หัวข้อ : คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.124/2563
หมวดหมู่ : สกัดหลักกฎหมายปกครอง คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล





คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.124/2563

 

สรุปประเด็น

         เรื่องนี้มูลคดีเกิดจาก นายนที (นามสมมติ) ซึ่งประกอบวิชาชีพทนายความ ได้รับการว่าจ้างจากนางสา ให้ดำเนินคดีในการถอนชื่อนายพลออกจากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของนางสา ต่อมานางสาได้ร้องเรียนต่อประธานกรรมการมรรยาททนายความ ว่า นายนทีได้รับจ้างดำเนินคดีให้กับตนแล้วทอดทิ้งคดี จึงขอเงินค่าว่าจ้าง 50,000 บาท และค่าใช้จ่ายอีก 20,000 บาท คืน คณะกรรมการสภาทนายความ (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) พิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำของนายนที ไม่เป็นการทอดทิ้งคดีตามที่ถูกกล่าวหา แต่การที่นายนทีรับเงินจากนางสาจำนวน 20,000 บาท เพื่อเป็นค่าธรรมเนียมศาล แต่ได้วางเงินค่าธรรมเนียมศาลจริงเพียง 200 บาท นั้น เห็นว่าเป็นกรณีปิดบังข้อความที่ควรแจ้งให้ลูกความทราบ และเมื่อได้รับเป็นทนายความแล้ว ภายหลังใช้อุบายด้วยประการใด ๆ โดยปราศจากเหตุผลอันสมควร เพื่อจะให้ตนได้รับประโยชน์นอกเหนือจากที่ลูกความได้ตกลงสัญญาให้ และประกอบอาชีพ ดำเนินธุรกิจ หรือประพฤติตนอันเป็นการฝ่าฝืนต่อศีลธรรมอันดี หรือเป็นการเสื่อมเสียต่อศักดิ์ศรี และเกียรติคุณของทนายความ ตามข้อ 12 (2) ข้อ 14 และข้อ 18 ของข้อบังคับสภาทนายความ ว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529 อันเป็นการประพฤติผิดมรรยาททนายความ จึงให้ลงโทษลบชื่อนายนทีออกจากทะเบียนทนายความ
       นายนที ไม่พอใจคำสั่งของคณะกรรมการสภาทนายความ จึงได้อุทธรณ์ และสภานายกพิเศษแห่งสภาทนายความ (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) ได้พิจารณาอุทธรณ์แล้ว เห็นว่า การกระทำของนายนที ไม่เป็นการทอดทิ้งคดีตามที่ถูกกล่าวหา แต่การที่รับเงินจากนางสาผู้กล่าวหาจำนวน 20,000 บาท แต่ได้วางเงินค่าธรรมเนียมศาลเพียง 200 บาท การไม่คืนเงินดังกล่าว ถือเป็นกรณี ฉ้อโกง ยักยอก หรือตระบัดสินลูกความ หรือครอบครอง หรือหน่วงเหนี่ยวเงินหรือทรัพย์สินของลูกความที่ตนได้รับมาโดยหน้าที่อันเกี่ยวข้องไว้นานเกินกว่าเหตุ โดยมิได้รับความยินยอมจากลูกความ นำมาซึ่งความเสื่อมเสียศักดิ์ศรีและเกียรติคุณของทนายความอันเป็นการประพฤติผิดมรรยาททนายความ ตามข้อ 12 (2) ข้อ 15 และข้อ 18 ของข้อบังคับสภาทนายความ ว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529 แต่ตามพฤติการณ์ของคดีไม่ถือเป็นการใช้อุบายด้วยประการใด ๆ โดยปราศจากเหตุผลอันสมควรเพื่อให้ได้รับประโยชน์นอกเหนือจากที่ลูกความตกลงสัญญาให้ ตามข้อ 14 ของข้อบังคับสภาทนายความ ว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529 จึงมีคำสั่งให้แก้คำสั่งที่ลบชื่อนายนทีออกจากทะเบียนทนายความ เป็นห้ามทำการเป็นทนายความมีกำหนด 3 ปี ส่วนการที่นายนทีอ้างว่าไม่คืนเงินส่วนที่เหลือให้ผู้กล่าวหา เพราะหากจำเลยต่อสู้คดีจะกลายเป็นคดีมีทุนทรัพย์คิดค่าธรรมเนียมศาล ตามทุนทรัพย์ที่ฟ้อง จะได้นำเงินที่เหลือไปเสียค่าธรรมเนียมศาลนั้น ไม่อาจนำมาเป็นข้อแก้ตัวได้ นายนทีไม่เห็นด้วยกับคำสั่งของสภานายกพิเศษแห่งสภาทนายความ จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง ขอให้มีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งลงโทษดังกล่าว
       คดีนี้จึงมีประเด็นที่ศาลต้องวินิจฉัยว่า คำสั่งสภานายกพิเศษแห่งสภาทนายความที่ห้ามผู้ฟ้องคดีทำการเป็นทนายความมีกำหนด 3 ปี ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
       ศาลปกครองสูงสุด พิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีให้การยอมรับในสำนวนการสอบสวนว่า ได้แจ้งให้ผู้กล่าวหานำเงินค่าธรรมเนียมศาลประมาณ 16,000 บาท มาชำระภายในกำหนด แต่ผู้กล่าวหาไม่ชำระ ศาลจึงจำหน่ายคดี ออกจากสารบบความ ต่อมาผู้กล่าวหามอบเงินจำนวน 20,000 บาท ให้ผู้ฟ้องคดีเพื่อเป็นค่าธรรมเนียมศาลในการยื่นฟ้องคดีใหม่ แสดงให้เห็นว่าผู้ฟ้องคดีได้มีการรับเงินจำนวน 20,000 บาท โดยแจ้งต่อผู้กล่าวหาว่านำไปเสียค่าธรรมเนียมศาลจริง ต่อมา ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องคดีอีกครั้งแต่เสียค่าขึ้นศาล 200 บาท โดยเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงค่าธรรมเนียมศาลเป็นเรื่องปลดเปลื้องทุกข์คดีไม่มีทุนทรัพย์จึงเสียค่าธรรมเนียมศาลเพียง 200 บาท แต่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ฟ้องคดีได้แจ้งข้อเท็จจริงดังกล่าวให้ ผู้กล่าวหาทราบแต่อย่างใด แม้ตามหนังสือสัญญาว่าจ้างให้ว่าความ ข้อ 2 กำหนดว่า ผู้ว่าจ้างตกลงจ้างผู้รับจ้าง เป็นเงิน 50,000 บาท ทั้งนี้ไม่รวมค่าใช้จ่ายอีก 20,000 บาท ข้อ 3 กำหนดว่า ในชั้นบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาล ไม่รวมไปถึงค่าใช้จ่ายในการบังคับคดี เช่น ค่าธรรมเนียมในการตั้งเรื่องยึดทรัพย์ ค่านำหมาย (มีใบเสร็จ) โดยไม่ปรากฏรายละเอียดอย่างแน่ชัดว่าค่าจ้าง 50,000 บาท และค่าใช้จ่ายอีก 20,000 บาท เป็นค่าทนายความ ค่าธรรมเนียมศาล และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ จำนวนเท่าใด แต่ยังคงเป็นหน้าที่ของผู้ฟ้องคดีที่จะต้องแจ้งข้อเท็จจริงเรื่องค่าธรรมเนียมศาลที่เปลี่ยนแปลงไปให้ผู้กล่าวหาทราบ รวมทั้งยังคงมีหน้าที่ต้องคืนเงินค่าธรรมเนียมศาลในส่วนที่เหลือให้แก่ผู้กล่าวหา ส่วนค่าใช้จ่ายอื่นที่เกิดขึ้นระหว่างดำเนินการนั้น เป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีต้องแจ้งรายละเอียดให้ผู้กล่าวหาทราบในภายหลัง ไม่อาจนำมารวมโดยแจ้งต่อผู้กล่าวหาว่าเป็นค่าธรรมเนียมศาลได้
       เมื่อผู้ฟ้องคดีมีอาชีพเป็นทนายความ มีหน้าที่ช่วยเหลือลูกความด้วยความซื่อสัตย์สุจริต อีกทั้งต้องมีมาตรฐานความประพฤติสูงกว่าบุคคลธรรมดา พฤติกรรมในการไม่แจ้งค่าธรรมเนียมศาลที่ถูกต้องให้ลูกความทราบดังกล่าวจึงถือเป็นการปิดบังข้อความที่ควรแจ้งให้ลูกความทราบ และยักยอกหรือตระบัดสินลูกความ หรือครอบครอง หรือหน่วงเหนี่ยวเงินของลูกความที่ตนได้รับมาโดยหน้าที่อันเกี่ยวข้องไว้นานเกินกว่าเหตุโดยมิได้รับความยินยอมจากลูกความ นำมาซึ่งความเสื่อมเสียต่อศักดิ์ศรีและเกียรติคุณของทนายความอันเป็นการประพฤติผิดมรรยาททนายความ ตามข้อ 12 (2) ข้อ 15 และข้อ 18 ของข้อบังคับสภาทนายความ ว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529 ดังนั้น คำสั่งสภานายกพิเศษแห่งสภาทนายความ ที่ห้ามผู้ฟ้องคดีทำการเป็นทนายความกำหนด 3 ปี ตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 มาตรา 52 (2) จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ...พิพากษายกฟ้อง
_______________
คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.124/2563





คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.124/2563 | เจาะหลัก สกัดฎีกา 5 ดาว เตรียมสอบ 3 สนาม อัพเดท ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม



จำนวนผู้ชม : 12 ครั้ง
ลงวันที่ 14/09/2020 15:06:36






ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน



ผู้ใช้งานเข้าสู่ระบบ





เลือกประเภท:





[วิธีชำระเงิน]
[ข้อมูลเตรียมสอบฯ คลิก!]


ลืม Username/Password?

กรุณาเข้าระบบก่อนใช้งานทุกครั้ง


ค้นหากฎหมาย ทั่วโลก

ระบุ คำค้น เช่น law, ฎีกา, ศาล, อาญา..

เตรียมสอบเนติ วิแพ่ง 2/72

เตรียมสอบเนติ วิอาญา 2/72

ค้นหา ฎีกาเด่น 3 สนาม*

คำค้น :
ระบุ เช่น ละเมิด, หนี้, ทรัพย์ ,288

กลุ่มสังคมออนไลน์

      

ผู้ใช้งานในระบบ/สนับสนุน 24388 คน


sitemap.xml