หลักของการทำอุทธรณ์ในคดีแรงงาน โดยย่อมีดังนี้
******
สำหรับการอุทธรณ์ในคดีแรงงานนั้น กฎหมายใช้คำว่า “อุทธรณ์ไปยังศาลฎีกา” คู่ความจึงต้องใช้แบบพิมพ์อุทธรณ์ที่ใช้ในคดีแพ่งทั่วไปคือแบบพิมพ์ (๓๒) อุทธรณ์ และ แบบพิมพ์ (๓๓) ท้ายอุทธรณ์ ส่วนการเขียนอุทธรณ์ แม้จะใช้คำว่าอุทธรณ์ แต่คำขอท้ายอุทธรณ์จะต้องมีคำขอต่อศาลฎีกา เช่น “ขอให้ศาลฎีกามีคำพิพากษากลับ (หรือแก้) คำพิพากษาของศาลแรงงาน...”
๑. ต้องมีความประสงค์ที่จะให้มีการเปลี่ยนแปลงผลของคดีนั้น
๒. ต้องมีถ้อยคำแสดงการคัดค้านคำพิพากษาของศาลแรงงานว่า ผู้อุทธรณ์ ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลแรงงานที่ปรากฎในคำพิพากษาของศาลแรงงานข้อใดบ้าง เพราะเหตุใด ถ้อยคำดังกล่าวจะต้องแสดงโดยชัดแจ้งในคำอุทธรณ์
๓. ต้องทำคำอุทธรณ์เป็นหนังสือตามแบบพิมพ์อุทธรณ์ที่กำหนดไว้
๔. ต้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายเท่านั้น ปัญหาข้อเท็จจริงอุทธรณ์ไม่ได้
ปัญหาข้อเท็จจริง คือ ข้อวินิจฉัยของศาลแรงงานที่เกี่ยวกับการกระทำหรือ เหตุการณ์ที่คู่ความได้โต้เถียงกันว่าจะเป็นอย่างไร ความเห็นหรือความเชื่อของศาลในเหตุการณ์อันเป็นข้อเท็จจริงในคดีนั้น หรือการคำนวณค่าเสียหายที่ได้โต้เถียงกันในคดีนั้น หรือดุลพินิจในการออกคำสั่งของศาลในเรื่องต่างๆ ที่กฎหมายกำหนดให้ศาลใช้ดุลพินิจได้
คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๐๙๐/๒๕๒๙ ศาลแรงงานกำหนดค่าเสียหายเนื่องจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม เป็นดุลพินิจของศาลแรงงาน เป็นปัญหาข้อเท็จจริงโจทก์ อุทธรณ์ขอเพิ่มค่าเสียหายจึงเป็นการอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ฝ่าฝืนมาตรา ๕๔ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒
๕. ต้องเป็นอุทธรณ์ในข้อที่ยกขึ้นว่ากล่าวในคำฟ้องหรือได้ต่อสู้ไว้ในคำให้การหรือได้ว่ากันมาแล้วในศาลแรงงานหรือในคำพิพากษาของศาลแรงงานแล้ว
๖. ต้องมิใช่อุทธรณ์ในเรื่องอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน (เพราะเป็นอำนาจของอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางโดยเฉพาะตามมาตรา ๙)
๗. ต้องมีการดัดค้านการพิจารณาคดีที่ผิดระเบียบไว้จึงจะอุทธรณ์ว่าศาลแรงงาน พิจารณาคดีโดยผิดระเบียบหรือผิดกฎหมายได้
๘. ต้องเป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย
๙. ต้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา และ
๑๐.ต้องยื่นอุทธรณ์ภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่ศาลแรงงานอ่านคำพิพากษา หรือมีคำสั่ง