั้นก็ไม่มีโอกาสจะรับรองเด็กนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1627 ได้เด็กนั้นจึงไม่ใช่บุตรที่บิดาได้รับรองแล้ว จึงย่อมไม่มีสิทธิจะได้รับมรดกจากชายนั้น ในฐานะผู้สืบสันดาน

บุตรบุญธรรม 
บุตรบุญธรรมที่จะมีสิทธิ์รับมรดกจะต้องเป็นบุตรบุญธรรมตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1599/19 ถึงมาตรา 1598/37 ซึ่งจะเป็นบุตรบุญธรรมที่สมบูรณ์ต่อเมื่อได้จดทะเบียนตามกฎหมาย และถ้าผู้บุตรจะเป็นบุญธรรมนั้นเป็นผู้เยาว์จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมก่อน ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1598/27

การที่บุคคลใดนำบุคคลหนึ่งมาเลี้ยงดูอย่างบุตรหรือแจ้งในทะเบียนสมโนครัวว่าเป็นบุตร ก็ไม่ถือว่าเป็นบุตรบุญธรรมอันจะมีสิทธิและหน้าที่ตามมาตรา 1598/28 หรือมีสิทธิ์รับมรดกตามมาตรา 1627 แต่อย่างใด 
คำพิพากษาฎีกาที่ 431/2485
ไม่ปรากฏว่าผู้รักษาทรัพย์มรดกได้รักษาไว้แทนตน. ดังนี้จะฟ้องเรียกเมื่อเกิน 1 ปีแล้วไม่ได้. ขาดอายุความ. บุตรบุญธรรมที่จะมีสิทธิได้รับมรดกต้องได้จดทะเบียนตามกฎหมายไว้. การลงทะเบียนสำมะโนครัวว่าเป็นบุตร ไม่ถือว่าเป็นการจดทะเบียนบุตรบุญธรรมตามกฎหมาย.

บุตรบุญธรรมก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ไม่มีสิทธิ์รับมรดก ดังนั้นบุตรบุญธรรมตามกฎหมายเก่าที่ไม่ได้จดทะเบียนเป็นบุตรบุญธรรม เมื่อใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้วจึงไม่มีสิทธิ์รับมรดก

คำพิพากษาฎีกาที่ 1148/2481 ประชุมใหญ่ 
บุตร์บุญธรรมก่อนใช้ประมวลแพ่ง ฯ บรรพ 5 ซึ่งผู้รับบุตร์บุญธรรมมิได้จดทะเบียนเป็นบุตร์บุญธรรมตามมาตรา 1585 แห่งประมวลแพ่ง ฯ ไม่มีสิทธิได้รับมฤดกของผู้รับบุตร์บุญธรรมซึ่งถึงแก่ความตายภายหลังที่ใช้บรรพ 5 แล้ว (และคำพิพากษาฎีกาที่ 507/2509 ประชุมใหญ่)
นอกจากนี้บุตรบุญธรรมยังมีสิทธิ์รับมรดกของบิดามารดาของตนด้วย ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 1598/28 ส่วนผู้รับบุตรบุญธรรมไม่มีสิทธิ์รับมรดกของบุตรบุญธรรมในฐานะทายาทโดยธรรม ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 1598/29 อย่างไรก็ตามผู้รับบุตรบุญธรรมเป็นทายาทของบุตรบุญธรรมในฐานะทายาทผู้รับพินัยกรรมได้ การเป็นบุตรบุญธรรมของผู้รับบุตรบุญธรรมหลายคนย่อมสามารถทำได้ หากคนที่จะเป็นบุตรบุญธรรมนั้นมิใช่ผู้เยาว์อยู่ในขณะจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมในครั้งหลัง แต่ถ้าผู้เยาว์เป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลใดอื่นแล้วจะเป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลอื่นอีกไม่ได้ เว้นแต่ผู้รับบุตรบุญธรรมครั้งหลังจะเป็นคู่สมรสของผู้รับบุตรบุญธรรมครั้งแรก ตามมาตรา 1598/26 วรรค 1 ดังนั้นหากบุคคลหลายคนรับบุคคลคนเดียวกันเป็นบุตรบุญธรรม และการรับบุตรบุญธรรมนั้นถูกต้องตามที่กฎหมายบัญญัติ ทั้งไม่ขัดต่อบทบัญญัติมาตรา 1598/26 วรรค 1และผู้เป็นบุตรบุญธรรมนั้นมีสิทธิ์รับมรดกของผู้รับบุตรบุญธรรมทุกคน แต่ถ้าบุตรบุญธรรมฝ่าฝืนมาตรา 1598/26 การรับบุตรบุญธรรมครั้งหลังก็ไม่มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย

คำพิพากษาฎีกาที่ 2621 - 2622/2531 
การที่ ป. กับผู้ตายอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาโดยไม่จดทะเบียนสมรส จึงไม่เป็นคู่สมรสกันตามกฎหมาย ฉะนั้นเมื่อป. และผู้ตายได้จดทะเบียนรับผู้คัดค้านเป็นบุตรบุญธรรมในวันเดียวกัน โดย ป. จดทะเบียนก่อนผู้ตาย ผู้คัดค้านย่อมเป็นบุตรบุญธรรมของ ป. ก่อนแล้ว จะเป็นบุตรบุญธรรมของผู้ตายอีกในขณะเดียวกันไม่ได้ ต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 1598/26การจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมของผู้ตายจึงไม่สมบูรณ์ ไม่มีผลตามกฎหมาย ผู้คัดค้านไม่ใช่ทายาทของผู้ตายไม่มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดก ย่อมไม่มีสิทธิร้องขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกหรือถอนผู้จัดการมรดกของผู้ตาย.

บิดามารดา บิดามารดาเป็นทายาทโดยธรรมลำดับ 2 ตามมาตรา 1629 อนุ 2 มารดาย่อมเป็นมารดาชอบด้วยกฎหมายของบุตรเสมอ แต่บิดานั้นหากไม่ได้จดทะเบียนกับมารดา หรือไม่ได้จดทะเบียนว่าเด็กเป็นบุตร หรือไม่มีคำพิพากษาว่าเด็กเป็นบุตรก็ถือไม่ได้ว่าเป็นบิดาชอบด้วยกฎหมายอันจะเป็นจะเป็นทายาทโยธรรมลำดับสอง คำพิพากษาฎีกาที่ 1690/2493 บิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอาจกลับเป็นบิดาชอบด้วยกฎหมายเมื่อมีกรณีตามมาตรา 1547 และต้องถือว่าเป็นบิดาชอบด้วยกฎหมายตั้งแต่เด็กเกิดเช่นกัน

คำพิพากษาฎีกาที่ 1487/2525 
โดยสายโลหิตแล้วโจทก์เป็นบิดาที่แท้จริงของ จ. และโจทก์ยังได้จดทะเบียนรับรองว่า จ. เป็นบุตรของตนอีกขั้นหนึ่งด้วย โจทก์จึงเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของ จ.นับตั้งแต่วันจดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1557 และเป็นผู้ปกครองของ จ. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1566 โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกบุตรของตนคืนจากน้าของบุตรคือจำเลยที่ 2 ซึ่งไม่ยอมคืนบุตรให้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1567(4)
ขณะโจทก์จดทะเบียน จ. เป็นบุตรนั้น มารดาของ จ.ถึงแก่กรรมไปแล้วและขณะนั้น จ. มีอายุเพียง 1 ปีเศษมารดา จ. และ จ. จึงไม่อาจคัดค้านหรือให้ความยินยอมในการขอจดทะเบียนได้ การจดทะเบียนดังกล่าวจึงไม่ขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1548

บิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายแม้จะมีพฤติการณ์อันทำให้บุตรที่บิดารับรองแล้วมีสิทธิ์รับมรดกตามมาตรา 1627 ก็ตาม ก็หาทำให้บิดาที่รับรองบุตรนั้นเกิดสิทธิ์รับมรดกของบุตรที่ตนรับรองโดยพฤตินัย

คำพิพากษาฎีกาที่ 1271/2506 ประชุมใหญ่ 
การที่บิดากับบุตรเป็นทายาทและมีสิทธิรับมรดกซึ่งกันและกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 นั้น หมายถึงเป็นบิดาและบุตรต่อกันตามกฎหมาย มาตรา 1627 เป็นบทยกเว้นให้บุตรที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่บิดาได้รับรองแล้วมีสิทธิได้รับมรดกของบิดา จึงต้องตีความโดยเคร่งครัดมาตรานี้ให้ถือว่าบุตรนั้นเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายย่อมจะถือว่าบิดานั้นเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายไม่ได้ บิดาจึงไม่มีสิทธิรับมรดกของบุตรที่ตนได้รับรองนั้น

พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน หมายถึง พี่น้องที่กำเนิดจากบิดามารดาเดียวกันกับเจ้ามรดก โดยถือตามความเป็นจริง กล่าวคือบิดามารดาไม่ต้องจดทะเบียนสมรสกัน ดังนั้นบุตรบุญธรรมของบิดามารดาเจ้ามรดกจึงไม่ใช่พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน

--------------
แบ่งปันข้อมูล เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เตรียมสอบ 3 สนาม ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม
--------------

กรณีพี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน หมายความว่า มีบิดาคนเดียวกันแต่ต่างมารดาหรือมีมารดาคนเดียวกันแต่ต่างบิดา กรณีก็ต้องถือตามพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันคือต้องถือตามความเป็นจริง

คำพิพากษาฎีกาที่ 2740/2545 ค้นไม่เจอ

ปู่ ย่า ตา ยาย เป็นทายาทโดยธรรมลำดับ 5 หมายถึง บุพการีหรือผู้สืบสายโลหิตโดยตรงขึ้นไป

ลุง ป้า น้า อา เป็นทายาทโดยธรรมลำดับ 6 หมายถึง พี่หรือน้องของบิดาหรือมารดาเจ้ามรดก

คำพิพากษาฎีกาที่ 7005 - 7006/2555 
ตามบทบัญญัติ ป.พ.พ. มาตรา 1629 รวมทั้งบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ครอบครัวและบรรพ 6 มรดก ไม่มีข้อความใดที่บ่งชี้หรือแสดงให้เห็นว่าทายาทโดยธรรมลำดับ (3) ถึง (6) ต้องชอบด้วยกฎหมายกับมีสิทธิและหน้าที่ต่อกันในทางครอบครัวจึงจะมีสิทธิรับมรดก คงมีแต่ข้อความที่บ่งชี้ให้เห็นว่าทายาทโดยธรรมลำดับ (1) เฉพาะชั้นบุตรและ (2) เท่านั้นที่ต้องชอบด้วยกฎหมายกับมีสิทธิและหน้าที่ต่อกันในทางครอบครัวจึงจะมีสิทธิรับมรดก ทั้งนี้ตามมาตรา 1461 ถึงมาตรา 1484/1 และมาตรา 1627 ดังนั้น ไม่ว่าบิดาของผู้ตายจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ก็ไม่ใช่สาระสำคัญที่จะทำให้ความเป็นทายาทโดยธรรมลำดับ (3) พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน (4) พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน (5) ปู่ ย่า ตา ยาย (6) ลุง ป้า น้า อา ของผู้ตายเปลี่ยนแปลงไป เพราะกฎหมายมิได้กำหนดว่าการเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน ปู่ ย่า ตา ยาย และลุง ป้า น้า อา ชอบด้วยกฎหมายต้องให้บิดาของผู้ตายเป็นบิดาชอบด้วยกฎหมายหรืออย่างไรจึงถือว่าชอบด้วยกฎหมาย ดังนี้ ต้องถือความเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน ปู่ ย่า ตา ยาย และลุง ป้า น้า อา ตามความเป็นจริง เมื่อผู้คัดค้านที่ 2 เป็นน้องชายของ พ. ซึ่งเป็นบิดาของผู้ตาย ผู้คัดค้านที่ 2 จึงเป็นอาของผู้ตายอันเป็นทายาทโดยธรรมลำดับที่ (6) ของผู้ตายตามมาตรา 1629 (6) เมื่อผู้ตายไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้และไม่มีทายาทโดยธรรมลำดับ (1) ถึง (5) ผู้คัดค้านที่ 2 ย่อมมีสิทธิรับมรดกของผู้ตายตามมาตรา 1620, 1629 และ 1630

อนึ่งความเป็นลุง ป้า น้า อา นี้กฎหมายไม่ได้แยกญาติสนิทตัดญาติห่าง ดังเช่นทายาทโดยธรรมลำดับ 3 หรือทายาทโดยธรรมลำดับ 4 กล่าวคือ ลุง ป้า น้า อา ที่ร่วมแต่บิดาหรือมารดาเจ้ามรดกก็มีสิทธิ์รับมรดกพร้อมกับ ลุง ป้า น้า อา ที่ร่วมทั้งบิดามารดาเดียวกัน

คำพิพากษาฎีกาที่ 944/2491 
ช.เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดากับ ล. ซึ่งเป็นมารดาของเจ้ามรดกป. เป็นพี่น้องร่วมบิดาแต่ต่างมารดากับ ล. ดังนี้ ช. และ ป. ย่อมเป็นน้าและอาของเจ้ามรดก ทั้ง ช. และ ป. ย่อมเป็นญาติลำดับ 6 ใน มาตรา1629 เช่นเดียวกัน
ญาติลำดับ 6 ใน มาตรา 1629 นี้ กฎหมายไม่ได้แยกญาติชิดและห่างดังในลำดับ 3 และ 4
ญาติลำดับ 6 ในมาตรา 1629 ย่อมรับมรดกแทนที่กันได้ตาม มาตรา 1639

ลูกพี่ลูกน้องของบิดามารดาแม้เจ้ามรดกจะเรียกว่า ลุง ป้า น้า อา ก็ไม่ถือว่าเป็นทายาทโดยธรรมลำดับ 6 ตามมาตรา 1629 อนุ 6

คำพิพากษาฎีกาที่ 1063/2493
บิดาโจทก์เป็นเพียงพี่ร่วมมารดา(ต่างบิดา)ของยายผู้ตายถือว่า โจทก์มิใช่ ลุง ป้า น้า อา ของผู้ตาย

คู่สมรสเป็นทายาทโดยธรรมตามมาตรา 1629 วรรค 2 คู่สมรสจะได้ส่วนแบ่งมรดกมากน้อยเท่าใดขึ้นอยู่กับว่ามีทายาทโดยธรรมลำดับใดอยู่ คู่สมรสที่เป็นทายาทโดยธรรมต้องเป็นคู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมาย คู่สมรสที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่มีสิทธิ์ หน้าที่ และความรับผิดในกองมรดก เพราะไม่ถือว่าเป็นทายาทซึ่งกันและกัน

คำพิพากษาฎีกาที่ 700/2517
จำเลยเป็นภรรยาของผู้ตายโดยมิได้จดทะเบียนสมรส จำเลยจึงมิใช่ภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมาย อันจะถือว่าเป็นทายาทโดยธรรมที่จะมีสิทธิรับมรดกของผู้ตายได้ โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของผู้ตายจึงไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1737
คำพิพากษาฎีกาที่ 1498/2522
โจทก์มีสิทธิฟ้องบังคับจำเลยตามคำขอท้ายฟ้องได้หรือไม่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความจะมิได้ยกขึ้นอ้าง เมื่อเห็นสมควรศาลก็ยกขึ้นวินิจฉัย แล้วพิพากษาคดีไปได้
เมื่อการสมรสระหว่างจำเลยกับ ท. มิได้จดทะเบียนการสมรสดังกล่าวย่อมไม่สมบูรณ์ จำเลยจึงมิใช่ภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของ ท. และไม่เป็นคู่สมรสซึ่งจะมีสิทธิเป็นทายาทโดยธรรมของ ท. ผู้ตาย เหตุนี้จำเลยย่อมไม่มีสิทธิหน้าที่เกี่ยวกับกองมรดกของ ท. โจทก์จะฟ้องให้บังคับจำเลยโอนที่นาซึ่ง ท.ผู้ตายทำสัญญาขายให้โจทก์แต่ ท.ถึงแก่กรรมเสียก่อนทำการโอน หาได้ไม่
และคำพิพากษาฎีกาที่ 2600/2536 
จำเลยที่ 1 มีฐานะเพียงผู้ครอบครองทรัพย์มรดกของผู้ตายเท่านั้นมิได้เป็นภริยา-โดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย จึงไม่เป็นทายาทโดยชอบด้วยกฎหมาย และไม่เป็นผู้รับมรดกของผู้ตาย โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดชดใช้หนี้ของผู้ตาย

*** สามีภริยาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นเจ้าของรวมทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกัน***

คำพิพากษาฎีกาที่ 5438/2537 
โจทก์กับจำเลยอยู่กินกันฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรสแม้ตามกฎหมายจะไม่ถือว่าเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่มีทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาก็ตาม แต่ก็หากระทบกระเทือนถึงสิทธิในทรัพย์สินที่โจทก์กับจำเลยจะพึงมีพึงได้ตามกฎหมายทั่วไปไม่ โจทก์กับจำเลยอยู่กินและมีบุตรด้วยกัน 4 คน โจทก์เป็นแม่บ้านมีหน้าที่เลี้ยงดูบุตร ส่วนจำเลยเป็นผู้ทำมาค้าขายแล้วออกเงินซื้อที่ดินและบ้านพิพาทใช้เป็นที่อยู่อาศัยด้วยกันตลอดมา พฤติการณ์ย่อมถือได้ว่าโจทก์กับจำเลยร่วมกันทำมาหากินและมีเจตนาเป็นเจ้าของในทรัพย์ที่ทำมาหาได้ร่วมกัน แม้จำเลยจะให้การว่าโจทก์กับจำเลยเลิกร้างกันได้ตกลงแบ่งที่ดินและบ้านพิพาท และโจทก์ได้รับส่วนแบ่งเป็นเงิน 400,000 บาทไปจากจำเลยแล้ว แต่เมื่อศาลชั้นต้นชี้สองสถานไม่ได้กำหนดปัญหานี้เป็นประเด็นข้อพิพาท จำเลยมิได้โต้แย้งคัดค้าน ถือว่าจำเลยสละประเด็นข้อนี้แล้ว การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในประเด็นข้อนี้จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น และถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น จำเลยจึงไม่มีสิทธิยกประเด็นข้อดังกล่าวขึ้นฎีกา ศาลล่างทั้งสองมิได้พิพากษายกฟ้องแย้งของจำเลยเป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาแก้ไขให้ถูกต้องได้

การสมรสที่เป็นโมฆะ เป็นสามีภริยาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นเดียวกับสามีภริยาที่ไม่จดทะเบียนสมรส ซึ่งในเรื่องเกี่ยวกับทรัพย์สิน มีมาตรา 1498 วรรค 1 บัญญัติว่า ไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินระหว่างสามีภรรยา คือ ไม่มีสินส่วนตัวและสินสมรส ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดมีมาก่อนหรือหลัง รวมทั้งดอกผลก็เป็นของผู้นั้น ส่วนทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันก็แบ่งกันคนละครึ่ง ตามมาตรา 1498 วรรค 2

คำพิพากษาฎีกาที่ 5252/2533
โจทก์จำเลยต่างมีคู่สมรสอยู่ก่อนแล้ว ต่อมาได้มาอยู่กินฉันสามีภริยาและช่วยกันประกอบอาชีพขับรถรับส่งผู้โดยสารทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ในระหว่างนั้นเป็นของโจทก์และจำเลยร่วมกันคนละเท่า ๆ กัน โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องขอแบ่งส่วนของโจทก์จากจำเลยได้ และแม้ทรัพย์สินดังกล่าวจะเกิดขึ้นในขณะที่โจทก์จำเลยอยู่ร่วมกันโดยยังมิได้ขาดจากการสมรสอยู่กับคู่สมรสเดิมก็หาเป็นเหตุขัดข้องในการขอแบ่งไม่ แต่ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์จำเลยหาใช่เป็นหุ้นส่วนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1012 ไม่.
และคำพิพากษาฎีกาที่ 4027/2548 
จำเลยจดทะเบียนสมรสกับเรือเอก ช. ซึ่งเป็นข้าราชการบำนาญของกองทัพเรือโจทก์ เมื่อเรือเอก ช. ถึงแก่ความตายจำเลยได้ขอรับเงินบำเหน็จตกทอดจากโจทก์ และโจทก์จ่ายเงินบำเหน็จตกทอดให้แก่จำเลย 207,750 บาท ต่อมาศาลฎีกาพิพากษาว่าจำเลยจดทะเบียนสมรสโดยมิได้มีเจตนาที่จะเป็นสามีภริยากัน หากแต่กระทำเพื่อต้องการได้รับเงินบำเหน็จตกทอด การสมรสของจำเลยฝ่าฝืนต่อ ป.พ.พ. มาตรา 1458 ตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 โจทก์จึงมีหนังสือแจ้งให้จำเลยคืนเงินดังกล่าว เมื่อศาลพิพากษาว่าการสมรสตกเป็นโมฆะจึงไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาตามมาตรา 1498 วรรคหนึ่ง และมีผลเท่ากับจำเลยกับเรือเอก ช. มิได้เป็นสามีภริยากันมาแต่แรกจึงไม่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าวและสิทธิของจำเลยดังกล่าวก็ไม่ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 1499 เพราะจำเลยมิได้สมรสโดยสุจริต จำเลยจึงต้องคืนเงินบำเหน็จตกทอดให้แก่โจทก์ฐานลาภมิควรได้ตามาตรา 172 วรรคสอง ประกอบมาตรา 406
จำเลยมีหน้าที่จะต้องคืนเงินแก่โจทก์ฐานลาภมิควรได้แต่ตราบใดที่โจทก์ยังมิได้เรียกคืนก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยตกเป็นผู้ผิดนัดต่อเมื่อมีการเรียกคืนแล้ว แต่จำเลยไม่คืนให้ จึงจะถือว่าจำเลยตกอยู่ในฐานะทุจริตจำเดิมแต่เวลาที่ถูกเรียกคืนตาม ป.พ.พ. มาตรา 415 วรรคสอง และตกเป็นผู้ผิดนัดจะต้องเสียดอกเบี้ยนับแต่เวลานั้นเป็นต้นไปตามมาตรา 203 วรรคแรก และมาตรา 204 วรรคหนึ่ง ประกอบกับมาตรา 224 วรรคหนึ่ง

***** คู่สมรสไม่ชอบด้วยกฎหมายหากไม่ได้หาได้ร่วมกันก็ไม่เป็นเจ้าของรวม *****

คำพิพากษาฎีกาที่ 524/2506 
ผู้ตายมีภริยาชอบด้วยกฎหมายอยู่แล้วคนหนึ่งต่อมาได้ภริยาน้อยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายมาอยู่ร่วมด้วยอีกคนหนึ่งดังนี้ ถือว่าภริยาน้อยเข้ามาอยู่ในครอบครัวของผู้ตายในฐานะเป็นบริวารหรือนางบำเรอเท่านั้นจึงหามีสิทธิที่จะเข้ามามีส่วนเป็นเจ้าของรวมในกองทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างผู้ตายกับภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายไม่
การที่สามีเอาที่ดินอันเป็นสินบริคณห์โอนยกให้แก่บุตรโดยเสน่หานั้นเป็นการให้ตามสมควรในทางศีลธรรมอันดี ภริยาจะขอให้เพิกถอนไม่ได้

และคำพิพากษาฎีกาที่ 3396/2546 
ชายก็มีภริยาอยู่แล้วหญิงก็มีสามีอยู่แล้ว ไม่มีส่วนร่วมในทางทำมาหากิน มาขอแบ่งไม่ได้

คู่สมรสชอบด้วยกฎหมายแม้ร้างกันหรือแยกกันอยู่ โดยไม่ได้อย่ากันตามกฎหมายถือว่าเป็นคู่สมรสอยู่ ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตาย ฝ่ายที่มีชีวิตอยู่ก็มีสิทธิ์รับมรดก ตามมาตรา 1628

คำพิพากษาฎีกาที่ 2664/2523 
สามีภริยาก่อน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ภริยาไปบวชชี ไม่ได้ความว่าสามีอนุญาต ยังไม่ขาดจากสามีภริยากัน สามีได้ภริยาใหม่จดทะเบียนเมื่อใช้บรรพ 5 แล้ว ไม่เป็นการสมรส ที่สมบูรณ์ ไม่มีสิทธิรับมรดกของสามี สามีตายมรดกตกได้แก่ภริยาเดิมภริยาเดิมจดทะเบียนยกที่ดินให้โจทก์แม้ไม่ระบุถึงบ้านด้วย บ้านเป็น ส่วนควบของที่ดิน โจทก์มีกรรมสิทธิ์ในบ้านด้วย

สามีภริยาที่อยู่กินกันก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ปรับ 5ถือเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย
คำพิพากษาฎีกาที่ 1170/2510 
ได้เสียเป็นสามีภริยากันก่อนประกาศใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 5 และบรรพ 6 ความเป็นสามีภริยาและบุตรต้องบังคับตามกฎหมายลักษณะผัวเมียซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะนั้น เมื่อได้ความว่าชายหญิงได้อยู่กินเป็นสามีภริยาโดยเปิดเผยเป็นที่รู้กันทั่วๆไปว่าเป็นสามีภริยากัน ก็ถือได้ว่าเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย บุตรที่เกิดมาจึงเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของสามี ย่อมมีสิทธิรับมรดกของสามี

ก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ปรับ 5 ชายสามารถมีภริยาได้หลายคน ภริยาทุกคนของชายนั้นเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายทุกคน ถ้ามีพฤติการณ์อยู่กินกันโดยเปิดเผยภริยาทุกคนมีส่วนได้รับมรดกทุกคน ถ้าชายตายก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ปรับ 5 และ 6 ก็ต้องแบ่งมรดกตามกฎหมายเก่า แต่ถ้าชายตายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ปรับ 6 แล้ว ส่วนแบ่งของภริยาเกี่ยวกับมรดกนั้นเป็นไปตามมาตรา 1636

การสมรสที่ฝ่าฝืนมาตรา 1449, 1450 และ 1458 จะต้องมีคำพิพากษาของศาลเท่านั้นที่จะแสดงว่าเป็นโมฆะ ดังนั้นคู่สมรสกรณีนี้อาจเป็นทายาทโดยธรรมได้ ถ้าได้ทำการสมรสโดยสุจริต คือไม่รู้เหตุอันทำให้เป็นโมฆะ แต่ถ้าไม่สุจริตก็ไม่มีสิทธิ์ไดเป็นทายาทโดยธรรม ตามมาตรา 1499 วรรค 1 แต่กรณีการสมรสซ้อนตามมาตรา 1452 นั้น ผู้มีส่วนได้เสียยกขึ้นอ้างได้หรือจะขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสซ้อนเป็นโมฆะก็ได้ 





สรุปคำบรยรยายมรดก เนติ สมัย 1/67 ครั้งที่ 3 | เจาะหลัก สกัดฎีกา 5 ดาว เตรียมสอบ 3 สนาม อัพเดท ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม


จำนวนผู้ชม : 3252 ครั้ง
ลงวันที่ 01/09/2014 16:09:34




ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน



ผู้ใช้งานเข้าสู่ระบบ





เลือกประเภท:





[สนใจ ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ คลิก!]

ลืม Username/Password?

กรุณาเข้าระบบก่อนใช้งานทุกครั้ง


ค้นหากฎหมาย ทั่วโลก

ระบุ คำค้น เช่น law, ฎีกา, ศาล, อาญา..

เตรียมสอบเนติ วิแพ่ง อัพเดท

เตรียมสอบเนติ วิอาญา อัพเดท

ค้นหา ฎีกาเด่น 3 สนาม*

คำค้น :
ระบุ เช่น ละเมิด, หนี้, ทรัพย์ ,288

กลุ่มสังคมออนไลน์

      


ผู้ใช้งานในระบบ/สนับสนุน 22330 คน


ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์