พัฒนาการของหลักนิติธรรม (The Rule of Law)
แนวคิดเรื่องหลักนิติธรรม เป็นรูปธรรมชัดเจนที่ประเทศอังกฤษ ในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๓ โดยปรากฏในกฎบัตรแมกนาคาร์ตา (Magna Carta) ค.ศ.๑๒๑๕ เป็นส่วนหนึ่งของรัฐธรรมนญจารีต ประเพณีของอังกฤษในกาลต่อมาก็ได้รับการพัฒนาจนเป็นที่รู้จักและยอมรับกันทั่วโลก แนวความคิดเรื่องหลักนิติธรรมเกิดขึ้นเมื่อครั้งยุคกลางใน ค.ศ.๑๒๑๕ ซึ่งมีพระเจ้าจอห์น (King John) เป็นกษัตริย์ของอังกฤษในขณะนั้น ได้ถูกมองว่าประพฤติผิดประเพณีการปกครองอังกฤษ จึงถูกเหล่าขุนนางชั้นบารอนจํานวนหนึ่งต่อต้านและโคนล้มอํานาจ เมื่อทําการต่อต้านอํานาจพระเจ้า จอห์นชนะ จึงบังคับให้พระเจ้าจอห์นลงพระนามในเอกสารที่ชื่อว่า Magna Carta หรือ มหาบัตร รัฐธรรมนูญ เอกสารฉบับนี้ถือเป็นพันธะสัญญากษัตริย์อังกฤษให้ไว้แก่เหล่าบรรดาขุนนางว่าพระองค์ ยอมที่จะจํากัดอํานาจของกษัตริย์ลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการเรียกเก็บภาษีอากรอย่างหฤโหดกว่า ที่ประชาชนจะทนได้และเรื่องการที่ประชาชนถูกกดขี่ข่มเหงจากข้าราชบริพารของพระองค์ที่ลุแก่ อํานาจ เมื่อพระองค์ทรงยอมอยู่ภายใต้กฎบัตรนี้ส่งผลให้ข้อขัดแย้งรุนแรงระหว่างพระเจ้าจอห์นกับ เหล่าบรรดาขุนนางผู้ครองแคว้นต่างๆ ในอังกฤษ หลายเรื่องได้ยุติลง อาจกล่าวได้ว่า Magna Carta เป็น กฎบัตรเป็นเอกสารทางกฎหมายที่สําคัญในประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองของมนุษย์ที่นําไปสู่ พัฒนาการของการปกครองโดยกฎหมายในเวลาต่อมา เพราะเป็นเอกสารทางกฎหมายฉบับแรกที่ทําให้ หลักการปกครองโดยกฎหมายได้รับการบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร และมีการประกันสิทธิเสรีภาพ ของบุคคลอย่างชัดแจ้ง แต่อย่างไรก็ดีอํานาจในการปกครองในเวลานั้นยังคงอยู่ที่กษัตริย์เพียงแต่มีกฎบัตร Magna Carta และหลักกฎหมาย Common Law ซึ่งเป็นกฎหมายจารีตประเพณีที่สืบทอดและพัฒนามาโดย ศาลเท่านั้นที่เป็นกฎเกณฑ์จํากัดอํานาจกษัตริย์ลงบางประการเท่านั้นเองไม่ใช่เป็นการจํากัดอํานาจจนไม่ มีอํานาจแต่อย่างใด ต่อมาใน ค.ศ.๑๒๖๕ ได้มีการตั้งรัฐสภา แต่อย่างไรก็ดีอํานาจในการปกครอง บ้านเมือง (Prerogatives) ก็ยังเป็นของกษัตริย์อยู่อย่างเดิมแต่จะถูกจํากัดอํานาจลงเล็กน้อยเท่านั้น ใน สมัยราชวงศ์ Tudor อํานาจกษัตริย์ได้พัฒนาขึ้นถึงจุดสูงสุด กษัตริย์มีอํานาจมากและเข้าใจวิธีการใน การรักษาอํานาจของตน ทั้งยั้งรู้วิธีการใช้รัฐสภาเป็นฐานในการสร้างความแข็งแกร่งอํานาจให้แก่ตนและ จํากัดอํานาจรัฐสภาอีกด้วย แต่ต่อมารัฐสภาได้พัฒนาจนกลายเป็นสถาบันที่เป็นตัวแทนของคนจากกลุ่ม ต่างๆ เข้ามามีบทบาทและเป็นคู่ปรับของกษัตริย์ ต่อมาในยุคสมัยพระเจ้าชาร์ลที่หนึ่ง (King Charles I ค.ศ.๑๖๐๐ – ๑๖๔๙) ใน ค.ศ.๑๖๒๘ รัฐสภาได้ตรา Petition of Rights ขึ้นเพื่อการปกป้องคุ้มครองกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินและเสรีภาพส่วน บุคคล ซึ่งผู้ปกครอง รัฐบาล และศาล ต้องเคารพในสิทธิดังกล่าวด้วย เอกสารฉบับนี้นอกจากกล่าวถึง เรื่องการยินยอมในการเสียภาษีแล้ว ยังเป็นการเพิ่มอํานาจให้แก่รัฐสภาเป็นอย่างมากอีกด้วย แต่ในเวลา ต่อมา ค.ศ.๑๖๗๙ เอกสารฉบับนี้ได้ถูกเพิ่มเติมโดยเอกสารอีกฉบับหนึ่งที่เรียกว่า Habeas Corpus Acts เอกสารฉบับนี้เป็นจุดเริ่มต้นในการประกันสิทธิของบุคคลในกระบวนการยุติธรรม เป็นการให้สิทธิ แก่บุคคลทุกคนที่ถูกจับกุม บุคคลนั้นย่อมมีสิทธิที่จะฟ้องร้องปกป้องตนเองต่อศาลโดยคําฟ้องที่เรียกว่า writ of habeas corpus ทันที ซึ่งในกาลต่อมารัฐสภาได้ขยายอํานาจออกไปอย่างมั่นคงเป็นลําดับและ มีผลทําให้กษัตริย์ค่อยๆ ถูกจํากัดอํานาจลง มีการแข่งขันกันเพื่อครองอํานาจในที่สุดระหว่าง ค.ศ.๑๖๔๒ ถึง ค.ศ.๑๖๔๙ ก็เกิดสงครามกลางเมืองระหว่างกษัตริย์กับรัฐสภา ต่อสู้กันไปจนกระทั้งในที่สุดรัฐสภา เป็นฝ่ายชนะในการปฏิวัติอันรุ่งโรจน์ (Glorious Revolution) ระหว่าง ค.ศ.๑๖๘๘ ถึง ค.ศ.๑๖๘๙ นํามาซึ่งการเกิดเอกสารอีกฉบับหนึ่งที่สําคัญ คือ Bill of Rights หรือ พระราชบัญญัติสิทธิเสรีภาพของ ประชาชนมีผลทําให้รัฐสภาอังกฤษกลายเป็นรัฐาธิปัตย์คู่กันกับกษัตริย์ แต่ในช่วงต้นศตวรรษที่ ๑๗ ยังไม่มีแนวความคิดเรื่องการแบ่งแยกอํานาจเกิดขึ้นในอังกฤษ ทํา ให้มีปัญหาว่าใครจะเป็นผู้ที่มีอํานาจวินิจฉัยในทางกฎหมายเป็นที่สุด อํานาจดังกล่าวควรอยู่กับฝ่าย กษัตริย์สภา หรือ ศาล มีแนวความคิดของ Francis Bacon (ค.ศ.๑๕๖๑ – ค.ศ.๑๖๒๖) เห็นว่า ด้วย เหตุที่กษัตริย์มีอํานาจปกครองโดยเด็ดขาดและดํารงอยู่เหนือกว่ากฎหมายที่ใช้บังคับอยู่จริงในบ้านเมือง ไม่ว่าเป็นกฎหมายลายลักษณ์อักษรที่ออกโดยรัฐสภา หรือ Common Law ที่พัฒนาขึ้นโดยศาล ดังนั้น กษัตริย์จึงมีอํานาจเหนือรัฐสภาและศาล ดังนั้นกษัตริย์ย่อมต้องมีอํานาจในการแก้ไขเปลี่ยนแปลง กฎหมายที่ผ่านรัฐสภามาแล้ว และมีอํานาจเข้ายุ่งเกี่ยวกับทางปฏิบัติของศาลโดยสามารถตรวจสอบแนว คําพิพากษาบรรทัดฐานตาม Common Law ได้ แต่การพัฒนาการเมืองในเวลาต่อมาไม่ได้เป็นไปตาม แนวคิดนี้เนื่องจากรัฐสภาสามารถจํากัดอํานาจกษัตริย์ได้และกลายเป็นรัฐาธิปัตย์แทนที่กษัตริย์อังกฤษ อนึ่ง ในช่วงที่รัฐสภาอังกฤษต่อสู้กับกษัตริย์ศาลได้เข้าไปมีบทบาท โดย Sir Edward Coke (ค.ศ.๑๕๕๒ – ค.ศ.๑๖๓๔) พิพากษาคดีไปในทางยืนยันความเป็นกฎหมายสูงสุดของ Common Law ไม่ว่า กษัตริย์รัฐสภา จะตรากฎหมายหรือกําหนดกฎเกณฑ์ใดให้ขัดกับ Common Law ไม่ได้และศาล ทรงไว้ซึ่งอํานาจเด็ดขาดในการวินิจฉัยว่ากฎหมายหรือกฎเกณฑ์นั้นขัดหรือแย้งกับ Common Law หรือไม่ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าแนวความคิดและคําพิพากษาของ Coke ไม่ได้ทําให้ศาลกลายเป็นผู้ทรง อํานาจสูงสุดเพราะศาลต้องผูกพันต่อกฎหมายที่รัฐสภาตราขึ้น จะอ้าง Common Law ปฏิเสธกฎหมาย ที่รัฐสภาตราขึ้นไม่ได้แต่แนวความคิดที่ปรากฏในคําพิพากษานี้ได้เป็นส่วนประกอบสําคัญของหลักนิติ ธรรมในอังกฤษจนกระทั่งปัจจุบันนี้ ต่อมาในช่วงศตวรรษที่ ๑๙ รัฐสภาเข้มแข็งมาก คณะรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ขึ้นอยู่กับสภา ผู้แทนราษฎร แต่ต่อมาก็ค่อยสลัดตนเองพ้นจากอิทธิพลของราชวงศ์เข้าสู่ในช่วงศตวรรษที่ ๒๐ อังกฤษ พัฒนาตนไปสู่ความเป็นรัฐเสรีประชาธิปไตย ยอมรับสิทธิเลือกตั้งของราษฎร ส่วนสภาของอังกฤษก็ พัฒนาไปสู่การมีพรรคการเมืองใหญ่สองพรรค ผลัดกันเข้ามาบริหารประเทศ โดยมีฝ่ายบริหาร คือ นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีเริ่มมีอํานาจและยังคงความแข็งแรงจนปัจจุบัน