ลอว์สยาม ดอทคอม เตรียมสอบ 3 สนาม






หัวข้อ : หลักการรับฟังพยานหลักฐาน (รวมคำบรรยายเนติ กฏหมายลักษณะพยาน(อ.เข็มชัย ชุติวงศ์) เล่มที่6 สมัยที่68
หมวดหมู่ : สกัดหลัก-เจาะประเด็นฎีกาเด่น 5ดาว พยานหลักฐาน







หลักการรับฟังพยานหลักฐาน

**********

 

การรับฟังพยานหลักฐานก็คือ การที่ศาลจะใช้ประโยชน์หรือนำพยานหลักฐานมาพิจารณาชั่งน้ำหนักเพื่อการตัดสินคดีพยานหลักฐานจะรับฟังได้หรือไม่เป็นข้อกฎหมายเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายไม่ใช่เป็นดุลพินิจที่ศาลจะสั่งเอง ใน common law การรับฟังพยานหลักฐานยังมีความหมาย ไปถึงขั้นตอนการนำสืบพยานหลักฐาน กล่าวคือถ้าเป็นพยานหลักฐานที่รับฟังไม่ได้เขาจะไม่ยอมให้นำสืบ การไม่รับฟังคือการปฏิเสธไม่ให้นำพยานนั้นมาสืบเลยใน common law เพราะฉะนั้นการที่พยานไม่ได้นำสืบศาลก็จะไม่สามารถใช้ประโยชน์ของพยานหลักฐานนั้น ในการพิจารณาตัดสินคดีได้ จึงไม่สามารถจะนำมาชั่งน้ำหนักตัดสินปัญหาข้อเท็จจริง ใน common law นั้นการรับฟังพยานหลักฐานกับการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานเป็นสองขั้นตอนที่แยกจากกันโดยเด็ดขาดไม่นำมาปะปนกัน กล่าวคือพยานที่รับฟังไม่ได้ ก็จะให้น้ำหนักไม่ได้เลย

        ของไทยเรา ต้องบอกว่ากฎหมายของเรามีที่มาที่ประสมประสาน ระหว่างอิทธิพลของประเทศภาคพื้นยุโรปกับกฎหมายอังกฤษ ความจริงแล้วแนวคิดใน เรื่องการรับฟังพยานหลักฐานเราน่าจะได้มาจากกฎหมายอังกฤษเพราะวิธีการเขียน กฎหมายที่เอาข้อห้ามขึ้นนำ เป็นสไตล์การเชียนของกฎหมายอังกฤษ เพราะฉะนั้น วิธีแปลความหรือวิธีบังคับใช้กฎหมายที่ถูกต้อง การรับฟังพยานหลักฐานน่าจะมีความหมายเช่นเดียวกับกฎหมายอังกฤษก็คือพยานที่ห้ามรับฟังน่าจะมีความหมายว่า ศาลจะต้องไม่อนุญาตให้นำพยานชิ้นนั้นเข้าสืบคือตัดไปตั้งแต่แรกเลยไม่ยอมให้นำพยาน ชิ้นนั้นเข้าสืบ แล้วการที่ศาลจะยอมให้นำพยานชิ้นใดชิ้นหนึ่งเข้าสืบหรือไม่ก็เป็นไป ตามหลักกฎหมายหรือเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ ถ้าแปลอย่างนี้ก็จะสอดคล้องกับสอดรับ กับมาตรา ๙๕ วรรคสอง ซึ่งเป็นกระบวนวิธีพิจารณาในกรณีที่ศาลไม่รับฟังพยานบุคคล ถ้าศาลไม่ยอมรับไว้ซึ่งคำเบิกความของบุคคลใดเพราะเห็นว่าบุคคลนั้นจะเป็นพยานหรือ ให้การตังกล่าวข้าง ต้นไม่ได้ คือเรื่องของวรรคหนึ่งก็คือเป็นกรณีที่ห้ามไม่ให้ยอมรับฟังพยานบุคคลเพราะไม่สามารถ เข้าใจและตอบคำถามได้ หรือไม่ได้เป็นผู้ที่ได้เห็นได้ยิน ทราบข้อความที่จะมาเบิกความด้วยตัวเองโดยตรง ที่กฎหมายเขาห้ามไม่ให้รับฟังตอนต้น พยานอย่างนี้ศาลจะต้องไม่ยอมรับไว้ซึ่งคำเบิกความของบุคคลซึ่งจะเป็นพยานหรือให้การ ดังกล่าวข้างต้นไม่ได้ เพราะฉะนั้นการห้ามไม่ให้รับฟังในวรรค แรกจะนำไปสู่กระบวนพิจารณาที่ศาลไม่ยอมรับไว้ในวรรคสอง คำว่าไม่ยอมรับไว้ก็คือไม่ยอมให้สืบนั่นเอง เพราะฉะนั้น พยานบุคคลใดที่ไม่ได้เห็นหรือได้ยินมาด้วยตนเองโดยตรงก็จะถูกห้ามไม่ให้ นำเข้าสืบ ไม่มีโอกาสเข้าไป เบิกความในศาล เลย และเมื่อศาลสั่งอย่างนั้นซึ่งเป็นการสั่งตามข้อกฎหมายก็จะเกิดกระบวนพิจารณาต่อมาว่าให้ศาลจดรายงาน  ถ้าคู่ความฝ่ายที่เกี่ยวข้องร้องคัดค้านก่อนที่ศาลจะดำเนินคดีต่อไปให้ศาลจดรายงานระบุนามพยาน เหตุผลที่ไม่ยอมรับ และข้อคัดค้านของคู่ความที่เกี่ยวข้องไว้ ส่วนเหตุผลที่คู่ความฝ่าย คัดค้านยกขึ้นอ้างนั้นให้ศาลใช้ดุลพินิจจดลงไว้ในรายงานหรือกำหนดให้คู่ความฝ่ายนั้น ยื่นคำแถลงต่อศาลเพื่อรวมไว้ในสำนวน ถ้าคู่ความฝ่ายหนึ่งอ้างอิงและจะนำพยานบุคคล ซึ่งต้องห้ามตามวรรคแรกเข้าสืบให้ศาลสั่งไม่ให้สืบกรณีศาลไม่รับไว้ซึ่งพยานนั้นหรือไม่ให้เอาเข้าสืบ ถ้าไม่มีใครคัดค้านก็แล้วไปแต่ถ้ามีคนคัดค้านว่าพยานไม่ได้ต้องห้ามศาลควร จะให้เอาเข้าสืบก็จะมีกระบวนการต่อมาว่าให้ศาลจดรายงานระบุนามพยาน เหตุผล ที่ไม่ยอมรับ และขัดคัดค้านของฝ่ายที่เกี่ยวข้องไว้ กระบวนพิจารณาอย่างนี้จะเกิดขึ้น ไม่ได้เลยถ้าศาลอนุญาตให้สืบพยานที่ต้องห้ามไปก่อน ถ้าศาลแปลความว่าที่ว่าห้ามไม่ให้ รับฟังหมายความว่าให้สืบไปก่อนก็ได้แต่ถึงตอนท้ายสุดศาลต้องไม่พิจารณาพยาน หลักฐานนั้น กระบวนพิจารณาตรงนี้จะไม่เกิดขึ้นเลย เพราะเมื่อศาลอนุญาตให้สืบแล้ว ก็แล้วกัน ก็เบิกความกันไป สรุปว่า คำว่าห้ามไม่ให้รับฟังควรจะมีความหมายว่า ไม่อนุญาตหรือไม่ยอมให้นำสืบพยานหลกุฐานนั้นเลย เป็นการแปลความหมายที่มีทั้งเหตุผลทางทฤษฏีที่มาและหลักฐานทางตัวบทกฎหมายยืนยันว่าควรจะต้องไป อย่างนี้ แต่ในทางปฏิบัติศาลไม่ได้แปลอย่างนี้เพราะมีเหตุข้อขดข้องบางประการที่ ทำให้ไม่เหมาะที่จะแปลอย่างนี้ ในแนวทางที่ผ่านมาศาลแปลอีกอย่างหนึ่งคือ แปลว่าการที่กฎหมายกำหนดห้ามไม่ให้รับฟังศาลอาจจะอนุญาตให้นำสืบพยาน หลกุฐานที่ต้องห้ามนั้นไปก่อนได้ แต่เมื่อถึงตอนที่ศาลพิจารณาตัดสินศาลจะต้องไม่พิจารณาหรือไม่นำพยานหลักฐานที่ต้องห้ามรับฟังมาชั่งน้ำหนักเลย หรือศาล ต้องถือเสมือนกับว่าไม่มีการสิบพยานชิ้นนั้นมาก่อนเลย ที่ศาลแปลความคำว่า ห้ามไม่ให้รับฟังไปอย่างนี้ก็มีเหตุผลสองประการ

        ประการที่ ๑ เพื่อสงวนเวลาที่ใช้ในการพิจารณาและก็ไม่เพิ่มขั้นตอนของ กระบวนพิจารณาโดยไม่จำเป็น เพราะว่าถ้าศาลแปลความคำว่าห้ามไม่ให้รับฟังว่า ต้องไม่อนุญาตให้นำเข้าสืบก็จะมีการตัดพยานของทั้งสองฝ่ายมากมายและฝ่ายที่ถูกตัด พยานก็จะต้องโต้แย้งก็จะต้องอุทธรณ์ หรือบางครั้งถ้าคู่ความโต้แย้งว่าพยานของเขา สามารถรับฟังได้ตามข้อยกเว้น เช่นเป็นพยานที่ไม่ได้รูได้เห็นก็จริงแต่ว่าโดยข้อยกเว้น แล้วรับฟังได้ ก็จะต้องมีการสืบพยานในสาขาคดีหรือสาขาคำร้องนั้นเพิ่มเติมขึ้นมาอีก ก็จะถ่วงเวลาคดีหลักให้ล่าช้าออกไป

         ประการที่ ๒ บางกรณีพยานหลักฐานไม่ว่าจะเป็นพยานบุคคลหรือ พยานเอกสารที่มีทั้งส่วนที่ต้องห้ามและไม่ต้องห้ามอยู่ในชิ้นเดียวกัน เช่นพยาน บุคคลที่จะให้เขามาเบิกความข้อความบางตอนเขาเห็นเอง ข้อความบางตอนแต่มันเป็น เรื่องต่อเนื่องกันหมด เพราะฉะนั้นจะจำกัดให้ถามได้หรือเบิกความได้เฉพาะที่เขาเห็นมา ด้วยตาตัวเอง เรื่องก็จะไม่ประติดประต่อกันแล้วก็ยากในการทำความเข้าใจ

        ยกตัวอย่างเช่น พนักงานสอบสวนเป็นทั้งประจักษ์พยานและพยานบอกเล่าอยู่ในตัวเอง คือเขาเป็นประจักษ์พยานในเรื่องขั้นตอนการสอบสวน การที่เขารับแจ้งความคดีเริ่มต้นวันไหนเวลา ไหนมีใครมาแจ้งความแจ้งว่ายังไง เขาออกไปในที่เกิดเหตุไปทำแผนที่เกิดเหตุ ในที่เกิดเหตุมีอะไรอยู่ตรงไหน ศพอยู่ตรงไหน แต่พอมาถึงคำให้การของพยานแต่ละปากๆ รวมทั้งผู้ต้องหาอันนี้ก็เป็นพยานบอกเล่า ในคนคนเดียวกันจึงมีทั้งส่วนที่อาจจะต้องห้าม ด้วยและไม่ต้องห้ามด้วย เพราะฉะนั้นการที่จะเคร่งครัดไม่ยอมให้นำสืบส่วนที่ต้องห้าม อาจจะเป็นอุปสรรคในการถ่ายทอดข้อมลและก็การรับพยานหลักฐานเข้าสู่คดี ด้วยเหตุนี้ ทางปฏิบัติศาลจึงอนุญาตให้สืบพยานที่ต้องห้ามไปได้ก่อนและก็จดรับคำเบิกความหรือ รับเอกสารที่อาจจะมีข้อความที่ต้องห้ามเข้ามาสู่สำนวนความก่อน จนถึงตอนที่ศาลจะตัดสินศาลจะมาแยกแยะดูว่าพยานแต่ละชิ้นแต่ละปากต้องห้ามหรือไม่ ถ้าต้องห้ามศาล ก็จะไม่พิจารณาพยานชิ้นนั้นปากนั้นเลย เพราะฉะนั้นในทางปฏิบัติศาลมักจะถือตามแนว ทางหลังคืออนุญาตให้ถึงแม้จะมีพยานบางคนหรือบางชิ้นที่เห็นว่ามีส่วนต้องห้ามรับฟัง เพราะเหตุที่ว่าเขาไม่ได้รู้เห็นข้อเท็จจริงบางอย่างมาทั้งหมด ศาลก็จะอนุญาตให้สืบไปก่อน ซึ่งคำตอบของพยานแสดงชัดเจนว่าเขาไม่ได้เมาเอง เขาฟังคนอื่นมาศาลก็จดให้การที่ศาลจดให้ก็แปลว่ารับคำเบิกความนั้นเข้าสู่สำนวนความ เพียงแต่ตอนที่ศาลตัดสิน ศาลก็จะไม่พิจารณาตรงนั้นไม่ให้น้ำหนักตรงนั้น อันนี้คือแนวปฏิบัติของศาล เว้นแต่มีอยู่กรณีหนึ่งที่ศาลจะยึดตามความหมายที่แท้จริงมาโดยเคร่งครัดก็คือถ้าศาลเห็นว่าเป็นการ ต้องห้ามทั้งหมดก็คือ กรณีต้องห้ามตามมาตรา ๙๔ ซึ่งเป็นการตัดพยานบุคคลทั้งหมด ในกรณีที่จะพยายามสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขเอกสาร คือเห็นได้ชัดว่าพยานบุคคลหน้าไหน ปากไหนเข้ามาไม่ว่าจะเบิกความรู้เห็นเองหรือไม่รู้เห็นเองก็โดนห้ามหมดเลย อย่างนี้ ศาลอาจจะสั่งงดสืบพยานเลยได้ การพิจารณาว่าเขาจะสืบไปในทางต้องห้ามตามมาตรา ๙๔ หรือไม่ ก็ดูได้จากคำให้การ คำให้การซึ่งเป็นแนวทางการสืบพยานของจำเลยหรือจากโจทก์หรือแนวทางที่โจทก์จะสืบเทียบกับเอกสารที่แนบมา ศาลก็จะรู้ได้ว่าโจทก์กำลัง จะพยายามสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขเอกสารหรือไม่ เท่าที่เห็นน่าจะมีเพียงกรณีมาตรา ๙๔ เท่านั้นที่ศาลแปลคำว่าห้ามไม่ให้รับฟังในลักษณะที่ไม่ให้นำสืบเลยแต่ถ้าเป็น มาตราอื่นๆ ส่วนมากศาลจะรับเข้ามาก่อน แม้แต่สำเนาเอกสารศาลยังรับเข้ามา ก่อนเลย เพราะว่าสำเนาเอกสารมีข้อยกเว้นที่จะรับฟังได้อยู่มากและอาจจะมีการนำสืบไปถึงข้อยกเว้นพวกนั้นได้ตลอดเวลาที่มีการเบิกความ การแปลหรือการเข้าใจคำว่า ห้ามไม่ให้รับฟังในแนวทางหนึ่งซึ่งถือว่าใช้ไม่ได้หรือผิดเลย คือ การแปลคำว่า ห้ามไม่ให้รับฟังว่า พยานที่ต้องห้ามรับฟังศาลนำมาพิจารณาได้แต่ต้องให้น้ำหนักน้อย เพราะเป็นการเอาขั้นตอนการรับฟังกับการชั่งน้ำหนักไปปนกัน ถ้าพยาน ขั้นไหนรับฟังไม่ได้ก็จะให้น้ำหนักไม่ได้เลย ไม่ใช่ให้น้ำหนักน้อย แต่ว่าประเด็นนี้ มีความชัดเจนมากขึ้นหลังจากที่มีการแก้กฎหมายเมื่อปี ๒๕๕๐ เพราะว่าเขาได้บัญญัติ ถึงพยานหลักฐานบางประเภทที่เขาเรียกว่าเป็นพยานที่มีน้ำหนักบกพร่อง หรือที่มีน้ำหนักน้อยหรือต้องรับฟังด้วยความระมัดระวังซึ่งเมื่อก่อนไม่มีไว้ด้วย จะสังเกตว่า เมื่อก่อนปี ๒๕๕๐ พยานชิ้นใดประเภทใดจะมีน้ำหนักมากน้ำหนักน้อยเป็นดุลพินิจ ของศาลโดยเด็ดขาด ศาลมีอิสระเต็มที่ในการที่จะชั่งน้ำหนักพยาน แต่ว่าหลังปี ๒๕๕๐ ต้องบอกว่าฝ่ายนิติบัญญัติเข้ามาแทรกแซง คือไปจัดพยานบางประเภทให้อยู่ในกลุ่ม ที่มีน้ำหนักน้อยหรือมีปัญหาในการให้น้ำหนัก เช่น พยานบอกเล่า พยานซัดทอดพยาน ที่ไม่มีการซักถามค้าน โดยบัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๗/๑ ซึ่งผูกมัดศาลให้ต้องถือ ตามด้วย ซึ่งก็ถือเป็นนวัตกรรมใหม่ในกฎหมายพยานหลักฐาน

 

อ้างอิง รวมคำบรรยายเนติ  กฏหมายลักษณะพยาน(อ.เข็มชัย ชุติวงศ์) เล่มที่6 สมัยที่ 68 





หลักการรับฟังพยานหลักฐาน (รวมคำบรรยายเนติ กฏหมายลักษณะพยาน(อ.เข็มชัย ชุติวงศ์) เล่มที่6 สมัยที่68 | เจาะหลัก สกัดฎีกา 5 ดาว เตรียมสอบ 3 สนาม อัพเดท ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม


จำนวนผู้ชม : 783 ครั้ง
ลงวันที่ 16/01/2016 11:24:34




ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน



ผู้ใช้งานเข้าสู่ระบบ





เลือกประเภท:





[ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ เตรียมสอบ??]

ลืม Username/Password?

กรุณาเข้าระบบก่อนใช้งานทุกครั้ง


ค้นหากฎหมาย ทั่วโลก

เตรียมสอบเนติ วิแพ่ง อัพเดท

เตรียมสอบเนติ วิอาญา อัพเดท

ค้นหา ฎีกาเด่น 3 สนาม*

คำค้น :
ระบุ เช่น ละเมิด, หนี้, ทรัพย์ ,288

กลุ่มสังคมออนไลน์

       


ผู้ใช้งานในระบบ/สนับสนุน 21403 คน

Donations



ท่านสามารถร่วมสนับสนุนพัฒนาเว็บไซต์ LawSiamโดย Donate ผ่าน PayPal ได้ไม่จำกัด.
(Anyone can join or donate)