จำเลย นำสืบการใช้เงินได้ ถ้า...
๑. มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ให้กู้ยืม หนังสือนั้นต้องระบุว่าผู้ให้กู้ได้รับเงินโดยไม่จำเป็นต้องระบุตรงๆ ว่าเป็นการใช้หนี้เงินกู้ (ฎีกาที่ ๑๖๙๓/๒๕๒๓)
เช่น ผู้ให้กู้เขียนข้อความว่าเงินที่ฝากไป ๙,๔๐๐ บาท ผมได้รับและ ลงบัญชีแล้วลงชื่อผู้ให้กู้ (ฎีกาที่ ๕๓๑/๒๕๐๕)
อาจเป็นสมุดจ่ายเงินเดือนที่โจทก์ผู้ให้กู้ ลงชื่อรับเงินแทนผู้กู้ (ฎีกาที่ ๓๓๓๙/๒๕๓๒)
ใบถอนเงินจากบัญชีของผู้กู้ที่ผู้กู้มอบฉันทะ ให้ผู้ให้กู้หรือตัวแทนไปถอนเงิน (ฎีกาที่ ๒๒๐๗/๒๕๓๕)
สมุดบันทึกการเก็บเงินเป็นรายวันที่มีลายมือชื่อผู้ให้กู้ทุกช่อง แม้ไม่ได้ระบุว่ารับเงินค่าอะไร ก็เป็นหลักฐานแห่งการชำระหนี้เงินกู้ตาม มาตรา ๖๕๓ วรรคสอง (ฎีกาที่ ๒๒๖๓๑/๒๕๕๕)
๒. เวนคืนเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืม การเวนคืนในกรณีนี้คือ เวนคืนสัญญากู้หรือหลักฐานแห่งการกู้ยืม ถ้าเป็นการเวนคืนสำเนาสัญญากู้หรือเอกสารอื่นที่ไม่ใช่หลักฐานการกู้ยืมก็ไม่เข้าตามมาตรานี้
เช่น ผู้กู้ได้รับโฉนดหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) ที่มอบให้โจทก์ผู้ให้กู้ไว้เป็นประกันการกู้ยืมเอกสารดังกล่าว ไม่ใช่หลักฐานแห่งการกู้ยืม เพราะไม่ใช่เอกสารที่แสดงในตัวเองว่ามีการกู้ยืมเงิน การที่โจทก์คืนเอกสารดังกล่าวจึงไม่ใช่การเวนคืนหลักฐานการกู้ยืม (ฎีกาที่ ๑๒๙๐/๒๕๑๘ และ ๒๖๕๗/๒๕๓๔)
การมอบโฉนดหรือ น.ส.๓ ให้ผู้ให้กู้ยึดถือไว้ดังกล่าว แม้จะเขียนไว้ในสัญญากู้ว่าเพื่อเป็นหลักฐานการกู้ยืมเงินขอมอบโฉนดหรือ น.ส.๓ ให้ผู้ให้กู้ยึดไว้ เป็นประกันก็ไม่ถือว่าโฉนดหรือ น.ส.๓ ดังกล่าวเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืม
๓. แทงเพิกถอนลงในเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืม เช่น ขีดฆ่าสัญญากู้ แก้ไขจำนวนเงินกู้ให้ลดลง เขียนข้อความลงไปว่าเพิกถอน การแทงเพิกถอนนี้ อาจจะทำเองโดยเจ้าหนี้หรือบุคคลที่ได้รับมอบหมายจากเจ้าหนี้ก็ได้ เจ้าหนี้เอาสัญญากู้ ให้บุตรชายบันทึกไว้ว่าลูกหนี้ได้ให้เงินชำระหนี้มาเท่าใด เหลือเท่าใด และบุตรชายลงชื่อ กำกับไว้เป็นการแทงเพิกถอนตามมาตรา ๖๕๓ (ฎีกาที่ ๑๒๕๔/๒๕๐๕)
การชำระหนี้ ตามสัญญากู้มีผลทำให้หนี้ระงับ ส่วนการแทงเพิกถอนลงในเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นเรื่องนำสืบการใช้เงิน เมื่อปรากฏในคดีเดิมว่าผู้กู้ชำระหนี้แล้ว แม้ไม่มีการแทงเพิกถอนก็ไม่อาจถือได้ว่ายังไม่มีการชำระหนี้ (ฎีกาที่ ๗๑๖๐/๒๕๕๑)
****ถ้าลูกหนี้หรือจำเลยไม่มีหลักฐาน ๓ ประการ ดังกล่าว แต่อ้างเหตุอื่น จำเลยนำสืบการใช้เงินไม่ได้เพราะจะต้องห้ามตามมาตรา ๖๕๓ วรรคสอง (ฎีกาที่ ๓๖/๒๕๕๕) แม้นำสืบไปแล้วก็ต้องห้ามมิให้ศาลรับฟัง (ฎีกาที่ ๓๒๑๒/๒๕๔๗)
จำเลยจะนำสืบว่าได้ใช้เงินให้โจทก์แล้วโดยไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือหรือได้เวนคืนเอกสารหรือแทงเพิกถอนเอกสารนั้นแล้วไม่ได้ (จำเลยอ้างว่าชำระหนี้แล้ว โจทก์จึงคืนโฉนดให้แต่ไม่ได้คืนสัญญากู้ โดยโจทก์บอกว่าทำสัญญากู้หาย) (ฎีกาที่ ๑๖๑๒/๒๕๑๒)
การที่จำเลยอ้างว่ามีการชำระหนี้หมดสิ้นแล้วแต่โจทก็ไม่ยอมคืนสัญญาโดยอ้างว่าหายนั้น ไม่ใช่เหตุที่จะทำให้จำเลย หลุดพ้นจากความรับผิดดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๖๕๓ วรรคสอง (ฎีกาที่ ๖๒๗๐/ ๒๕๓๙) แต่นำสืบว่าปลวกกัดทำลายใบรับเงินได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๙๓ (ฎีกาที่ ๘๑๖/๒๕๑๘) ถ้าผู้กู้ชำระหนี้แล้วแต่ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ให้กู้ ไม่มีการเวนคืนเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืม และผู้ให้กู้มิได้แทงเพิกถอนในเอกสาร อันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืม นอกจากผู้กู้ยกขึ้นต่อสู้คดีไม่ได้แล้ว ศาลฎีกายังวินิจฉัยว่า ผู้กู้ยกขึ้นฟ้องคดีไม่ได้ด้วย (ฎีกาที่ ๒๖๓ – ๒๖๔/๒๕๐๘ และ ๖๒๘/๒๕๐๘)
อ้างอิง : วิชา ยืม ค้ำประกัน จำนอง จำนำ(อ.ปัญญา ถนอมรอด) สมัยที่ 68 เล่มที่ 5