ความหมายและเนื้อหาของหลักนิติธรรม (The Rule of Law) | ศูนย์รวมข้อมูลกฎหมาย เตรียมสอบ 3 สนาม ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม

ความหมายและเนื้อหาของหลักนิติธรรม (The Rule of Law)


ความหมายและเนื้อหาของหลักนิติธรรม (The Rule of Law) 


        โดยศาสตราจารย์เอ. วี. ไดซีย์ (Albert Venn Dicey) แห่งมาหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด เป็นนัก
กฎหมายรัฐธรรมนูญที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งที่ช่วยพัฒนาหลักนิติธรรม ได้เขียนตําราชื่อ ว่า Introduction 
to the Study of the Law of the Constitution (พิมพ์ครั้งแรก ค.ศ. ๑๘๘๕) ได้กลายเป็นตํารา
มาตรฐานและนักกฎหมายรัฐธรรมนูญอังกฤษได้ยึดเป็นแนวทางหากต้องการนํามาอ้างอิงในการอธิบาย
ความหมายของหลักนิติธรรม โดย Dicey ได้ให้ความหมายของ The Rule of Law ว่ามีความสําคัญ ๓
ประการ ดังนี้
ความหมายและเนื้อหาของหลักนิติธรรม (The Rule of Law) 
        โดยศาสตราจารย์เอ. วี. ไดซีย์ (Albert Venn Dicey) แห่งมาหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด เป็นนัก
กฎหมายรัฐธรรมนูญที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งที่ช่วยพัฒนาหลักนิติธรรม ได้เขียนตําราชื่อ ว่า Introduction 
to the Study of the Law of the Constitution (พิมพ์ครั้งแรก ค.ศ. ๑๘๘๕) ได้กลายเป็นตํารา
มาตรฐานและนักกฎหมายรัฐธรรมนูญอังกฤษได้ยึดเป็นแนวทางหากต้องการนํามาอ้างอิงในการอธิบาย
ความหมายของหลักนิติธรรม โดย Dicey ได้ให้ความหมายของ The Rule of Law ว่ามีความสําคัญ ๓
ประการ ดังนี้
        กล่าวโดยสรุปได้ว่า ตามทัศนะของ Dicey หลักนิติธรรมต้องอาศัยหลักการสําคัญ ๓ ประการ
ดังนี้

        ๑) ความสูงสุดของกฎหมายธรรมดา ทุกคนไม่ว่าจะเป็นประชาชนธรรมดาไปจนถึงรัฐมนตรีต้อง
อยู่ภายใต้กฎหมายธรรมดาเดียวกัน (ฝ่ายบริหารไม่มีอํานาจตามอําเภอใจ) 
        ๒) ความเสมอภาคภายใต้กฎหมายของเจ้าหน้าที่และประชาชนภายใต้ศาลเดียวกัน กล่าวคือ
ทุกคนได้รับความคุ้มครองโดยศาลธรรมดา ที่เรียกว่า ศาลยุติธรรม (บุคคลทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมาย
เดียวกัน และศาลเดียวกันเป็นผู้พิจารณา) 
        ๓) รัฐธรรมนูญอังกฤษ เป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นผลมาจากการรับรองและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ
ของพลเมืองโดยศาลยุติธรรมนั้นเอง ไม่ได้เกิดขึ้นจากการบัญญัติโดยเจตจํานงอย่างรัฐธรรมนูญ
สหรัฐอเมริกา (หลักทั่วไปของกฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นผลของกฎหมายสามัญของแผ่นดิน เป็นผลมา
จากสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่ศาลได้พิพากษาเป็นบรรทัดฐานกําหนดรับรองและคุ้มครองให้ไม่เป็น
เพียงผลมาจากตัวบทกฎหมายลายลักษณ์อักษรเท่านั้น) 
        เห็นได้ว่า Dicey ให้ความสําคัญกับความสูงสุดของกฎหมายเหนือการใช้อํานาจตามอําเภอใจ
ของมนุษย์และให้ความสําคัญเท่าเทียมกันของเจ้าหน้าของรัฐ และรัฐกับพลเมือง ทั้งให้ความสําคัญกับ
ศาลยุติธรรมซึ่งเป็นผู้คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของพลเมือง จึงเป็นต้นกําเนิดของคําว่า The Rule of Law 
ทั้งนี้หลักนิติธรรมไม่ได้ใช้กันเฉพาะในประเทศอังกฤษเท่านั้น แม้แต่ในประเทศสหรัฐอเมริกาก็มี
แนวคิดที่ใกล้เคียงกับหลักนิติธรรมด้วยเช่นกัน คือ DUE PROCESS OF LAW (ซึ่งบางตําราในไทย
เรียกว่าหลักกระบวนการที่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือบางตําราเรียกว่า หลักศุภนิติกระบวน ล้วนแล้วเป็น
หลักการเดียวกัน) ซึ่งรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกานั้น ถือว่าเป็นหนึ่งในรัฐธรรมนูญที่เก่าแก่ที่สุด และยัง
มีการใช้บังคับมาจนถึงทุกวันนี้ได้มีบทแก้ไขเพิ่มเติมบทที่ ๕ หรือ Fifth Amendment ได้บัญญัติ
หลักการไว้หลายเรื่อง เรื่องที่สําคัญ คือ
 
        “บุคคล...ไม่อาจถูกพรากจากชีวิต เสรีภาพ ทรัพย์สิน โดยปราศจากศุภนิติกระบวน หรือ due process of law” 


        ดังนั้น หลักศุภนิติกระบวน หรือ DUE PROCESS OF LAW ถูกกําหนดขึ้นในสหรัฐอเมริกา
ตั้งแต่มีการแก้ไขเพิ่มเติมที่ ๕ เป็นเหตุให้ศาลฎีกาสหรัฐอเมริกาใช้บทแก้ไขเพิ่มที่ ๕ ควบคุมการใช้
อํานาจขององค์กรต่างๆ ในสหรัฐอเมริกา และได้ขยายไปควบคุมถึงระดับมลรัฐอีกด้วย โดยชื่อแล้วน่าจะ
เป็นเพียงมิติในด้านกระบวนพิจารณา อาทิการจับกุม คุมขัง การสอบสวน หรือการกระทําใดๆ ที่
กระทบต่อเสรีภาพของบุคคล ว่าต้องเป็นไปตามกระบวนการที่ถูกต้อง แต่จากการที่ศาลฎีกาของสหรัฐ
ได้ขยายหลัก ศุภนิติกระบวนไปถึงมิติด้านสารบัญญัติด้วย
        ดังนั้นทําให้ DUE PROCESS OF LAW หรือ หลักกระบวนการที่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือ
หลักศุภนิติกระบวน มี๒ มิติคือ
        ๑) มิติด้านวิธีพิจารณา หรือ Procedural due process of law กับ
        ๒) มิติด้านสารบัญญัติหรือ Substantive due process of law  (เป็นเหตุให้ศาลถูกวิจารณ์พอสมควร) 
        หลัก DUE PROCESS OF LAW เป็นหลักที่มีความเชื่อมโยงและใกล้เคียงกับTHE RULE OF 
LAW เป็นอย่างมาก เพราะสหรัฐอเมริกาได้รับอิทธิพลจากแนวความคิดในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ
ของประชาชนมาจากประเทศอังกฤษที่มีระบบกฎหมายแบบคอมมอนลอว์ (The Common Law) 
เช่นเดียวกัน ทั้งนี้ต่างให้ความสําคัญกับองค์กรตุลาการ การกระทําใดจะขัดต่อกระบวนการที่ถูกต้องตาม
กฎหมายหรือไม่ อยู่ในอํานาจดุลพินิจของศาลสูงสุดของสหรัฐอเมริกาเท่านั้นที่จะเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด
เพราะศาลสูงศาลเดียวที่มีอํานาจวินิจฉัยและตีความว่ากฎหมายที่ออกโดยรัฐ หรือการกระทําอื่นใดของ
รัฐขัดต่อกระบวนการที่ถูกต้องตามกฎหมายที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญหรือไม่ และคําวินิจฉัยนั้นถือเป็น
ที่สุด เพื่อรักษาไว้ซึ่งความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญนั่นเอง

        ส่วนในทางยุโรป แม้ไม่มีหลักศุภนิติกระบวน แต่คําประกาศสิทธิมนุษย์และพลเมืองฝรั่งเศส ลง
วันที่ ๒๖ สิงหาคม ๑๗๘๙ ได้ก่อตั้งสิ่งที่เรียกว่า นิติรัฐ หรือ Etat de Droit แปลเป็นภาษาอังกฤษ คือ
Legal State ซึ่งในเยอรมันใช้คําว่า Rachtsstaat ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว 


        ในคําประกาศสิทธิมนุษย์และพลเมืองฝรั่งเศสบัญญัติไว้ชัดเจนมีอยู่ว่า ...บุคคลมีเสรีภาพที่จะทํา
การใดๆ ที่กฎหมายไม่ห้าม และกฎหมายเท่านั้นที่จะเป็นเครื่องจํากัดสิทธิเสรีภาพของคนได้
นอกเหนือจากนี้ไม่มีโดยเฉพาะอําเภอใจของผู้ปกครองจะมาจํากัดเสรีภาพของคนไม่ได้ และยังบัญญัติ
ไว้อีกว่า ...กฎหมายนั้นเป็นเจตจํานงร่วมกันของปวงชน ซึ่งปวงชนต้องเป็นผู้มาออกกฎหมายนั้นเอง
หรือมอบให้ผู้แทนมาออกกฎหมาย และกฎหมายที่จํากัดเสรีภาพของบุคคลได้ก็เพื่อความสงบสุขของ
สังคมเท่านั้น และยังบัญญัติรายละเอียดลงไป เช่น กฎหมายต้องไม่มีโทษอาญาย้อนหลัง กฎหมายต้อง
คุ้มครองกรรมสิทธิ์กฎหมายต้องเคารพหลักแบ่งแยกอํานาจ กฎมายต้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ เป็นตัน
ซึ่งทั้งหมดรวมประมาณ ๑๕ ข้อ ทําให้ก่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “นิติรัฐ” ขึ้นในยุโรป
        ดังที่ได้กล่าวมาแล้วเป็นเรื่องหลักนิติรัฐที่สอนกันมาในความหมายดั้งเดิม จนมาในยุคสมัยใหม่
ได้มีนักคิดที่ให้คํานิยามถึงหลักนิติธรรมไว้อีกมากมาย ในที่นี้ขอยกแนวความคิดของ L. Fuller ซึ่งเป็น
ผู้เขียน The Morality of Law ได้พูดถึงหลักนิติธรรมไว้ว่า หลักนิติธรรมต้องประกอบด้วย ๘ ประการ
ดังนี้
        ๑) ทุกคนต้องเคารพกฎหมาย
        ๒) กฎหมายต้องประกาศให้ทราบล่วงหน้าโดยทั่วกัน
        ๓) กฎหมายต้องไม่มีผลย้อนหลัง
        ๔) กฎหมายต้องบัญญัติไว้ชัดเจนเพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ดุลพินิจตามอําเภอใจโดยมิชอบ
        ๕) กฎหมายต้องหลีกเลี่ยงความขัดแย้งกันเอง
        ๖) กฎหมายต้องไม่บังคับสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
        ๗) กฎหมายต้องยืนยง คงอยู่เพื่อให้หยั่งรากลึกในสังคม แต่ต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพความ
เปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจสังคมได้
        ๘) การบังคับใช้กฎหมายต้องสองคล้องกับกฎเกณฑ์ที่ประกาศไว้ทุกประการ
        ส่วนในประเทศไทยนั้นได้นําหลักนิติธรรมมาใช้โดยปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร
ไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ความในมาตรา ๓ วรรคสองที่ว่า “การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี
ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญและหน่วยงานของรัฐ ต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม” 
หลักนิติธรรมมีความหมายในทางกฎหมายเกิดขึ้นแล้ว ในทางน้อยที่สุดแล้ว รัฐธรรมนูญนั้นต้อง
มีขอบเขตให้ใช้มาตรา ๓ วรรคสองนี้ได้เป็นอันว่าถ้าการกระทําของคณะรัฐมนตรีรัฐสภา ศาล และ
องค์กรอื่นไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม ถือว่าการกระทํานั้นก็ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
ดังที่เราได้ค้นหาพัฒนาการ ความหมาย ทั้งเนื้อหาของหลักนิติธรรม หรือหลักนิติรัฐ หรือศุภนิติ
กระบวน ล้วนไม่ใช่การปกครองโดยปกครองโดยกฎหมาย หรือ Rule by Law เพราะมิฉะนั้นแล้ว หาก
ทรราชขึ้นมาปกครองบ้านเมืองแล้ว คําสั่งที่ทรราชเป็นผู้ตราขึ้นก็สามารถใช้บังคับได้แล้วเราจะเรียก
คําสั่งนั้นว่า“กฎหมาย”อย่างนั้นหรือ? หรือมีคําถามที่ตามมาว่า หลักนี้สอดคล้องกับหลักนิติธรรมหรือ? 
ดังนั้น หลักนิติธรรม หรือหลักนิติรัฐ หรือศุภนิติกระบวน จึงไม่ใช่เป็นการปกครองโดยกฎหมายทั่วไป แต่
เป็นการปกครองที่มีหลักธรรมแห่งกฎหมาย หลักนิติธรรมจึงมี๒ ฐานะ ดังนี้
 
        ฐานะที่หนึ่ง คือ เป็นจริยธรรมของกฎหมาย หรือ Morality of Law ในฐานะนี้หลักนิติธรรม
ต้องการเห็นกฎหมายและการใช้กฎหมายเป็นไปโดยถูกต้องและเที่ยงธรรม เฉกเช่นเดียวกับคําว่า
รัฐธรรมนูญนิยม หรือ Constitutionalism ที่ต้องการใช้รัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดเพื่อจํากัด
อํานาจผู้ปกครอง และรองรับสิทธิเสรีภาพ ในท้ายที่สุดคือ สร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม 
หลักนิติธรรม ก็เป็นศีลธรรม หรือจริยธรรมของกฎหมาย และระบบกฎหมายเป็นตัววัดว่า กฎหมายฉบับ
ใด หรือการบังคับตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ หรือการพิจารณาคดีของศาล สองคล้องกับหลักนิติธรรม
หรือไม่ โดยนัยนี้หลักนิติธรรมจึงเป็นศีลธรรมของกฎหมายนั่นเอง


        ฐานะที่สอง คือ หลักนิติธรรมเป็นหลักกฎหมายที่บังคับใช้โดยศาลรัฐธรรมนูญ และศาล
ทั้งหลาย รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ความในมาตรา ๓ วรรคสอง การที่
หลักนิติธรรมสามารถบังคับได้กับองค์กรต่างๆ ในรัฐ ว่าชอบหรือไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ทําให้ต้องมีการ
ตีความในเรื่องความหมายของคําว่า “หลักนิติธรรม” ให้กระจ่างชัดขึ้น ซึ่งหลักนิติธรรมควรมีลักษณะ ๔
ประการด้วยกันดังนี้ 
        ๑) องค์ประกอบด้านสาระ (Substantive Rule of Law) : ไม่ว่าจะเป็นหลักนิติธรรมจาก
แนวคิดของ Dicey ก็ล้วนมีสาระสําคัญร่วมกัน ๒ ประการคือ 
        ประการแรก ทุกคนไม่ว่าเป็นรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ประชาชนคนธรรมดา ต้องอยู่ภายใต้
กฎหมายโดยเสมอภาคกัน มิใช่อยู่ภายใต้อํานาจตามอําเภอใจของคน
        ประการที่สอง กฎหมายดังกล่าวย่อมต้องสูงสุด (Supremacy of Law) และรับรองคุ้มครอง
สิทธิเสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคล หลักนิติธรรมจึงสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออกกับ
สิทธิมนุษยชนและสิทธิเสรีภาพของพลเมืองตามรัฐธรรมนูญ


        ๒) องค์ประกอบด้านกระบวนการ : หลักใหญ่ใจความคือ รัฐ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ต้องใช้
อํานาจภายในขอบเขตที่กฎหมายให้ไว้ตามวิธีการ รูปแบบ เวลา และสถานที่


        ๓) องค์ประกอบด้านองค์กร คือ ต้องมีการแบ่งแยกอํานาจอธิปไตย หลักนิติธรรมจะเกิดขึ้น
ไม่ได้หากศาลไม่มีความอิสระจากฝ่ายนิติบัญญัติหรือจากฝ่ายบริหาร หรือกรณีที่ฝ่ายบริหารออก
กฎหมายได้ตามใจชอบ แต่ที่สําคัญที่สุดนั้นคือ จะต้องมีศาลที่เป็นอิสระ สุจริต และเที่ยงธรรม คําว่า
อิสระ นั้นต้องอิสระจากฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติและต้องอิสระจากผู้บริหารศาลนั้นเองด้วย เพระ
หากศาลไม่ถูกแทรกแซงโดยคณะรัฐมนตรีหรือรัฐสภาก็ตาม แต่ถ้าศาลยังสามารถถูกแทรกแซงได้จาก
ประธานศาลฎีกา หรือประธานศาลปกครองสูงสุด ก็ไม่ถือว่าเป็นอิสระ ทังนี้ศาลต้องเป็นอิสระจากคู่กรณี
ด้วย ไม่รับสินบาทคาดสินบน ท้ายที่สุดคือ กระบวนการยุติธรรมทั้งกระบวนการจะต้องสุจริตเที่ยงธรรม
ตั้งแต่ต้นทางกระบวนการยุติธรรม เริ่มจาก ตํารวจ เจ้าหน้าที่รัฐอื่นๆ อัยการ ตลอดไปจนศาล ซึ่งความ
เป็นอิสระนี้จะเป็นหลักประกันให้เกิดหลักนิติธรรมขึ้นได้


        ๔) องค์ประกอบด้านเป้าหมาย คือ การใช้กฎหมาย การตีความ การตัดสินคดีจะต้องมุ่งสร้าง
ความยุติธรรมให้เกิดขึ้นโดยเที่ยงธรรม


 


 ปิดหน้านี้  กดพิมพ์ (Print) หน้านี้

www.LawSiam.com : ศูนย์รวมข้อมูลกฎหมาย เตรียมสอบ 3 สนาม