ลอว์สยาม ดอทคอม เตรียมสอบ 3 สนาม






หัวข้อ : การรับฟังพยานผู้เชี่ยวชาญ กฏหมายลักษณะพยาน(อ.เข็มชัย ชุติวงศ์) รวมคำบรรยายเนติฯ เล่มที่9 สมัยที่ 68
หมวดหมู่ : สกัดหลัก-เจาะประเด็นฎีกาเด่น 5ดาว พยานหลักฐาน







กฏหมายลักษณะพยาน

(อ.เข็มชัย ชุติวงศ์) รวมคำบรรยายเนติฯ เล่มที่9 สมัยที่ 68

***********

 

การรับฟังพยานผู้เชี่ยวชาญ

เงื่อนไขในการรับฟังพยานผู้เชี่ยวชาญมี ๒ ประการคือ

เงื่อนไขข้อที่ ๑. ประเด็นข้อพิพาทต้องเป็นปัญหาที่ต้องการความรู้ ความเชี่ยวชาญ ซึ่งคนธรรมดาไม่สามารถเข้าใจได้ โดยใช้ความรู้หรือประสบการณ์ในชีวิตประจำวันของคนทั่วไป เพราะฉะนั้นถ้าเป็นประเด็นเรื่องที่ใครๆ ก็สามารถเข้าใจหรือวินิจฉัยได้ คู่ความจะสืบพยานผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้นไม่ได้ ศาลก็จะไม่รับฟัง

ตัวอย่างเช่น

เรื่องอุบัติเหตุ ซึ่งในเมืองไทยศาลยังไม่ยอมรับว่าจะมีผู้เชี่ยวชาญได้ คือเวลาเกิดอุบัติเหตุรถชนกัน พวกเราลองนึกภาพก่อนเกิดเหตุก็จะมีรถวิ่งมาชนกัน หลังชนมันก็จะไปหยุดนิ่งอยู่ในสภาพหนึ่ง สิ่งที่จะเป็นร่องรอยหรือเป็นวัตถุพยานเกิดขึ้น ก็อาจจะมีรอยเบรกแสดงทิศทางการวิ่งมาของรถสองคัน แล้วพอรถชนกันแล้วก็จะมีรอยบุบสลายบนคันรถแล้วก็ตำแหน่งที่รถไปสถิตอยู่หลังจากชนกันแล้ว ถามว่ามีเชี่ยวชาญในเรื่องรถชนกันได้ไหมที่จะดูรอยเบรกดูสภาพบุบสลายแล้วก็ดูตำแหน่งสุดท้ายที่รถไปปรากฏอยู่ แล้วบอกว่ารถสองคันวิ่งมาจากทางไหนยังไง ใครชนใคร บางคนเขาก็บอกว่าน่าจะมีได้ แต่ของไทยเราเข้าใจว่าศาลไม่รับฟังเลย การที่จะวิเคราะห์ว่ารถขับมาอย่างไรแล้วสุดท้ายที่จะสู่ประเด็นพิพาทว่าใครประมาท โดยศาลวินิจฉัยเองทั้งหมดจากพยานบุคคล พยานวัตถุก็คือร่องรอยเบรกสภาพบุบสลาย โดยศาลเป็นคนวินิจฉัยเอง ศาลไม่ฟังความเห็นของคนอื่น พนักงานสอบสวนคนไหนจะมาเบิกความว่าเชี่ยวชาญเรื่องรถชนกัน ศาลไม่รับฟัง อย่างนี้แสดงว่าประเด็นรถชนกันใครประมาทไม่ใช่ประเด็นจะพึงมีพยานผู้เชี่ยวชาญ เพราะฉะนั้นใครจะมาสืบพยานผู้เชี่ยวชาญไม่ได้

เรื่องการตีความกฎหมายไทย ความจริงกฎหมายไทยเป็นศาสตร์ อย่างหนึ่ง ศาสตร์ที่พวกเราเรียนกันอยู่นี่แหละคือนิติศาสตร์ ความจริงก็น่าจะมีผู้เชี่ยวชาญได้ แต่ไม่มีการนำสืบผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้ เหตุที่ในคดีไม่สามารถจะมีผู้เชี่ยวชาญในด้านการตีความกฎหมายไทยได้ เพราะศาลเป็นผู้เชี่ยวชาญที่สุด ศาลจึงไม่ฟังความเห็นของพยานจะเชี่ยวชาญกันขนาดไหนก็ตามแต่ เพราะศาลมีหน้าที่โดยตรงที่จะต้องตีความกฎหมาย เพราะฉะนั้นศาลย่อมไม่ฟังการตีความกฎหมายของบุคคลอื่น เพราะถ้าทำเช่นนั้นก็เท่ากับให้คนอื่นมาเป็นศาลเสียเอง ถ้าโจทก์จำเลยโต้เถียงกันเป็นประเด็นพิพาทถึงความหมายของกฎหมายของพระราชบัญญัติมาตราใดมาตราหนึ่ง ซึ่งต่างคนต่างอ้างความหมายเป็นประโยชน์แก่รูปคดีของตนและมีปัญหาว่ากฎหมาย มาตรานั้นควรจะมีความหมายอย่างไร คู่ความจะนำสืบอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัย แม้แต่คนยกร่างกฎหมายคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ตรวจร่างกฎหมาย กรรมาธิการที่พิจารณาในกฎหมายในสภา หรือแม้แต่ตัวสมาชิกสภาผู้แทนเองที่เป็นคนผ่านร่างกฎหมายนั้นนำสืบเพื่อถามถึงเจตนารมณ์หรือความหมาย หรือแม้แต่การนำสืบถึงบันทึกเจตนารมณ์อะไรก็ตามแต่ หรือบันทึกการพิจารณาการอภิปรายร่างกฎหมายฉบับหนึ่งฉบับใดต่อศาล ปกติศาลจะไม่ให้นำสืบแต่ในแง่ของพยาน ศาลก็จะไม่ยอมรับไม่ยอมให้สืบพยานผู้เชี่ยวชาญกฎหมายไทย เหตุผลหนึ่งที่ศาลไม่ยอมให้นำสืบไม่ยอมรับฟังเจตนารมณ์หรือว่าบันทึกคำอภิปรายหรืออะไรก็ตามแต่ เพราะเขาถือตามหลักแบ่งแยกอำนาจ ศาลถือว่ากระบวนการตรงนั้นตั้งยกร่างกฎหมายผ่านกฤษฎีกาไปกรรมาธิการโหวตในสภาวาระหนึ่ง สอง สาม จนกระทั่งออกมาเป็นพระราชบัญญัติ นั้นคือขั้นตอนนิติบัญญัติ แต่พอกฎหมายประกาศใช้แล้ว ฝ่ายนิติบัญญัติหมดบทบาทแล้วไม่สามารถเกี่ยวข้องอะไรกับกฎหมายนั้นได้แล้ว คนที่จะนำกฎหมายนั้นไปใช้คือฝ่ายบริหาร และคนที่จะบอกว่ากฎหมายนั้นมีความหมายอย่างไรคือตุลาการ เพราะฉะนั้นตุลาการจึงไม่ฟังผู้เชี่ยวชาญหรือใครทั้งหลายและเอกสารในทางนิติบัญญัติ โดยอาจจะรับฟังประกอบแต่จะไม่ผูกมัดว่าจะต้องถือตามเจตนารมณ์ที่มีการบันทึกอะไรกันไว้ ศาลจะมีอำนาจอิสระในการที่จะตีความกฎหมาย และอีกเหตุผลหนึ่งก็คือว่ากฎหมายเมื่อประกาศใช้แล้วจะมีชีวิตของกฎหมายเองและกฎหมายมีการเติบโตได้ มีการพัฒนาได้ ถ้อยคำหนึ่งในกฎหมายในยุคสมัยหนึ่งอาจจะมีความหมายอย่างหนึ่ง ในอีกยุคสมัยหนึ่งอาจจะมีความหมายมากขึ้นหรืออาจจะเปลี่ยนไป ยกตัวอย่างเช่น เรื่อง ความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ซึ่งค่อนข้างเป็นนามธรรม ข้อเท็จจริงหนึ่งหรือเหตุการณ์หนึ่งในสมัยหนึ่งบอกว่าเป็นสิ่งดีงามมาก เป็นทางปฏิบัติทางธุรกิจที่พึง ทำคือการฮั้วกันฎีกาปี ๒๕๐๑ วินิจฉัยว่าเป็นพาณิชย์โยบายของนักธุรกิจที่สามารถจะตกลงกันได้ ทำให้สัญญาที่ฮั้วกันเพื่อจะแบ่งสรรงานแบ่งสรรประโยชน์กันเป็นสัญญาที่บังคับได้ มาถึงอีกยุคสมัยหนึ่งวินิจฉัยว่าการฮั้วกันเป็นสิ่งที่ไม่พึงทำเป็นสิ่งที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน บริษัทเอกชนไปตกลงฮั้วกัน เพื่อประมูลงานของรัฐ สัญญาที่ตกลงกันบังคับไม่ได้เป็นโมฆะแต่ยังไม่เอาผิดทางอาญา ต่อมาวินิจฉัยว่าการฮั้วกันเป็นความผิดอาญาร้ายแรงทั้งเจ้าพนักงานของรัฐทั้งเอกชนที่ฮั้วกัน เมื่อมีพระราชบัญญัติความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.๒๕๔๒ ออกมาใช้ เพราะฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่าความรู้สึก ค่านิยมของสังคมในปี ๒๕๐๑ จนถึงปี ๒๕๔๒ ต่างไปจนเป็นขาวเป็นดำคือตรงกันข้ามเลย เพราะฉะนั้นการที่จะแปลความเรื่องความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดี ศาลก็จะมีอำนาจในการแปลความตีความได้ เพราะฉะนั้นกฎหมายไทยจะไม่ใช่เป็นศาสตร์ที่มีพยานผู้เชี่ยวชาญ

เรื่องกฎหมายต่างประเทศเป็นศาสตร์ที่มีพยานผู้เชี่ยวชาญได้ โดยปกติศาลก็ไม่พึงจะรู้เอง กฎหมายต่างประเทศไม่น่าจะเป็นข้อเท็จจริงที่ศาลรู้เอง เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าพิจารณาน่าศึกษาเหมือนกัน คือตามความจริงผู้พิพากษาบางท่าน รู้กฎหมายต่างประเทศ ท่านผู้พิพากษาบางท่านก็ไปเรียนเมืองนอกมาทำไมจะไม่รู้กฎหมายต่างประเทศ แต่ว่าเวลาตัดสินจะไปวินิจฉัยว่ารู้ไม่ได้ถ้าคู่ความไม่สืบพยานกัน ตัวอย่างเช่น มีคดีละเมิดลิขสิทธิ์ต่างประเทศซึ่งขึ้นสู่ศาลไทยจำนวนมาก จะมีประเด็นอยู่ ๒ ประเด็นที่สำคัญ คือ ประเด็นที่ ๑. ต้องพิสูจน์ว่าประเทศเจ้าของลิขสิทธิ์เป็นภาคี อนุสัญญาที่ไทยเราเป็นอยู่ด้วย คือต่างคนต่างเป็นภาคีอนุสัญญาเราจึงจะคุ้มครองให้ เพราะฉะนั้นพอได้ความว่าเป็นเพลงหรือเป็นหนังของฮ่องกง โจทก์ฟ้องเขาก็ต้องพิสูจน์ว่า ฮ่องกงเป็นภาคีของอนุสัญญา ประเด็นที่ ๒.ต้องพิสูจน์ว่ากฎหมายของประเทศนั้นๆ ที่เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์คุ้มครองลิขสิทธิ์ไทยด้วยในลักษณะต่างตอบแทน ประเด็นนี้ก็ต้องนำสืบเนื้อหาของกฎหมายต่างประเทศ กฎหมายอังกฤษ กฎหมายญี่ปุ่น กฎหมายฮ่องกง ประเด็นพวกนี้จำเป็นต้องมีพยานผู้เชี่ยวชาญมานำสืบ เพราะฉะนั้น กฎหมายต่างประเทศกลับเป็นเรื่องที่มีพยานผู้เชี่ยวชาญได้ และควรจะต้องใช้พยานผู้เชี่ยวชาญด้วย

เงื่อนไขข้อที่ ๒. ตัวพยานซึ่งมาเบิกความหรือทำความเห็นเป็นเอกสารต้องเป็นผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในศาสตร์นั้นจริงๆ เป็นเรื่องคุณสมบัติของผู้เชี่ยวชาญ ถ้าไม่ได้เชี่ยวชาญจริงก็ขาดคุณสมบัติ เนื่องจากเป็นการเบิกความให้ความเห็น ตอนที่พูดเรื่องพยานบุคคล พยานบุคคลห้ามเบิกความหรือให้การในลักษณะให้ความเห็น เพราะฉะนั้นต้องมีพยานคนหนึ่งซึ่งเป็นคนมาให้การหรือเบิกความในลักษณะความเห็น ซึ่งควรจะต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญและเป็นประเด็นที่ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญแต่ถ้าปรากฏว่าไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญก็กลายเป็นพยานบุคคลให้ความเห็นซึ่งศาลไม่รับฟัง การมีความรู้ ความเชี่ยวชาญที่ว่านี้กฎหมายก็ไม่ได้ระบุชัดว่าดูจากอะไรหรือมีมาตรฐานอย่างไร เรื่องนี้เป็นข้อเท็จจริง ในทางปฏิบัติศาลจะถือเอาการศึกษาหาความรู้ในเรื่องนั้น จนถึงระดับที่เป็นที่ยอมรับกันในระดับหนึ่ง ซึ่งในทางปฏิบัติถือเอาระดับปริญญาตรี ประกาศนียบัตรวิชาชีพก็คิดว่าได้ คือพูดง่ายๆ ต้องมีมาตรฐานอะไรซักอย่างหนึ่งที่รับรองว่ามีความรู้จริงศาลให้ กรณีนี้เป็นผู้เชี่ยวชาญในโซนความรู้เรียนมามากเป็นที่รับรองเป็นที่นับถือ มีอีกประเภทหนึ่ง คือไม่ได้เรียนไม่ได้ปริญญาอะไร แต่เป็นคนที่มีความชำนาญหรือมีประสบการณ์ในเรื่องนั้นๆ เนื่องจากได้ทำงานหรือเกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นๆ มาเป็นเวลานาน พยานผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ที่ไปเบิกความในศาลมักจะมีทั้งสองส่วน คือมีความรู้เชี่ยวชาญด้วยมีประสบการณ์ความชำนาญด้วย เช่น คนตรวจดีเอ็นเอ ก็ต้องจบวิทยาศาสตร์บัณฑิต ซึ่งไม่แน่ใจว่าทางปฏิบัติเขาต้องลงลึกว่าต้องเป็นสาขาเคมี หรือว่าวิทยาศาสตร์บัณฑิตเฉยๆ ก็น่าจะพอมีประสบการณ์ทำงานในด้านนี้ ซึ่งน้ำหนักในเรื่องความชำนาญหรือความเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์จะหนักกว่าในด้านความรู้ คือการที่เป็นคนจบงานด้านนี้มานานๆจะน่าเชื่อถือกว่า แค่เรียนจบมา คนตรวจอาวุธปืน กระสุนปืน ยาเสพติด ดีเอ็นเอ กรุ๊ปเลือด ถ้าทำงานมานานๆ จะรู้สึกว่าค่อนข้างน่าเชื่อถือ คนที่เพิ่งจบมาใหม่ๆ ก็โอเคพอได้ การมีความรู้เชี่ยวชาญและการใช้พยานผู้เชี่ยวชาญบางครั้งก็มีปัญหาน่าพิจารณาเหมือนกัน อาจารย์เคยมีประสบการณ์ ครั้งหนึ่งในคดีละเมิดลิขสิทธิ์เพลงของสุนทราภรณ์ จำเลยทำซ้ำเพลงสุนทราภรณ์ออกขาย เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ตำรวจเขาไปจับเขาก็ยึดได้ของกลาง ประเด็นขึ้นอยู่กับการพิสูจน์ ก็คือว่าเพลงที่อยู่ในเทปของกลางซ้ำกับเพลงต้นแบบที่เขามีลิขสิทธิ์ก็คือเพลงที่ครูเอื้อแต่ง เพิ่งรู้ตอนนั้นว่ามีสามส่วนที่ประกอบกันเป็นเพลงคือ คำร้อง ทำนอง และเรียบเรียง เสียงประสาน เพลงที่มีคำร้องทำนองเดียวกันอาจจะเรียบเรียงเสียงประสานต่างกันก็ได้ ก็ให้ความรู้สึกให้อารมณ์ต่างกันไปด้วย ดนตรีเป็นศาสตร์ที่ต้องใช้พยานผู้เชี่ยวชาญ ปรากฏว่าในคดีนั้นเขาส่งสำนวนสอบสวนมาให้พิจารณาฟ้องจำเลยในประเด็นเรื่อง ทำซ้ำว่าซ้ำกันหรือไม่ เราก็พยายามดูพยานผู้เชี่ยวชาญก็ไม่มีพยานผู้เชี่ยวชาญ ปรากฏว่า พนักงานสอบสวนไปฟังเองโดยเอาเพลงที่จับได้มาเปิดฟังเอง แล้วก็ทำความเห็นเป็นเรื่องเป็นราวว่าคำร้องทำนองเหมือนกัน อาจารย์ก็เลยต้องให้เขาสอบเพิ่มเติมโดยให้พนักงานสอบสวนไปสอบครูเพลงเลย เขาก็ไปสอบจากอ.แมนรัตน์คือเปิดให้อาจารย์ฟังอย่างนี้ จึงจะได้พอได้มาแล้วอาจารย์จึงสั่งฟ้อง ซึ่งจำเลยรับสารภาพศาลก็ลงโทษไป เมื่อก่อนมีการฟ้องคดีละเมิดลิขสิทธิ์ต่างประเทศเยอะมาก สำนวนขึ้นกองคดีของอัยการเยอะมาก มีอยู่ช่วงหนึ่งทางต่างประเทศคือทางสหรัฐอเมริกากับทางประชาคมยุโรปเขามากดดันเรา ให้เราปราบปรามลิขสิทธิ์ ก็มีคดีมากมายมหาศาล คดีพวกนี้ถ้าคดีไหนที่จำเลยสู้ก็จะต้องสืบพยานผู้เชี่ยวชาญเรื่องกฎหมายต่างประเทศ

 

ตัวอย่างในการรับฟังพยานผู้เชี่ยวชาญ

คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๑๐/๒๔๙๘ ผู้ใหญ่บ้านแม้ไม่ใช่ผู้ชำนาญการพิเศษแต่มีอาชีพทางทำนามีกระบือหลายตัว ผู้ใหญ่บ้านก็สามารถรู้ลักษณะของกระบือตาถั่วหรือตาฝ้าว่าแตกต่างกันอย่างไร จึงรับฟังเป็นพยานในข้อตำหนิกระบือดังกล่าวได้

ข้อสังเกต คดีนี้ศาลฎีกาไม่ได้วินิจฉัยว่าผู้ใหญ่บ้านเป็นพยานผู้เชี่ยวชาญ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า กระบือตาถั่วกับตาฝ้าผู้ใหญ่บ้านซึ่งมีอาชีพทำนาแล้วก็อยู่กับกระบือมาเป็นเวลานาน เขาสามารถจะแยกแยะได้ แต่ความจริงเหตุผลที่ศาลให้นั้นเป็นการให้ในลักษณะของพยานผู้เชี่ยวชาญ แต่ศาลคงไม่ค่อยมั่นใจว่าประเด็นเรื่องลักษณะกระบือ เป็นประเด็นที่ต้องการผู้เชี่ยวชาญหรือไม่ แต่เราต้องยอมรับว่าคนธรรมดาอย่างพวกเรา ซึ่งไม่เคยทำนาเราจะไปรู้ได้อย่างไรว่ากระบือตาถั่วคืออะไร ตาฝ้าคืออะไร เพราะไม่ใช่ประเด็นที่คนทั่วๆไปจะแยกแยะได้หรือจะวินิจฉัยได้ และการที่ศาลให้เหตุผลว่าการที่ผู้ใหญ่บ้านคนนี้เบิกความแยกแยะได้ เพราะว่ามีอาชีพทำนาคลุกคลีอยู่กับกระบือมาเป็นเวลานาน คดีนี้คือการให้ในเหตุผลในเชิงว่าเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งอาจารย์คิดว่าในเรื่องนี้ก็มีผู้เชี่ยวชาญได้

คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๕๔๗/๒๕๔๒ เรือโท ส และเรือเอก ช พยานโจทก์ จบการศึกษาจากโรงเรียนนายเรือหลักสูตร ๕ ปี เรือโท ส รับราชการที่กรมเจ้าท่า ในตำแหน่งเจ้าพนักงานตรวจเรือเป็นเวลาประมาณ ๓ ปี มีหน้าที่เกี่ยวกับการตรวจเรือมาโดยตลอด ส่วนเรือเอก ช รับราชการเป็นเจ้าท่าภูมิภาคที่ ๗ มีตำแหน่งเจ้าพนักงาน ตรวจเรือ ๒๐ ปี พยานทั้งสองจึงเป็นผู้ชำนาญการพิเศษในการตรวจเรือ ความเห็นของพยานทั้งสองจึงเป็นประโยชน์ในการวินิจฉัยคดีและมีน้ำหนักให้รับฟังได้

ข้อสังเกต ฎีกานี้วินิจฉัยในประเด็นสำคัญ ๒ ประเด็น คือ ๑. การตรวจเรือ เป็นศาสตร์ซึ่งมีพยานผู้เชี่ยวชาญได้ เป็นการตรวจเรือว่าสภาพของเรือพร้อมที่จะออกทะเลได้ไหม ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญมากในคดีละเมิดเรืออัปปางอะไรพวกนี้ เพราะว่าเรือก่อนที่จะออกจากท่าได้ต้องมีการตรวจสอบความพร้อมเหมือนเครื่องบิน ซึ่งศาสตร์นี้เป็นศาสตร์ที่มีผู้เชี่ยวชาญได้ แล้วศาลฎีกาก็วินิจฉัยให้น้ำหนักไปในเรื่องของคุณสมบัติของผู้เชี่ยวชาญในการตรวจเรือได้ เราจะเห็นว่าเรือโท ส จบการศึกษาจากโรงเรียนนายเรือ คนนี้ในแง่ของการศึกษา รับราชการในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ตรวจเรือมา ๓ ปี อีกคนหนึ่ง คือเรือเอก ช คนนี้ทำงานเป็นเจ้าท่าภูมิภาค เป็นเจ้าพนักงานตรวจเรือมาถึง ๒๐ ปี เพราะฉะนั้นสองคนนี้ก็เบิกความรับฟังได้เกี่ยวกับเรื่องการตรวจเรือ

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ก็เป็นหลักการรับฟังพยานหลักฐานสี่ประเภทตามประมวลกฎหมายของเรา ต่อไปจะขึ้นหัวข้อใหม่คือเรื่องการรับฟังพยานบอกเล่า

อ้างอิง : กฏหมายลักษณะพยาน(อ.เข็มชัย ชุติวงศ์) รวมคำบรรยายเนติฯ เล่มที่9 สมัยที่ 68

 





การรับฟังพยานผู้เชี่ยวชาญ กฏหมายลักษณะพยาน(อ.เข็มชัย ชุติวงศ์) รวมคำบรรยายเนติฯ เล่มที่9 สมัยที่ 68 | เจาะหลัก สกัดฎีกา 5 ดาว เตรียมสอบ 3 สนาม อัพเดท ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม


จำนวนผู้ชม : 1459 ครั้ง
ลงวันที่ 05/02/2016 15:55:33




ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน



ผู้ใช้งานเข้าสู่ระบบ





เลือกประเภท:





[ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ เตรียมสอบ??]

ลืม Username/Password?

กรุณาเข้าระบบก่อนใช้งานทุกครั้ง


ค้นหากฎหมาย ทั่วโลก

เตรียมสอบเนติ วิแพ่ง อัพเดท

เตรียมสอบเนติ วิอาญา อัพเดท

ค้นหา ฎีกาเด่น 3 สนาม*

คำค้น :
ระบุ เช่น ละเมิด, หนี้, ทรัพย์ ,288

กลุ่มสังคมออนไลน์

       


ผู้ใช้งานในระบบ/สนับสนุน 21396 คน

Donations



ท่านสามารถร่วมสนับสนุนพัฒนาเว็บไซต์ LawSiamโดย Donate ผ่าน PayPal ได้ไม่จำกัด.
(Anyone can join or donate)