ย้อนกลับสู่หน้า เตรียมสอบ 3 สนาม สกัดหลัก จับประเด็น พิสดาร! >> รวมหมายเหตุท้ายฎีกา กฎหมายอาญา

ชื่อไฟล์ : หมายเหตุท้ายฎีกา เรื่อง ความผิดฐานฉ้อโกง / จิตฤดี วีระเวสส์
หมวด : รวมหมายเหตุท้ายฎีกา กฎหมายอาญา
สิทธิใช้งาน : สำหรับสมาชิก (กลุ่มผู้สนับสนุน) เตรียมสอบ 3 สนาม กลุ่มที่ 17 และกลุ่มที่ 18 (ใช้งานทั้งหมดทุกกลุ่ม*) อ่านรายละเอียด
ขนาด : ไม่ระบุ
   
 


รายละเอียด

 คำพิพากษาฎีกาที่ 6892/2542    

       
 
ป.อ. มาตรา 334, 341

 
 
   การกระทำที่จะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ต้องเป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยพลการ โดยทุจริต มิใช่ได้ทรัพย์ไปเพราะผู้อื่นยินยอมมอบให้เนื่องจากถูกหลอกลวง  การที่จำเลยเปลี่ยนเอาป้ายราคาโคมไฟตั้งโต๊ะของกลางซึ่งติดราคา1,785 บาทออก แล้วนำป้ายราคาโคมไฟอื่นซึ่งติดราคา 134 บาท มาติดแทนแล้วมอบให้พวกของจำเลยนำไปชำระราคาแก่พนักงานเก็บเงินของผู้เสียหายจึงมิใช่เอาโคมไฟตั้งโต๊ะไปโดยพลการโดยทุจริต อันจะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์หากแต่เป็นการหลอกลวงพนักงานเก็บเงินของผู้เสียหายโดยทุจริต โดยแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่า ราคาโคมไฟตั้งโต๊ะมีราคา 134 บาท พนักงานเก็บเงินของผู้เสียหายหลงเชื่อยินยอมมอบโคมไฟตั้งโต๊ะของกลางให้จำเลยโดยรับเงินจากจำเลยไว้เพียง 134 บาท การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกง

 
 
________________________________

 
 
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335

 
จำเลยให้การปฏิเสธ

 
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(7)(11) วรรคสาม จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78หนึ่งในสี่ คงจำคุก 2 ปี 3 เดือน

 
จำเลยอุทธรณ์

 
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341 จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน

 
โจทก์และจำเลยฎีกา

 
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างของบริษัทเอก-ชัยดีสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด ผู้เสียหายได้เปลี่ยนเอาป้ายราคาโคมไฟตั้งโต๊ะของกลางซึ่งติดราคา 1,785 บาท ออก แล้วนำป้ายราคาโคมไฟอื่นซึ่งติดราคา 134 บาท มาติดแทนแล้วมอบให้จำเลยที่ 2 ในคดีหมายเลขแดงที่ 5343/2538 ของศาลชั้นต้นนำไปชำระราคาแก่พนักงานเก็บเงินของผู้เสียหายเป็นเหตุให้พนักงานเก็บเงินของผู้เสียหายรับเงินชำระราคาโคมไฟตั้งโต๊ะของกลางไว้เพียง 134 บาท แล้วมอบโคมไฟตั้งโต๊ะของกลางให้พวกจำเลยดังกล่าวไปปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานลักทรัพย์หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า การกระทำที่จะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ จะต้องเป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยพลการโดยทุจริตมิใช่ได้ทรัพย์ไปเพราะผู้อื่นยินยอมมอบให้เนื่องจากถูกหลอกลวง การที่จำเลยเปลี่ยนเอาป้ายราคาโคมไฟตั้งโต๊ะของกลางซึ่งติดราคา 1,785 บาท ออก แล้วนำป้ายราคาโคมไฟอื่นซึ่งติดราคา 134 บาท มาติดแทน แล้วมอบให้พวกของจำเลยนำไปชำระราคาแก่พนักงานเก็บเงินของผู้เสียหาย จึงมิใช่เอาโคมไฟตั้งโต๊ะของกลางไปโดยพลการโดยทุจริตอันจะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ หากแต่เป็นการหลอกลวงพนักงานเก็บเงินของผู้เสียหายโดยทุจริต โดยแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่า ราคาโคมไฟตั้งโต๊ะของกลางมีราคา 134 บาท พนักงานเก็บเงินของผู้เสียหายหลงเชื่อยินยอมมอบโคมไฟตั้งโต๊ะของกลางให้จำเลย โดยรับเงินจากจำเลยไว้เพียง 134 บาท อันเป็นความผิดฐานฉ้อโกง ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยเพียงแต่นำป้ายราคาโคมไฟอื่นที่ติดราคา 134 บาท มาติดแทนที่ป้ายราคาที่แท้จริงของโคมไฟตั้งโต๊ะของกลาง เป็นเพียงอุบายเพื่อให้ได้โคมไฟตั้งโต๊ะของกลางมิได้มีเจตนาแสดงข้อความอันเป็นเท็จนั้น เห็นว่า การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการแสดงข้อความอันเป็นเท็จอยู่ในตัว และจำเลยกระทำโดยมีเจตนาหลอกลวงพนักงานเก็บเงินของผู้เสียหายให้ยินยอมมอบโคมไฟตั้งโต๊ะของกลางให้จำเลยแล้วหาใช่ไม่มีเจตนาแสดงข้อความอันเป็นเท็จดังที่โจทก์ฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานฉ้อโกงนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

 
พิพากษายืน

 
 
 
(ทองหล่อ โฉมงาม - สกนธ์ กฤติยาวงศ์ - กมล เพียรพิทักษ์)

 
 
แหล่งที่มา    สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ 

 
 
 
หมายเหตุ

 
 
 ความผิดฐานฉ้อโกง เป็นความผิดที่ประทุษร้ายต่อทรัพย์มีลักษณะสำคัญคือการใช้อุบายหลอกลวง และโดยการหลอกลวงนั้น เป็นผลให้ผู้กระทำได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวง หรือบุคคลที่สาม หรือโดยการหลอกลวงนั้นทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม ทำ ถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิ จึงเห็นได้ว่าความผิดฐานฉ้อโกงเป็นเรื่องที่เจ้าของทรัพย์ได้อนุญาตหรือเต็มใจให้ทรัพย์สินไปเพราะผู้กระทำผิดใช้อุบายหลอกลวงอันเป็นผลให้หลงเชื่อและมอบทรัพย์สินให้ถือได้ว่า เป็นความสมัครใจของผู้เสียหายที่สละการครอบครองทรัพย์สินให้ผู้หลอกลวงเพราะผลจากการถูกฉ้อโกง

 
 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 259-260/2488 จำเลยหลอกลวงว่าสามารถทำธนบัตรฉบับเดียวให้เป็นสองฉบับได้ เจ้าทรัพย์หลงเชื่อจึงเอาธนบัตรมาให้จำเลยทำพิธีจำเลยเอาเข้าไปในห้องแล้วส่งหีบออกมาใบหนึ่ง บอกว่าธนบัตรใส่ไว้ในหีบนั้นแล้วห้ามเปิดหีบอีกสองวันจึงจะเปิดได้ เจ้าทรัพย์ก็กลับไป ต่อมาปรากฏว่าเงินในหีบนั้น จำเลยเอาไปหมดเสียแล้ว ดังนี้ตัดสินว่าเจ้าทรัพย์หลงเชื่อคำกล่าวเท็จหลอกลวงของจำเลยจนปล่อยให้จำเลยทำอะไรแก่ธนบัตรนั้นได้ตามชอบใจ จนกระทั่งจำเลยพาธนบัตรหนีไป เจ้าทรัพย์เพิ่งทราบในภายหลัง หมดโอกาสที่จะติดตามได้ทันที พฤติการณ์เหล่านี้ส่อให้เห็นความงมงายของเจ้าทรัพย์อย่างชัดแจ้งคงไม่ระแวงการทุจริตของจำเลย จึงมิได้ควบคุมธนบัตรนั้นอย่างที่ตนเป็นผู้ยึดถือสันนิษฐานได้ว่าเจ้าทรัพย์ได้สละการครอบครองธนบัตรให้แก่จำเลยเริ่มตั้งแต่ตนหลงเชื่ออุบายทุจริตของจำเลยแล้ว การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานฉ้อโกงไม่ใช่ความผิดฐานลักทรัพย์

 
 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1514/2508 จำเลยเข้าไปซื้อสบู่ในร้านผู้เสียหาย 1 ก้อนราคา 3 บาท จำเลยส่งธนบัตร 100 บาทให้ไป ผู้เสียหายทอนให้ 97 บาท ต่อมาจำเลยไม่ต้องการสบู่ขอเงินคืน โดยยื่นสบู่และเงินทอนให้ไป 47 บาท ฉวยโอกาสเก็บเงิน50 บาทไว้ ผู้เสียหายรับเงินคืนไปโดยไม่ได้นับและคืนธนบัตร 100 บาท ให้แก่จำเลยจำเลยรับเงินแล้วรีบออกจากร้านไป เห็นได้ว่า เจตนาของจำเลยต้องการเงินจำนวนหนึ่งจากเจ้าทรัพย์ โดยใช้อุบายทำทีว่าจะซื้อสบู่ด้วยการชำระเงินด้วยธนบัตร 100 บาทเพื่อเจ้าทรัพย์จะได้ทอนเงินปลีกให้ เมื่อได้เงินทอนแล้วก็บอกเลิกไม่ซื้อสบู่และขอธนบัตร100 บาท คืน โดยคืนเงินทอนให้แก่เจ้าทรัพย์ แต่ฉวยโอกาสทุจริตยึดเอาเงินทอนไว้50 บาท การซื้อสบู่เป็นฉากบังหน้าอันเป็นเท็จเพื่อหลอกลวงให้ได้ไปซึ่งทรัพย์สินคือเงินส่วนหนึ่งที่เจ้าของทรัพย์ทอนให้เพราะหลงเชื่อในการหลอกลวงนั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกง

 
 ส่วนความผิดฐานลักทรัพย์ เป็นการเอาทรัพย์ไปจากความครอบครองของผู้อื่นในลักษณะเป็นการทำร้ายกรรมสิทธิ์และการครอบครองของผู้อื่น และในขณะเดียวกันผู้กระทำได้ก่อการครอบครองของตนเองขึ้นมาใหม่ จึงเห็นได้ว่า ความผิดฐานลักทรัพย์เป็นความผิดที่กระทำโดยฝ่าฝืนความยินยอมของผู้เสียหาย เป็นกรณีที่ผู้กระทำความผิดได้ทรัพย์สินไปโดยที่เจ้าของไม่อนุญาต

 
 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 791/2502 จำเลยกับพวกได้พูดขอลองกำลังม้ากับเจ้าของม้า อ้างว่าเพื่อนของจำเลยจะซื้อ เจ้าของม้ายังไม่ทันอนุญาต จำเลยยัดเยียดบังเหียนให้เพื่อนของจำเลยขี่ม้านั้นหลบหนีไปต่อหน้า ดังนี้ สิทธิครอบครองยังอยู่กับเจ้าของม้าตลอดเวลา จึงไม่ใช่ฉ้อโกง แต่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์

 
  คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 848/2507 จำเลยได้เสียกับบุตรสาวผู้เสียหายแล้วพากันมาอยู่บ้านผู้เสียหายได้ 7-8 วัน จำเลยบอกผู้เสียหายว่าจะไปซื้อข้าวสารมาเก็บไว้กินในฤดูทำนา รุ่งขึ้นจำเลยเอาโคของผู้เสียหายเทียมเกวียนจะไปซื้อข้าวสาร ภริยาผู้เสียหายไปกับจำเลยด้วย เมื่อถึงที่หมายจำเลยปลดโคจากเกวียนแล้วแยกไป ต่อมาไม่นานจำเลยกลับมาถามภริยาผู้เสียหายว่า โคกินน้ำแล้วหรือยังประเดี๋ยวข้าวสารจะมาแล้ว ภริยาผู้เสียหายว่ายัง จำเลยจึงนำโคไปอ้างว่าจะนำไปให้กินน้ำ แล้วก็นำโคไปขายเสีย พร้อมทั้งมอบตั๋วพิมพ์รูปพรรณโคให้ผู้ซื้อไปด้วยดังนี้ พฤติการณ์ของจำเลยส่อให้เห็นความทุจริตของจำเลยตั้งแต่ลอบเอาตั๋วพิมพ์รูปพรรณไปแล้ว เมื่อพิเคราะห์ถึงความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยกับผู้เสียหายฉันลูกเขยพ่อตาแม่ยาย จำเลยอาจจะเอาโคไปใชได้ตามพลการของจำเลยโดยการวิสาสะ หาจำต้องขออนุญาตหรือรับความยินยอมดังเช่นบุคคลอื่นไม่ แต่การที่จำเลยใช้อุบายหลอกลวงผู้เสียหายและภริยานั้น มิใช่เพื่อให้ผู้เสียหายและภริยายอมส่งมอบโคให้จำเลยหากเป็นแต่เพียงอุบายในการที่จำเลยจะพาโคไปได้แนบเนียนขึ้นเท่านั้น การที่จำเลยเอาโคไปหาใช่ผลโดยตรงจากการหลอกลวงไม่จำเลยจึงมีผิดฐานลักทรัพย์ ไม่ใช่ฐานฉ้อโกง

 
 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 207/2512 ผู้เสียหายทำปากกาของตนตกอยู่ในบริเวณร้านขายกาแฟที่ผู้เสียหายขายขนมอยู่ แม้ผู้เสียหายจะได้ออกไปขายขนมที่อื่นซึ่งห่างออกไปเพียงประมาณ 1 เส้น เป็นเวลาไม่เกิน 5 นาที เมื่อรู้ว่าปากกาหายก็รีบกลับไปค้นหาและสอบถาม ได้ความจากชายคนหนึ่งว่าเป็นผู้เก็บปากกานั้นได้และได้ถามหาเจ้าของแล้วจำเลยอ้างว่าเป็นเจ้าของ ชายคนนั้นจึงมอบปากกาให้จำเลยไป ผู้เสียหายจึงไปถามจำเลยจำเลยปฏิเสธ เช่นนี้ ถือว่าทรัพย์ยังอยู่ในความยึดถือของผู้เสียหาย มิใช่ทรัพย์ตกหายการที่มีผู้อื่นเก็บได้มิใช่จะทำให้ความยึดถือของผู้เสียหายขาดตอนไป เมื่อจำเลยเอาไปจากผู้อื่นโดยรู้อยู่ว่าไม่ใช่ของตน จึงเป็นการเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปโดยทุจริต ต้องด้วยความผิดฐานลักทรัพย์ ไม่ใช่ความผิดฐานฉ้อโกง

 
 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3150/2522 การที่ผู้เสียหายเอาเงินออกมาเพื่อร่วมทำธนบัตรปลอมด้วยความเชื่อตามที่จำเลยกับพวกหลอกลวง โดยผู้เสียหายยังครอบครองยึดธนบัตรเหล่านั้นอยู่ แล้วจำเลยกับพวกได้ใช้อุบายเอาธนบัตรเหล่านั้นของผู้เสียหายไปโดยผู้เสียหายมิได้ส่งมอบให้นั้น เป็นการกระทำผิดฐานลักทรัพย์

 
 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3162/2536 จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างธนาคารโจทก์ร่วมสาขาพะเยา ตำแหน่งเจ้าหน้าที่อำนวยการบริการ และเป็นผู้ควบคุมเงินฝากไม่เกิน 1,000,000 บาทและมีอำนาจอนุมัติให้ถอนเงินในวงเงิน 500,000 บาทจำเลยที่ 2 เดิมเป็นลูกค้าของโจทก์ร่วมเปิดบัญชีสะสมทรัพย์ที่สาขาสะพานใหม่ดอนเมือง จำเลยที่ 2 ได้โอนเงินฝากดังกล่าวซึ่งมีเงินต้น 12,015.66 บาท และดอกเบี้ย 39.82 บาท ไปฝากต่อที่สาขาพะเยา จำเลยที่ 1 ได้อนุมัติให้จำเลยที่ 2เปิดบัญชีได้ และจำเลยที่ 1 ได้บันทึกบัญชีจำนวน 200,000 บาท และต่อมาถอนอีก 202,000 บาท โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ลงลายมืออนุมัติการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการหลอกลวงให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อว่าจำเลยที่ 2 มีเงินฝากในบัญชีคือดอกเบี้ยมากกว่าความเป็นจริง มิใช่การหลอกลวงให้โจทก์ร่วมส่งมอบเงินให้แก่จำเลยทั้งสอง จึงไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง แต่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์

 
 เมื่อนำความผิดฐานฉ้อโกงกับลักทรัพย์มาพิจารณาเปรียบเทียบกันแล้วอาจกล่าวได้ว่า การลักทรัพย์เป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปอันเป็นการทำให้กรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองนั้นกลับมาอยู่ที่ตัวผู้กระทำการลักโดยที่เจ้าของทรัพย์ไม่ประสงค์จะสละกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองแต่ถูกแย่งเอาไปส่วนการฉ้อโกงเป็นเรื่องของการที่จำเลยหลอกลวงให้เจ้าของทรัพย์โอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในทรัพย์ให้แก่ตนโดยเจ้าของทรัพย์นั้นสมัครใจ

 
 สำหรับคดีที่หมายเหตุนี้ หากจำเลยเอาโคมไฟเป็นของตนไปโดยไม่จ่ายเงิน ถือว่าเป็นการกระทำที่ทำร้ายกรรมสิทธิ์ของผู้เสียหายโดยทุจริต จะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์แต่เมื่อคดีนี้ปรากฏว่า จำเลยเอาป้ายราคาจริง 1,785 บาท ของโคมไฟที่ต้องการได้ไปออกแล้วเอาป้ายราคาโคมไฟที่ราคาถูกกว่าคือราคา 134 บาท มาปิดไว้กับโคมไฟที่ต้องการแล้วนำไปจ่ายเงินกับพนักงานของผู้เสียหาย การที่จำเลยนำป้ายราคาถูกมาปิดไว้กับโคมไฟราคาแพงกว่าป้ายนั้น ถือว่าเป็นการแสดงข้อความอันเป็นเท็จอยู่ในตัวแล้ว เมื่อการกระทำดังกล่าวทำให้พนักงานนั้นหลงเชื่อว่าโคมไฟนั้นมีราคาเพียง 134 บาท จึงยินยอมรับงิน 134 บาท ด้วยความสมัครใจอันเกิดจากการหลงเชื่อ แล้วมอบโคมไฟนั้นให้จำเลยไป การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกง มิใช่ลักทรัพย์

 
 แต่ถ้าข้อเท็จจริงเปลี่ยนไปว่า จำเลยเอาสิ่งของหรือสินค้าอื่น ๆ อีกหลายรายการใส่ไว้ในกล่องที่ใส่โคมไฟที่ต้องการซื้อ แล้วนำผ่านเครื่องเก็บเงินของผู้เสียหาย โดยมีการชำระราคาสินค้าเพียงโคมไฟอย่างเดียว อันนี้ถือว่าเป็นการลักทรัพย์สินค้าอื่น ๆ นั้นโดยใช้กลอุบายซึ่งเป็นการแสวงหาวิธีการตบตาผู้เสียหายเพื่อจะเอาทรัพย์ไปโดยไม่ต้องชำระเงินมิใช่การแสดงข้อความอันเป็นเท็จหลอกลวงผู้เสียหายเพื่อให้ได้ทรัพย์ไปอันจะเป็นความผิดฐานฉ้อโกง(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 85/2542)

 
จิตฤดี วีระเวสส์


---------------------------------------------------------------------
ข้อมูลความรู้ แบ่งปันสมาชิก เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เท่านั้น.
รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากสมาชิกเว็บไซต์ ที่ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
---------------------------------------------------------------------

จำนวนเข้าชม/ดาวน์โหลด : 351 ครั้ง

 
หมายเหตุท้ายฎีกา เรื่อง ความผิดฐานฉ้อโกง / จิตฤดี วีระเวสส์ |รวมหมายเหตุท้ายฎีกา กฎหมายอาญา ที่ LawSiam.com

บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 0 ประเด็น

บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา Keyword เน้นเก็ง ฯลฯ ทุกสนามจากอาจารย์ผู้สอน
รายละเอียดปรากฎ สำหรับผู้ใช้งานในกลุ่ม ที่เข้าสู่ระบบ (Login).

 

  






 
 
 
 
 


คำแนะนำ

1. สกัดคำพิพากษาฎีกาเด่น 5 ดาว ที่น่าสนใจ สำหรับเตรียมสอบ 3 สนาม (เนติฯ อัยการ ผู้พิพากษา)อัพเดท
2. สำหรับสมาชิกเตรียมสอบ 3 สนามกลุ่มที่ 3 และกลุ่มรวม(ใช้งานทั้งหมด)
3. สมัครสมาชิก/เข้าสู่ระบบ (Login) ก่อนใช้งานดาวน์โหลดข้อมูล เอกสาร ทุกครั้ง
4. ติดต่อสอบถามการใช้งาน หรือ พบปัญหาใดๆ ติดต่อสอบถามทีมงาน ที่ support@lawsiam.com


ผู้ใช้งานเข้าสู่ระบบ





เลือกประเภท:





[สนใจ ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ คลิก!]

ลืม Username/Password?

กรุณาเข้าระบบก่อนใช้งานทุกครั้ง


ค้นหากฎหมาย ทั่วโลก

ระบุ คำค้น เช่น law, ฎีกา, ศาล, อาญา..

เตรียมสอบเนติ วิแพ่ง อัพเดท

เตรียมสอบเนติ วิอาญา อัพเดท

ค้นหา ฎีกาเด่น 3 สนาม*

คำค้น :
ระบุ เช่น ละเมิด, หนี้, ทรัพย์ ,288

กลุ่มสังคมออนไลน์

      


ผู้ใช้งานในระบบ/สนับสนุน 22248 คน


ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์