การเขียนอุทธรณ์ฎีกา ขั้นเทพ...
โดยอาจารย์ชนบท ศุภศรี อดีตผู้พิพากษา
หลักการเขียนอุทธรณ์
เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยหรือยกฟ้องโจทก์ หากจำเลยหรือทนายจำเลยหรือโจทก์หรือทนายโจทก์ ไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาดังกล่าวและต้องการอุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ต่อไป สิ่งที่ต้องศึกษาคือ
1. ต้องดูว่าคดีนั้นต้องห้ามอุทธรณ์หรือไม่ หากต้องห้ามไม่ให้จำเลยหรือโจทก์อุทธรณ์ มีวิธีหรือขั้นตอนอย่างไร ที่จะทำให้สามารถอุทธรณ์ขึ้นไปยังศาลอุทธรณ์ได้ เช่นจะขอให้ท่านผู้พิพากษาที่ลงชื่อในคำพิพากษาของศาลชั้นต้นรับรองอุทธรณ์ได้หรือไม่ทนายจำเลยหรือทนายโจทก์ต้องทำคำร้องขอรับรองอุทธรณ์ไปพร้อมกับอุทธรณ์ภายในระยะเวลาหนึ่งเดือนนับตั้งแต่วันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษา
2. ต้องดูว่าศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยเกินกว่า 5 ปีหรือไม่ หากศาลชั้นต้นตัดสินลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี ในการเขียนอุทธรณ์ต้องพยายามเขียนข้อกฎหมายลงไปในอุทธรณ์ด้วย ด้วยเหตุผลที่ว่าหากศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น จำเลยหรือทนายจำเลยก็มีสิทธิยื่นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายได้ แม้คดีนั้นจะต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 และมาตรา 219 ก็ตามเพราะได้มีการว่ากล่าวถึงปัญหาข้อกฎหมายมาแล้วในศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ (ซึ่งปกติแล้วจำเลยหรือทนายจำเลยมักจะไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้ทำให้ไม่อาจนำคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาได้ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายเป็นยิ่งนัก)
3. ต้องตรวจดูคำพิพากษาของศาลชั้นต้นว่าได้วินิจฉัยลงโทษจำเลยโดยอาศัยข้อเท็จจริงและเหตุผลอะไร..?แล้วแยกแยะออกมาเป็นข้อ ๆ เพื่อสะดวกในการเขียนอุทธรณ์
4. ต้องศึกษาว่าศาลสูงใช้หลักอะไรในการตัดสินคดี ซึ่งศาลสูงมักจะใช้หลักดังต่อไปนี้ในการตัดสินคดีคือ
4.1 หลักแห่งธรรมชาติ
4.2 หลักแห่งความสมดุล
4.3 หลักแห่งความขัดแย้ง
4.4 หลักแห่งความเป็นไปได้
4.5 หลักแห่งความสมเหตุสมผล
4.6 หลักแห่งความเป็นจริง
(หลักการดังกล่าวท่านศาสตราจารย์จิตติ ติงศภัทิย์ บรมครูได้สอนไว้
5. ต้องหาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ได้ตัดสิน“ ยกฟ้อง” ไว้เป็นบรรทัดฐานนำมาเปรียบเทียบกับเหตุผลที่ศาลชั้นต้นตัดสินว่า ข้อเท็จจริงมีความคล้ายคลึง ใกล้เคียง หรือเหมือนกัน หรือไม่หากคล้ายคลึงใกล้เคียงหรือเหมือนกัน ให้นำเหตุผลของศาลฎีกามาหักล้างคำตัดสินของศาลชั้นต้น
6. ศาลชั้นต้นตัดสินด้วยข้อกฎหมายใดบ้าง และข้อกฎหมายที่ตัดสินมาถูกต้องหรือไม่ เช่นศาลชั้นต้นตัดสินว่าการกระทำของจำเลยมีเจตนาฆ่า แต่ศาลฎีกาตัดสินว่าจำเลยมีเจตนาทำร้าย
7. การเขียนอุทธรณ์ต้องพยายามใช้ถ้อยคำที่สระสรวย สุภาพเรียบร้อยไม่ควรใส่อารมณ์ลงไปในอุทธรณ์ เพราะไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษานั้นหากเห็นว่ายังระงับอารมณ์ไม่ได้ให้เก็บคำพิพากษานั้นไว้ก่อนรอจนกว่าอารมณ์จะสงบเพราะหากยังมีอารมณ์อยู่ย่อมทำให้เกิดโทสะโมหะเขียนอุทธรณ์ กระแนะกระแหน เสียดสี ดูถูกเหยียดหยาม อาจจะถูกข้อหาละเมิดอำนาจศาลได้ จึงพึงระมัดระวังให้จงหนัก
เช่นหากไม่เห็นด้วยแทนที่จะเขียนว่า“ จำเลยไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเพราะตัดสินไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือเอาข้อเท็จจริงนอกสำนวนมาตัดสินลงโทษจำเลย โดยมีอคติ” ถ้อยคำดังกล่าวดูรุนแรง และไม่เหมาะสม ถ้าเปลี่ยนถ้อยคำเป็นว่า“ ด้วยความเคารพต่อคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นอย่างสูง จำเลยไม่เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาดังกล่าว เนื่องจากยังคลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายหลายประการกล่าวคือ...” ซึ่งได้ผลเท่ากัน คือเป็นการตำหนิท่านผู้พิพากษาที่เขียนคำพิพากษานั้นเหมือนกัน แต่ถ้อยคำโวหารน่าฟังและสระสรวยมากกว่ากันตั้งแยะ ย่อมทำให้ผู้พิพากษาที่ตรวจอุทธรณ์อ่านชื่นใจกว่านะ
8. ในการเริ่มต้นการเขียนอุทธรณ์มีหลายท่านไม่รู้จะเริ่มต้นเขียนอุทธรณ์อย่างไรดีข้อควรจำง่าย ๆ ให้เริ่มต้นเขียนอุทธรณ์ว่า
ข้อ 1.คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า แล้วลอกข้อความในคำพิพากษาศาลชั้นต้นตั้งแต่ต้นจนจบแล้วจึงต่อด้วย
ข้อ 2.ต่อไปทั้งนี้เป็นการป้องกันว่าอุทธรณ์นั้นไม่ได้ระบุข้อเท็จจริงโดยย่อ หรือข้อกฎหมายที่ยกขึ้นอ้างอิงเป็นลำดับตาม ป.วิ. อ. มาตรา 193 วรรคสอง เพราะเป็นคำพิพากษาของศาลเอง โดยไม่จำเป็นต้องไปย่อข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายเอาเอง ซึ่งอาจจะย่อผิดพลาดก็ได้แถมยังเสียเวลาเปล่า
9. การเขียนอุทธรณ์ตั้งแต่ข้อ 2 เป็นต้นไป ต้องไม่วกวนหรือเขียนซ้ำซาก การเขียนอุทธรณ์ที่ดีต้องลำดับเหตุการณ์ให้เป็นขั้นตอน โดยเริ่มต้นจากเหตุการณ์ก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุ และภายหลังเกิดเหตุแล้วนำเหตุผลที่ศาลชั้นต้นตัดสินว่าอย่างไรมาวางเป็นโจทย์ แล้วผู้เขียนต้องแก้โจทย์ดังกล่าว ด้วยเหตุผลอะไรโดยมีคำพิพากษาศาลฎีกาประกอบการหักล้างคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่การคัดลอกคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ตั้งแต่ต้นจนจบ แต่ไม่ได้ระบุข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไรนั้นต้องถือว่าเป็นอุทธรณ์หรือฎีกาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และข้อ 3 การลงท้ายอุทธรณ์
หลักการเขียนฎีกา
เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลย หรือยกฟ้องโจทก์ หากจำเลยหรือทนายจำเลยหรือโจทก์หรือทนายโจทก์ ไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาดังกล่าว และต้องการฎีกาไปยังศาลฎีกาต่อไป ก็ต้องทำเช่นเดียวกับการยื่นอุทธรณ์คือ
1. ต้องดูว่าคดีนั้นต้องห้ามฎีกา ในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่
2. คดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง หรือไม่ มีอะไรบ้าง
หลักใหญ่ ๆ ที่ทำให้เป็นคดีต้องห้ามฎีกา คือ
2.1 ในคดีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลล่างหรือเพียง แต่แก้ไขเล็กน้อย
2.1.1 แต่ยังคงให้ลงโทษจำคุกจำเลย ไม่เกินห้าปีหรือปรับหรือทั้งจำทั้งปรับ แต่โทษจำคุกไม่เกินห้าปีห้ามมิให้คู่ความ ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
2.1.2 แต่ให้ลงโทษจำคุกจำเลยเกินห้าปี ไม่ว่าจะมีโทษอย่างอื่นด้วยหรือไม่ ห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
2.2 ในคดีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลย ไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าศาลอุทธรณ์ยังคงลงโทษจำเลยไม่เกินกำหนดที่ว่ามานี้ ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อทั้งเท็จจริง แต่ข้อห้ามนี้ มิให้ใช้แก่จำเลยในกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา แก้ไขมาก และเพิ่มเติมโทษจำเลย (แก้ไขมากหมายถึงศาลอุทธรณ์แก้ทั้งบทมาตราลงโทษและแก้ไขโทษที่ลง)
2.3 คดีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ ห้ามมิให้ คู่ความฎีกา
คำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ 319/2527 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำสั่งยกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ให้ยกอุทธรณ์ ของโจทก์เพราะเป็นอุทธรณ์ต้องห้าม (ศาลชั้นต้นกับศาลอุทธรณ์ยกฟ้องคนละเหตุผลกัน) มิใช่เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ จึงไม่ต้องห้ามโจทก์ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 220
3. หากคดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง มีวิธีทำให้คดีขึ้นสู่ศาลฎีกาโดยการขอรับรองฎีกา หรือไม่ หากมีก็ให้ทำคำร้องขอรับรองฎีกาเช่นเดียวกับการขอรับรองอุทธรณ์ โดยทำคำร้องยื่นต่อศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221.
4. การเขียนฎีกาก็ทำนองเดียวกับการเขียนอุทธรณ์เพียง แต่ในการเขียนฎีกาต้องทำอย่างสุดฝีมือเพราะเป็นโอกาสสุดท้ายแล้ว
หลักการเขียนแก้อุทธรณ์ - ฎีกา และหลักเกณฑ์ที่ศาลสูงใช้ในการวินิจฉัยคดี ศึกษาเพิ่มเติมได้จากหนังสือ“ ปัญหาข้อเท็จจริงทนายความมืออาชีพภาค 1” ตลอดจนคำพิพากษาศาลฎีกาที่พิพากษา“ ยกฟ้อง” ในข้อเท็จจริงได้จากหนังสือ“ ทนายความมืออาชีพปัญหาข้อเท็จจริง” และคดียกฟ้องเพราะพยานบุคคลรับฟังไม่ได้หรือ 80 คดีฎีกาหายากของท่านอาจารย์ชนบท ศุภศรี อดีตผู้พิพากษา
เครดิต : คดียกฟ้องจากเรื่องจริง ตอน การเขียนอุทธรณ์ฎีกา (ภาคพิสดาร) อาจารย์ชนบท ศุภศรี อดีตผู้พิพากษา