การทำสัญญาขัดแย้งกับข้อตกลง โดย อ.พงศ์พิชญ์ พิมพิไสย
• ข้อบังคับของนายจ้างะบุว่า พนักงานมีสิทธิได้ทั้งเงินชดเชย และเงินสงเคราะห์ต่อมานายจ้างออกข้อบังคับโดยอาศัยอำนาจตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๓๙ กำหนดให้พนักงานที่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยแล้วไม่มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์ ข้อบังคับนี้จึงเป็นการรอนสิทธิของลูกจ้าง ไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้าง จึงไม่มีผลบังคับ ฎ.๑๔๘๐/๒๕๒๖ • นายจ้างแก้ไขข้อเปลี่ยนแปลงข้อบังคับโดยพลการ แม้ข้อบังคับฉบับใหม่จะเป็นคุณแก่ลูกจ้างโดยส่วนรวมยิ่งกว่าข้อบังคับเดิมแต่ในส่วนที่เกี่ยวกับเงินบำเหน็จไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้าง ดังนั้น ข้อบังคับในส่วนที่เกี่ยวกับเงินบำเหน็จจึงไม่มีผลผูกพัน ? หลักเกณฑ์ที่กำหนดห้ามมิให้นายจ้างทำสัญญาจ้างแรงงานกับลูกจ้างขัดหรือแย้งต่อข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง เว้นแต่จะเป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่านั้น คุ้มครองรวมถึงลูกจ้างที่เข้าทำงานภายหลังข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับแล้วด้วย + การระงับข้อพิพาทแรงงาน (ม.๒๑) + การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทแรงงาน(ม.๒๒) + การห้ามบุคคลภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้อง(ม.๓๒)
การคุ้มครองมิให้ถูกฟ้องร้องดำเนินคดี สมาคมนายจ้าง สหพันธ์นายจ้าง สหภาพแรงงาน และสหพันธ์แรงงาน ตลอดจนกรรมการ สมาชิก และเจ้าหน้าที่ขององค์การดังกล่าว ที่ เนินกิจการต่อไป จะไม่ถูกกล่าวหาหรือฟ้องร้องทางอาญาหรือทางแพ่งคือ ๑. เข้าร่วมเจรจาทำความตกลงกับนายจ้าง ลูกจ้าง องค์การของอีกฝ่าย ๒. ปิดงานหรือนัดหยุดงาน หรือ ช่วยเหลือ ชักชวนหรือสนับสนุนให้สมาชิกปิดงานหรือนัดหยุดงาน(โดยชอบด้วยกฎหมาย) ๓. ชี้แจงโฆษณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข้อพิพาทแรงงาน ๔. จัดให้มีการชุมนุมหรือเข้าร่วมโดยสงบในการนัดหยุดงาน(เว้นแต่การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดทางอาญาในลักษณะความผิดเกี่ยวกับการก่อภยันตรายต่อประชาชน) • การกระทำอย่างอื่น เช่น การปิดกั้นถนน หรือชุมนุมโดยละเมิดสิทธิชองผู้อื่น ย่อมมิใช่การนัดหยุดงานหรือเป็นส่วนหนึ่งของการนัดหยุดงานแต่อย่างใด ฎ. ๒๗๙๐/๒๕๒๕