ลอว์สยาม ดอทคอม เตรียมสอบ 3 สนาม






หัวข้อ : คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ ที่ อม.๕๕/๒๕๕๘ (คดีกรุงไทย) เนติฯ สมัยที่ 69
หมวดหมู่ : สกัดหลัก ฎีกาเด่น 5ดาว กฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่น่าสนใจ







        คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ หมายเลขดำที่ อม.๓/๒๕๕๖ หมายเลขแดงที่ อม.๕๕/๒๕๕๘ เรียกกันว่า “คดีกรุงไทย” คดีนี้อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กับพวกรวม ๒๗ คน เป็นจำเลย จำเลยในคดีนี้มี ๒ กลุ่ม

        กลุ่มแรก ฝ่ายการเมือง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะเกิดเหตุ เป็นจำเลยที่ ๑ ร้อยโทสุชาย เชาว์วิศิษฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในขณะเกิดเหตุ เป็นจำเลยที่ ๒

        กลุ่มที่สอง คือ กรรมการในคณะกรรมการธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหาย เป็นจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ โดยจำเลยที่ ๒ เป็นประธานกรรมการบริหาร และ จำเลยที่ ๓ เป็นกรรมการผู้จัดการ

        กลุ่มที่สาม คือ พนักงานเจ้าหน้าที่ของธนาคารกรุงไทยฯ เป็นจำเลยที่ ๕ ถึง ที่ ๑๗ โดยจำเลยที่ ๕ ถึงที่ ๑๒ เป็นกรรมการสินเชื่อ จำเลยที่ ๕ เป็นประธาน คณะกรรมการสินเชื่อ จำเลยที่ ๑๒ ถึงที่ ๑๗ ได้รับแต่งตั้งจากจำเลยที่ ๓ ให้ทำหน้าที่ รับผิดชอบสินเชื่อขนาดใหญ่

        และกลุ่มสุดท้าย คือ ภาคธุรกิจ เป็นจำเลยที่ ๑๘ ถึงที่ ๑๙ ต่างเป็นนิติบุคคล ประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ ๒๓ และที่ ๒๔ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน จำเลยที่ ๒๐ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด มีจำเลยที่ ๑๘ ที่ ๑๙ ที่ ๒๑ และที่ ๒๒ เป็นบริษัทในเครือของจำเลยที่ ๒๐ มีจำเลยที่ ๒๕ เป็นผู้บริหารกลุ่มบริษัท ในเครือจำเลยที่ ๒๐ ทั้งหมด

        ข้อกล่าวหาในคดีนี้คือ เมื่อระหว่างวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๔๖ เวลากลางวัน ถึงวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๔๗ เวลากลางวันติดต่อกัน จำเลยที่ ๑ ในฐานะนายก รัฐมนตรี สั่งการผ่านไปทางจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ให้อนุมัติสินเชื่อตามโครงการที่จำเลย ที่ ๑๘ ถึงที่ ๒๗ เสนอ แล้วจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๗ ซึ่งเป็นพนักงานของธนาคารผู้เสียหาย อันเป็นอาชีพที่ไว้วางใจของประชาชน ได้ครอบครองทรัพย์และรับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินของผู้เสียหาย ร่วมกันเบียดบังยักยอกเอาเงินของธนาคารผู้เสียหายเป็นของตน และจำเลยที่ ๑๘ ถึงที่ ๒๗ ด้วยการให้สินเชื่อแก่จำเลยที่ ๑๘ ถึงที่ ๒๗ โดยทุจริตและ มิชอบ และจำเลยที่ ๑๘ ถึงที่ ๒๗ ร่วมกันและสนับสนุนจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๑๗ กระทำความผิดด้วยการเสนอโครงการเพื่อขอสินเชื่อโดยทุจริตและมิชอบ และเมื่อได้รับอนุมัติ แล้วได้นำเงินไปให้ประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้องโดยทุจริต เป็นเหตุให้ธนาคารผู้เสียหาย ผู้ถือหุ้นและประชาชนผู้ฝากเงินได้รับความเสียหายเป็นเงิน ๑๐,๐๕๔,๔๖๗,๔๘๐ บาท ดังนี้

        ๑) จำเลยที่ ๕ ถึงที่ ๑๗ อนุมัติสินเชื่อ ๕๐๐ ล้านบาท แก่จำเลยที่ ๑๘ โดยจำเลยที่ ๒๓ และที่ ๒๔ ในฐานะผู้แทนของจำเลยที่ ๑๘ และในฐานะส่วนตัวเพื่อนำเงินไปซื้อที่ดิน โดยไม่มีการวิเคราะห์ถึงฐานะทางการเงิน  ความสามารถในการ

ชำระหนี้  วัตถุประสงค์ของการใช้สินเชื่อ แหล่งเงินทุนที่จะชำระหนี้  และไม่ควบคุมติดตามดูแลสินเชื่อหลังการอนุมัติโดยใกล้ชิด รวมทั้งไม่เรียกหลักประกันให้คุ้มหนี้

        เมื่อได้รับสินเชื่อแล้ว จำเลยที่ ๑๘ ไม่นำเงินซื้อที่ดินตามที่ขออนุมัติ กลับโอนให้จำเลยที่  ๒๑  ที่  ๒๕  และพวกพ้อง เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ส่วนตนโดยทุจริต  เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับความเสียหาย

        ๒) จำเลยที่ ๑  สั่งการให้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๗  อนุมัติสินเชื่อตามที่ จำเลยที่ ๑๘ ถึงที่ ๒๗ เสนอ แล้วจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๗ ร่วมกันอนุมัติสินเชื่อ ๙,๙๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท แบ่งเป็นวงเงินปลดภาระหน (refinance) จากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ๘,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ซื้อที่ดิน ๕๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท พัฒนา สาธารณูปโภค ๑,๔๐๐,๐๐๐ บาท ให้แก่จำเลยที่ ๑๙ โดยจำเลยที่ ๒๓ และที่ ๒๔ ในฐานะผู้แทนของจำเลยที่ ๑๙ และในฐานะส่วนตัว โดยไม่มีการวิเคราะห์ถึงฐานะทางการเงิน ความสามารถในการชำระหนี้ ความเป็นไปได้ และวัตถุประสงค์ของโครงการ แหล่งเงินทุนที่จะชำระหนี้คืน ไม่ตรวจสอบยอดหนี้ที่แท้จริงที่จำเลยที่ ๑๙ มีอยู่กับธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ซึ่งหากตรวจสอบก็จะทราบว่าจำเลยที่ ๑๙ มีหนี้ที่ต้องชำระเพียง ๔,๕๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ทั้งไม่ตรวจสอบและประเมินที่ดิน ซึ่งใช้เป็นหลักประกันตามระเบียบของธนาคารผู้เสียหาย เป็นเหตุให้มีการรับรองราคาประเมินที่ดิน หลักประกันสูงถึง ๑๔,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ทั้งที่ความจริงราคาหลักประกันที่แท้จริง มีมูลค่าเพียง ๔,๖๐๖,๐๐๐,๐๐๐ บาท เป็นเหตุให้ธนาคารผู้เสียหายได้รับความเสียหายเป็นเงิน ๘,๓๖๘,๗๓๒,๑๐๐ บาท

        ๓) จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ขายหุ้นบุริมสิทธิของจำเลยที่ ๒๐ คือ บริษัทกฤษดา มหานครฯ (ซึ่งมีจำเลยที่ ๒๕ และที่ ๒๖ เป็นผู้มีอำนาจทำการแทน) ที่ธนาคาร กรุงไทยฯ ผู้เสียหายถือครองอยู่ ๑๑๘,๕๗๓,๕๓๘ หุ้น ในราคาหุ้นละ ๑๐ บาท เป็นเงิน ๑,๑๘๕,๗๓๕,๓๘๐ บาท โดยขายให้แก่จำเลยที่ ๒๒ ซึ่งมีจำเลยที่ ๒๗ เป็นผู้มีอำนาจทำการแทน ให้เครดิตการชำระค่าหุ้นภายใน ๔ เดือน โดยไม่มีหลักทรัพย์เป็นประกัน โดยไม่มิการวิเคราะห์ฐานะและความสามารถในการชำระหนี้ของจำเลย ที่ ๒๒ เป็นเหตุให้เกิดความเสียหาย เนื่องจากธนาคารกรุงไทยฯ ผู้เสียหายไม่ได้รับเงิน ชำระค่าหุ้น ๑,๑๘๕,๗๓๕,๓๘๐ บาท

        อัยการสูงสุดมีคำขอให้ลงโทษจำเลยดังกล่าวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๒, ๑๕๗, ๓๕๒, ๓๕๓, ๓๕๔, ๘๓, ๘๔, ๘๖ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. ๒๕๐๒ มาตรา ๔, ๘, ๑๑ พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๐๕ มาตรา ๔๖ นว พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๓๐๗, ๓๐๘, ๓๑๑, ๓๑๓, ๓๑๕ พ.ร.บ.บริษัทมหาชน จำกัด พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๘๕, ๙๑ ขอให้ศาลสั่งให้จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๒๗ ร่วมกันคืนเงิน หรือใช้เงินคืน ๑๐,๐๕๔,๖๔๗,๔๘๐ บาท ให้ธนาคารกรุงไทยฯ และนับโทษของจำเลย ที่ ๑ ต่อจากโทษในคดีอื่น คดีนี้เสร็จการพิจารณาแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ นัดฟังคำพิพากษาปลายเดือนสิงหาคม ๒๕๕๗

        ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ ๑๘ และที่ ๑๙ เป็นนิติบุคคล มิจำเลย ที่ ๒๓ และที่ ๒๔ เป็นผู้ทำการแทน จำเลยที่ ๒๐ เป็นนิติบุคคลมิจำเลยที่ ๒๖ เป็นผู้ทำการแทน มีจำเลยที่ ๒๗ เป็นกรรมการผู้จัดการ และจำเลยที่ ๑๘ ที่ ๑๙ ที่ ๒๑ และที่ ๒๒ เป็นบริษัทในกลุ่มของจำเลยที่ ๒๐ โดยมีจำเลยที่ ๒๒ เป็นผู้บริหารกลุ่ม จำเลยที่ ๒๐ มีผลการดำเนินการและฐานะทางการเงินประสบผลขาดทุนมาโดยตลอด และอยู่ในเกณฑ์อาจถูกเพิกถอนจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จึงต้องจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการโดยการเพิ่มทุน และลดทุน จำเลยที่ ๒๐ จึงต้องขอสินเชื่อจากธนาคารผู้เสียหาย ไปซื้อหุ้นบุริมสิทธิ คืนจากสถาบันการเงินอื่นรวมทั้งธนาคารผู้เสียหาย เพื่อรวบรวมหุ้นให้ได้ลัดส่วนสามในสี่ ของทุนจดทะเบียนในการลงคะแนนลดทุนเพื่อลดการขาดทุนสะสม แต่จำเลยที่ ๒๐ ไม่อยู่ในฐานะที่จะขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้ จึงต้องใช้จำเลยที่ ๑๘ และที่ ๑๙ ขอสินเชื่อจากธนาคารผู้เสียหายแทนในวงเงิน ๕๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ๙,๙๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ตามลำดับ อ้างว่าจะนำไปซื้อที่ดินเพื่อขายให้จำเลยที่ ๒๐ และนำไปทำโครงการกฤษดา ซิตี้ 4000 กับนำเงินไปรีไฟแนนซ์จากธนาคารกรุงเทพฯ ๘,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท นำไปซื้อที่ดิน๕๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท และนำไปพัฒนาสาธารณูปโภค ๑,๔๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท เมื่อได้รับเงินแล้วจำเลยที่ ๑๘ และที่ ๑๙ กลับนำเงินไปซื้อหุ้นบุริมสิทธิ แปลงสภาพของจำเลยที่ ๒๐ คืนจากสถาบันการเงินต่างๆ โอนให้บุคคลในกลุ่ม และโอนให้บุคคลภายนอกอีกหลายคน กับนำไปชำระหนี้รีไฟแนนซ์แก่ธนาคารกรุงเทพฯ ๔,๔๔๕,๑๓๐,๐๐๐ บาท

        ประเด็นว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ เห็นว่าฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมาย และโจทก์มีอำนาจฟ้องเฉพาะจำเลยที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหา ซึ่งปรากฏว่าไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยที่ ๖ และที่ ๗

        ประเด็นว่า การอนุมัติสินเชื่อให้แก่จำเลยที่ ๑๗ และที่ ๑๙ ชอบหรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ เห็นว่า จำเลยที่ ๑๘ ถึงที่ ๒๐ รวมทั้งบริษัทในกลุ่มต่างอยู่ในสภาพมีหนี้สินจำนวนมาก ไม่มีรายได้ต่อเนื่องกันมาหลายปี มีดอกเบี้ยค้างชำระเพิ่มพูนขึ้น เกิดการขาดทุนสะสมตลอดมา ทำให้ฐานะการเงินไม่มันคง ความสามารถในการหา รายได้ต่ำจนไม่น่าเชื่อว่าจะชำระหนี้ได้ มีเหตุอันควรสงสัยว่าไม่ได้ประกอบธุรกิจจริงจัง และไม่ปรากฏรายได้เพียงพอที่จะชำระหนี้ เข้าลักษณะเป็นลูกหนี้ที่ไม่อาจชำระหนี้ได้ หรืออาจชำระหนี้ได้โดยยาก ซึ่งต้องห้ามมิให้ให้สินเชื่อตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและคำสั่งธนาคารกรุงไทย แม้ว่าการขอสินเชื่อของจำเลยที่ ๑๘ เพื่อนำไปซื้อที่ดิน เพื่อขายแก่จำเลยที่ ๒๐ หรือการขอสินเชื่อของจำเลยที่ ๑๙ เพื่อทำโครงการกฤษดาซิตี้ 4000 โดยมีจำเลยที่ ๒๐ เป็นพันธมิตรร่วมลงทุนจะแสดงประมาณการว่ามีผลกำไร แต่เมื่อจำเลยที่ ๒๐ เป็นหนี้สถาบันการเงินหลายแห่ง มีการปรับโครงสร้างหนี้หลายครั้งจนถูกห้ามมิให้ก่อหนี้เพิ่ม จึงไม่อยู่ในฐานะที่จะซื้อที่ดินจากจำเลยที่ ๑๘ หรือไม่อยู่ในฐานะที่จะหาเงินมาร่วมลงทุนกับจำเลยที่ ๑๙ ได้ อีกทั้งโครงการของจำเลยที่ ๑๙ เป็น โครงการขนาดใหญ่ วงเงินที่ขอสินเชื่อสูง แต่ไม่มีรายละเอียดของข้อมูลที่จำเป็นประกอบการขอสินเชื่อ เพื่อให้เห็นถึงความเป็นไปได้ของโครงการ การที่จำเลยที่ ๕ ถึงที่ ๑๗ อนุมัติสินเชื่อให้แก่จำเลยที่ ๑๘ และจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ และจำเลยที่ ๘ ถึงที่ ๒๗ กรรมการสินเชื่ออนุมัติสินเชื่อให้แก่จำเลยที่ ๑๙ จึงเป็นการไม่ชอบ

        ประเด็นว่า จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ขายหุ้นบุริมสิทธิแปลงสภาพของจำเลยที่ ๒๐ ให้แก่จำเลยที่ ๒๒ เป็นเงิน ๑,๑๘๕,๗๓๕,๓๘๐ บาท ด้วยการให้เครดิตชำระเงินภายใน ๔ เดือน และมอบฉันทะให้จำเลยที่ ๒๒ ออกเสียงลงคะแนนในการประชุมผู้ถือหุ้นของ จำเลยที่ ๒๐ ชอบหรือไม่ เห็นว่า การขายหุ้นบุริมสิทธิด้วยวิธีการดังกล่าว ถือได้ว่า เป็นการให้สินเชื่ออย่างหนึ่ง จึงต้องปฏิบัติตามคำสั่งที่ ธ ๒๒๒/๒๕๔๕ เรื่องนโยบาย สินเชื่อ ที่กำหนดให้มีการวิเคราะห์ความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ซื้อคือจำเลยที่ ๒๒ แต่จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ไม่วิเคราะห์สินเชื่อ ทำให้ธนาคารผู้เสียหายขายหุ้นบุริมสิทธิไป โดยไม่ได้รับชำระคำหุ้น ทั้งมีการมอบฉันทะให้จำเลยที่ ๒๒ เข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้น ของจำเลยที่ ๒๐ ในการออกเสียงลงคะแนนลดจำนวนหุ้นบุริมสิทธิเพื่อลดขาดทุนสะสม ทำให้หุ้นบุริมสิทธิที่ขายไปมีมูลค่าเป็นศูนย์ เป็นการไม่ชอบ

        ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ จึงพิพากษาว่า จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ และที่ ๑๒ มีความผิดให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงาน ของรัฐ พ.ศ. ๒๕๐๒ มาตรา ๒ ให้จำคุกจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ และที่ ๑๒ คนละ ๑๘ ปี จำเลยที่ ๕ ที่ ๘ ถึงที่ ๑๑ และที่ ๑๓ ถึงที่ ๑๗ มีความผิดให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ  พ.ศ.   ๒๕๐๒ มาตรา ๔ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๖ ให้จำคุกจำเลยที่ ๕ ที่ ๘ ถึงที่ ๑๑ และที่ ๑๓ ถึงที่ ๑๗ คนละ ๑๒ ปี สำหรับจำเลยที่ ๑๘ ถึงที่ ๒๗ มีความผิดให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. ๒๕๐๒ มาตรา ๔ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๖ โดยจำเลยที่ ๑๘ ถึงที่ ๒๒ ซึ่งเป็นนิติบุคคลให้ปรับรายละ ๒๖,๐๐๐ บาท ส่วนจำเลยที่ ๒๓ ถึงที่ ๒๗ ให้จำคุกคนละ ๑๒ ปี  ให้จำเลยที่ ๒๐ ที่  ๒๕ และที่  ๒๖   ร่วมกันคืนเงิน ๑๐,๐๐๔,๔๖๗,๔๘๐ บาท แก่ธนาคารผู้เสียหาย โดยให้จำเลยที่ ๓ ที่ ๒๒ และที่ ๒๗ ร่วมรับผิด ๙,๕๕๔,๔๖๗,๔๘๐ บาท จำเลยที่ ๑๒ ถึงที่ ๑๗ ที่ ๒๑ ที่ ๒๓ และ ที่ ๒๔ ร่วมรับผิด ๘,๘๑๘,๗๓๒,๑๐๐ บาท จำเลยที่ ๑๘ ร่วมรับผิด ๔๕๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท และจำเลยที่ ๒ ที่ ๔ ที่ ๕ และที่ ๘ ถึงที่ ๑๑ และที่ ๑๙ ร่วมรับผิด ๘,๓๖๘,๗๓๒,๑๐๐ บาท ซึ่งเงินส่วนนี้ถ้าธนาคารผู้เสียหายได้รับชำระคืนแล้วเป็นจำนวนเท่าใด ก็ให้หักออกจากจำนวนที่สั่งให้ใช้คืนตามส่วน หากจำเลยที่ ๑๘ ถึงที่ ๒๒ ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ ข้อหาและคำขออื่น นอกจากนี้ให้ยก สำหรับจำเลยที่ ๖ และที่ ๗ ให้ยกฟ้อง.

 

อ้างอิง :วิชา กฏหมายรัฐธรรมนูญ (อ.อธิคม อินทุภูติ) เล่มที่7  สมัยที่ 69





คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ ที่ อม.๕๕/๒๕๕๘ (คดีกรุงไทย) เนติฯ สมัยที่ 69 | เจาะหลัก สกัดฎีกา 5 ดาว เตรียมสอบ 3 สนาม อัพเดท ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม


จำนวนผู้ชม : 463 ครั้ง
ลงวันที่ 21/07/2016 17:58:37




ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน



ผู้ใช้งานเข้าสู่ระบบ





เลือกประเภท:





[ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ เตรียมสอบ??]

ลืม Username/Password?

กรุณาเข้าระบบก่อนใช้งานทุกครั้ง


ค้นหากฎหมาย ทั่วโลก

เตรียมสอบเนติ วิแพ่ง อัพเดท

เตรียมสอบเนติ วิอาญา อัพเดท

ค้นหา ฎีกาเด่น 3 สนาม*

คำค้น :
ระบุ เช่น ละเมิด, หนี้, ทรัพย์ ,288

กลุ่มสังคมออนไลน์

       


ผู้ใช้งานในระบบ/สนับสนุน 21396 คน

Donations



ท่านสามารถร่วมสนับสนุนพัฒนาเว็บไซต์ LawSiamโดย Donate ผ่าน PayPal ได้ไม่จำกัด.
(Anyone can join or donate)