หัวข้อ : การใช้กฎหมายอิสลาม เกี่ยวกับครอบครัวและมรดก 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้
หมวดหมู่ : สกัดหลัก กฎหมายแพ่ง ฎีกาเด่น 5ดาว (เตรียมสอบ 3 สนาม)







การใช้กฎหมายอิสลาม

เกี่ยวกับครอบครัวและมรดก ใน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้

******************

ในสี่จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ใช้บรรพ ๕ และบรรพ ๖ บังคับในเรื่อง ครอบครัวและมรดก แต่ใช้กฎหมายอิสลามบังคับแทน โดยการตราพระราชบัญญัติว่า ด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ. ๒๔๘๙ ออกมาใช้บังคับ ตามพระราชบัญญัตินี้ในมาตรา ๓ และมาตรา ๔ การวินิจฉัยชี้ขาดคดีแพ่งเกี่ยวด้วยเรื่องครอบครัวและมรดกอิสลามศาสนิกของศาลชั้นต้น ในสี่จังหวัดคือ ยะลา นราธิวาส ปัตตานี และสตูล ซึ่งอิสลามศาสนิกเป็นทั้งโจทก์จำเลย หรือเป็นผู้เสนอคำขอในคดีไม่มีข้อพิพาทต้องใช้กฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดกบังคับแทนบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เว้นแต่บทบัญญัติ ว่าด้วยอายุความมรดก ในการพิจารณาคดีให้ดะโต๊ะยุติธรรมหนึ่งนายนั่งพิจารณา พร้อมด้วยผู้พิพากษา ดะโต๊ะยุติธรรมมีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายอิสลามและลงลายมือชื่อในคำพิพากษา ส่วนปัญหาข้อเท็จจริงหรือปัญหาข้อกฎหมายอื่นเป็นอำนาจของผู้พิพากษา คำวินิจฉัยของดะโต๊ะยุติธรรมในข้อกฎหมายอิสลามเป็นอันเด็ดขาดจะอุทธรณ์ฎีกาปัญหาดังกล่าวไม่ได้

 ฉะนั้น เมื่อมีคดีพิพาทกันเรื่องครอบครัวหรือมรดก ในศาลชั้นต้นในจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล ระหว่างคนนับถือศาสนาอิสลามด้วยกัน หรือมีคดีไม่มีข้อพิพาทซึ่งผู้นับถือศาสนาอิสลามเป็นผู้ร้องขอในเรื่องครอบครัวหรือมรดกต้องใช้กฎหมายอิสลามบังคับ ไม่ใช้บทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ บรรพ ๕ และบรรพ ๖ เหมือนเช่นปกติ แต่ทั้งนี้คู่ความทั้งหมดหรือเจ้ามรดกจะต้องเป็นคนนับถือศาสนาอิสลาม ถ้าหากคู่ความแม้แต่คนเดียวไม่ใช่คนนับถือ ศาสนาอิสลาม หรือเจ้ามรดกไม่ใช่คนนับถือศาสนาอิสลาม ถึงแม้โจทก์จำเลยหรือ ผู้ร้องขอจะเป็นคนนับถือศาสนาอิสลามก็ใช้กฎหมายอิสลามบังคับไม่ได้ เช่น โจทก์มิใช่ อิสลามศาสนิกจะบังคับคดีตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้ศาสนาอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ. ๒๔๘๙ มาตรา ๓ มิได้ ต้องบังคับคดีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นต้น

นอกจากนี้หากเป็นคดีที่เกิดขึ้นในจังหวัดอื่น นอกจากสี่จังหวัด ดังกล่าวแล้ว แม้คู่ ความทุกฝ่ายจะเป็นคนนับถือศาสนาอิสลาม ก็ใช้กฎหมายอิสลามบังคับไม่ได้ ต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๕ และบรรพ ๖ เช่นเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๘๕๑/๒๕๕๑ คดีเกิดขึ้นในเขตจังหวัดสตูลและผู้ร้อง ซึ่งเป็นอิสลามศาสนิกเริ่มต้นคดีอย่างไม่มีข้อพิพาท โดยยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก ตามพินัยกรรมของผู้ตายซึ่งเป็นอิสลามศาสนิก การที่ผู้คัดค้านที่ ๑ ยื่นคำคัดค้านมีผลให้คดีกลายเป็นคดีมีข้อพิพาทตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๘๘(๔) โดยผู้ร้องและผู้คัดค้านมีฐานะเป็นคู่ความ เมื่อผู้คัดค้านที่ ๑ ซึ่งมีฐานะเสมือนจำเลย มิใช่อิสลามศาสนิก จึงไม่ต้องด้วยมาตรา ๓ ของพระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ. ๒๕๘๙ ถือไม่ได้ว่าเป็นคดีแพ่งเกี่ยวด้วยเรื่องครอบครัวและมรดกของอิสลามศาสนิกในเขตจังหวัดสตูล จึงต้องใช้บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๖ บังคับแก่คดี

 

ศาลชั้นต้นของจังหวัดทั้งสี่หมายถึงศาลธรรมดาคือศาลจังหวัด ส่วนศาลเยาวชน และครอบครัวซึ่งเป็นศาลพิเศษไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีครอบครัวของอิสลาม ศาสนิกในจังหวัดทั้งสี่ เพราะศาลเยาวชนและครอบครัวมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ครอบครัวอันเกี่ยวด้วยการสมรส รวมทั้งสิทธิและหน้าที่หรือความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยา บิดามารดา และบุตร ไม่ว่าในทางใดๆ ซึ่งพิพาทกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๕ ทั้งหมด บรรพ ๑ และบรรพ ๖ บางส่วนเท่านั้น มิได้มีอำนาจ พิจารณาพิพากษาคดีครอบครัวที่พิพาทกันตามกฎมายอิสลามแต่อย่างใด ฉะนั้น สามี ภริยาที่เป็นอิสลามศาสนิกในจังหวัดนราธิวาสหากจะฟ้องหย่าต้องฟ้องคดีที่ศาลจังหวัด นราธิวาส จะไปฟ้องคดีที่ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนราธิวาสไม่ได้

คำวินิจฉัยของประธานศาลฎีกาที่ อช. ๑๔/๒๕๔๒ ผู้ร้องขอเป็นผู้ปกครอง ผู้เยาว์และตัวผู้เยาว์เป็นอิสลามอยู่ที่นราธิวาส ต้องร้องขอที่ศาลจังหวัดนราธิวาส

การพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับครอบครัวและมรดกที่ต้องใช้กฎหมายอิสลาม นั้น เนื่องจากศาสนาอิสลามมีหลายนิกาย กระทรวงยุติธรรมจึงได้ทำการตรวจชำระ คำแปลและจัดพิมพ์หลักกฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดกเสร็จเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๔ ดะโต๊ะยุติธรรมต้องให้ถ้อยคำรับรองว่าต้องใช้กฎหมายเล่มนี้ในการชี้ขาด ข้อกฎหมายอิสลาม และหากมีปัญหาข้อใดซึ่งไม่มีกล่าวไว้ในหลักกฎหมายนี้ ก็ต้องนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับเท่าที่ไม่ขัดแย้งกับหลักกฎหมายนี้

หลักกฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดก พ.ศ. ๒๔๘๔ ที่กระทรวง ยุติธรรมจัดขึ้นกำหนดเงื่อนไขแห่งการสมรสของผู้นับถือศาสนาอิสลามในจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล ไว้หลายประการตามมาตรา ๔๙ อาทิเช่น ผู้สมรสต้องมีเพศ เป็นชายฝ่ายหนึ่ง หญิงฝายหนึ่ง ชายและหญิงต้องเป็นอิสลามศาสนิก ชายและหญิง ต้องยินยอมเป็นสามีภริยากัน ชายหรือหญิงไม่อยู่ในระหว่างปฏิบัติพิธีการฮัจญ์ ชาย และหญิงมิได้เป็นญาติสืบสายโลหิตขึ้นไปหรือลงมา หรือเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาหรือ ร่วมแต่บิดาหรือมารดา หญิงมิได้เป็นภริยาของชายอื่น หญิงยังเป็นพรหมจารี ถ้ายังไม่บรรลุนิติภาวะ (อายุยังไม่ครบ ๙ ปี หย่อน ๑๕ วัน และยังมิได้มีระดู) โดยกฎหมาย มิได้กำหนดอายุขั้นต่ำของชายหรือหญิงที่จะทำการสมรสไว้ สำหรับนายทะเบียน ผู้มีอำนาจหน้าที่ในการออกหนังสือรับรองการสมรส คือกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ทั้งนี้ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๒๖ (๑๐) แห่งพระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนา อิสลาม พ.ศ. ๒๕๔๐ ในกรณีที่ชายและหญิงผู้นับถือศาสนาอิสลามอยู่นอกเขตจังหวัด ทั้งสี่ เช่น อยู่ที่จังหวัดสงขลา ทำการสมรสกันตามกฎหมายอิสลาม โดยกรรมการอิสลามประจำจังหวัดสงขลาออกหนังสือรับรองการสมรสให้ การสมรสของชายหญิงอิสลามคู่นี้ มิใช่เป็นการสมรสที่เป็นโมฆะ แต่ถือว่าไม่มีการสมรสตามกฎหมายเกิดขึ้น ชายหรือหญิง จึงยังไม่มีคู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมาย หากชายไปจดทะเบียนสมรสกับหญิงอื่นอีกการสมรสครั้งใหม่ของชายสมบูรณ์ ไม่เป็นการสมรสที่เป็นโมฆะเพราะสมรสซ้อน

ชายหญิงที่สมรสกันตามกฎหมายอิสลามใน ๔ จังหวัดชายแดนภาคใต้ แม้ต่อมาภายหลังจะย้ายไปอยู่นอก ๕ จังหวัดดังกล่าวก็ตาม ก็ยังถือว่าเป็นสามีภริยา ตามกฎหมาย ฉะนั้น การที่โจทก์ที่ ๒ และที่ ๓ เป็นผู้นับถือศาสนาอิสลาม มีภูมิลำเนา ในจังหวัดยะลา แต่งงานเป็นสามีภริยาโดยถูกต้องตามกฎหมายอิสลาม โจทก์ทั้งสอง จึงเป็นสามีภริยาและเป็นบิดามารดาของ ส. ผู้ตายโดยชอบด้วยกฎหมาย แม้เหตุรถชนกันจนทำให้ ส. ตาย เกิดในจังหวัดสงขลา โจทก์ทั้งสองก็มีอำนาจฟ้องผู้ทำละเมิดได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๘๑๒-๒๘๑๖/๒๕๒๕)

นอกจากนี้ ชายและหญิงจะหมั้นกัน ตามบรรพ ๕ แต่มาสมรสกันตามกฎหมายอิสลามก็ได้ เช่น ชายหมั้นหญิงด้วยสร้อยคอ ทองคำ โดยบิดามารดาหญิงยินยอมด้วย ต่อมาชายหญิงสมรสกันถูกต้องตามกฎหมาย อิสลาม โดยชายและฝ่ายหญิงเป็นผู้นับถือศาสนาอิสลามในจังหวัดสตูล จึงเป็นการ ปฏิบัติตามสัญญาหมั้นเรียบร้อยแล้ว ฝ่ายหญิงจึงมิได้ผิดสัญญาหมั้น (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๔๗๓/๒๕๓๕) อย่างไรก็ดี ปัญหาข้อกฎหมายอิสลามนั้นเฉพาะดะโต๊ะยุติธรรมเท่านั้นที่มีอำนาจวินิจฉัย ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาไม่มีอำนาจวินิจฉัย

 ฉะนั้น คดีพิพาทเกี่ยวกับเรื่องมรดก เกิดที่จังหวัดนราธิวาส โดยผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นอิสลามศาสนิก ปัญหาที่ว่าผู้ร้องเป็นบุตรโดยชอบด้วยหลักกฎหมายอิสลามของผู้ตายหรือไม่ และผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้ตามหลักกฎหมายอิสลามหรือไม่เป็นข้อกฎหมาย อิสลามที่ดะโต๊ะยุติธรรมต้องเป็นผู้ชี้ขาด ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ไม่มีอำนาจวินิจฉัย ข้อกฎหมายอิสลามได้ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ในปัญหาดังกล่าว (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๔๔๒/๒๕๔๑)

กฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดกที่ใช้บังคับแก่ผู้นับถือศาสนาอิสลาม ใน ๔ จังหวัดชายแดนภาคใต้แทนบรรพ ๕ และบรรพ ๖ ใช้เฉพาะกรณีทางแพ่งเท่านั้น หากเป็นกรณีทางอาญาแม้เป็นความผิดเกี่ยวกับครอบครัวและมรดกก็ไม่นำกฎหมายอิสลามมาใช้บังคับ ฉะนั้น กรณีที่ภริยามีชู้แม้เป็นความผิดทางอาญาเกี่ยวกับครอบครัวตามกฎหมายอิสลามในประเทศตะวันออกกลางก็ตาม ภริยาที่มีชู้ก็ไม่มีความผิดทางอาญาในประเทศไทย

อย่างไรก็ดี กฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดกใช้บังคับกับเหตุหรือมูลคดีที่เกิดขึ้นในอาณาเขตพื้นที่จังหวัดยะลา นราธิวาส ปัตตานี และสตูล แก่ผู้นับถือศาสนาอิสลามทุกคน ไม่ว่าบุคคลนั้นจะมีสัญชาติใด ดังนั้น ชายและหญิง ชาวมาเลเซียที่นับถือศาสนาอิสลามมาสมรสกันที่จังหวัดสตูล หากชายหญิงคู่นี้ได้ปฏิบัติตามหลักกฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดก พ.ศ. ๒๔๘๔ มาตรา ๔๙ แล้ว การสมรสนั้นก็สมบูรณ์ แม้ชายชาวมาเลเซียนั้นจะมีภริยาคนที่หนึ่งอยู่แล้ว และมาสมรสกับภริยาคนที่สองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากภริยาคนที่หนึ่งอันเป็นการขัดต่อเงื่อนไขแห่งการสมรสตามกฎหมายมาเลเซียก็ตาม นอกจากนี้สามีภริยาชาวไทยที่นับถือ ศาสนาอิสลามจดทะเบียนสมรสกันที่กรุงเทพมหานคร ต่อมาสามีภริยาคู่นี้ย้ายไปอยู่จังหวัดนราธิวาส แล้วสามีหย่าภริยาโดยพิธีตอละก์ตามมาตรา ๘๓ แห่งหลักกฎหมาย อิสลามฯ ก็ต้องถือว่าสามีภริยาคู่นี้ขาดจากการสมรสตามกฎหมายแล้ว

 ในทำนองเดียวกันสามีภริยาชาวไทยที่นับถือศาสนาอิสลามสมรสกันตามหลักกฎหมายอิสลามฯ ที่จังหวัดปัตตานี ต่อมาย้ายมาอยู่ที่จังหวัดนครนายกแล้วสามีหย่าภริยาโดยพิธีตอละก์ ตามหลักกฎหมายอิสลามฯ ก็ไม่ถือว่าขาดจากการสมรสตามกฎหมาย ต้องหย่ากันโดยใช้หลักการหย่าตามบรรพ ๕ จะใช้หลักกฎหมายอิสลามฯ มาใช้บังคับไม่ได้เพราะเหตุเกิด นอกเขต ๔ จังหวัดชายแดนภาคใต้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๕๗๔/๒๕๔๑ แม้โจทก์และจำเลยเป็นอิสลาม คาสนิกอยู่ในจังหวัดนราธิวาส ซึ่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขต จังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ. ๒๔๘๙ มาตรา ๓ บัญญัติให้ใช้กฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดกบังคับแทนบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยการนั้นก็ตาม แต่เนื่องจากกฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและ มรดกไม่มีบัญญัติไว้ว่าทรัพย์สินที่ซื้อมาระหว่างสมรสเป็นสินสมรสระหว่างผู้ซื้อกับคู่สมรส หรือเป็นสินส่วนตัวของผู้ซื้อ จึงต้องใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาปรับแก่กรณี

โจทก์สมรสกับจำเลยตามกฎหมายอิสลามตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๑ และโจทก์เป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาทและจดทะเบียนโอนใส่ชื่อจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสโดยซื้อมาจากเงินที่โจทก์และจำเลยทำมาหาได้ร่วมกัน จึงเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๗๔ (๑)

 

อ้างอิง : วิชา ครอบครัว (ศอ.ประสพสุข บุญเดช) รวมคำบรรยายเนติฯ สมัยที่ 68 เล่มที่1 การบรรยายครั้งที่ 1





การใช้กฎหมายอิสลาม เกี่ยวกับครอบครัวและมรดก 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ | เจาะหลัก สกัดฎีกา 5 ดาว เตรียมสอบ 3 สนาม อัพเดท ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม


จำนวนผู้ชม : 8581 ครั้ง
ลงวันที่ 12/06/2015 02:40:53




ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน



ผู้ใช้งานเข้าสู่ระบบ





เลือกประเภท:





[ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ เตรียมสอบ คลิก!]

ลืม Username/Password?

กรุณาเข้าระบบก่อนใช้งานทุกครั้ง


ค้นหากฎหมาย ทั่วโลก

ระบุ คำค้น เช่น law, ฎีกา, ศาล, อาญา..

เตรียมสอบเนติ วิแพ่ง 2/72

เตรียมสอบเนติ วิอาญา 2/72

ค้นหา ฎีกาเด่น 3 สนาม*

คำค้น :
ระบุ เช่น ละเมิด, หนี้, ทรัพย์ ,288

กลุ่มสังคมออนไลน์

      


ผู้ใช้งานในระบบ/สนับสนุน 23346 คน