ข้อเท็จจริง คดีที่ 1 มีจำนวน 2 หน้า
วันที่ 5 พฤษภาคม 2549 นายกร วิศวะ กรรมการ บริษัท กรสาก่อสร้าง จำกัด ได้มาพบท่านซึ่งเป็นทนายความชื่อนายชอบ ยุติธรรม ใบอนุญาตให้เป็นทนายความเลขที่ 123/2530 สำนักงานตั้งอยู่เลขที่ 333 ถนนสีลม แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร เล่าเหตุการณ์ให้ท่านฟังว่า เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 30 เมษายน 2549 ช่วงเวลาประมาณ 22 นาฬิกาถึง 3 นาฬิกา ของวันถัดมา นายผล งานดี และนายสน งานดี ซึ่งพักอาศัยที่บริษัท แทรกเตอร์ จำกัด และเป็นพนักงานติดตามหนี้สินของบริษัท แทรกเตอร์ จำกัด ได้เข้าไปในบริษัท กรสาก่อสร้าง จำกัดในขณะที่ไม่มีใครอยู่ โดยช่วยกันตัดทำลายกุญแจประตูใหญ่ซึ่งมีราคา 2000 บาท และนำรถบรรทุกเข้าไปขนรถแทรกเตอร์ตักดิน ยี่ห้อโคมัสสุ รุ่นเค 500 หมายเลขทะเบียน 101010 ที่บริษัท กรสาก่อสร้าง จำกัด ได้ทำสัญญาเช่าซื้อมาจากบริษัท แทรกเตอร์ จำกัด เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2547 ออกไปจากบริษัท กรสาก่อสร้าง จำกัด ซึ่งสภาพรถแทรกเตอร์ในขณะนั้นมีราคา 2,500,000 บาท ทำให้ บริษัท กรสาก่อสร้าง จำกัด ไม่มีรถแทรกเตอร์ตักดินไว้ใช้งาน ในโครงการก่อสร้างที่ทำอยู่ ทำให้ต้องไปเช่ารถแทรกเตอร์ตักดินจากคนอื่น มาใช้แทน โดยเสียค่าเช่าวันละ 10,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2549 เป็นต้นมา
นายกร วิศวะ เล่าให้ท่านฟังว่า บริษัท กรสาก่อสร้าง จำกัด ได้ทำสัญญาเช่าซื้อรถแทรกเตอร์คันดังกล่าวจาก บริษัท แทรกเตอร์ จำกัด ในราคา 3,500,000 บาท ตกลงชำระเงินในวันทำสัญญา 500,000 บาท ส่วนที่เหลือผ่อนชำระ 20 งวด ๆ ละ 150,000 บาท ทุกวันที่ 5 ของเดือน ชำระงวดแรกวันที่ 5 มิถุนายน 2547 งวดสุดท้ายวันที่ 5 มกราคม 2549 ในสัญญาเช่าซื้อมีข้อกำหนดเกี่ยวกับการชำระเงินค่างวดไว้ว่า หากฝ่ายผู้เช่าผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ 2 งวดติดกัน หรือปฏิบัติผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใด ให้สัญญาเช่าซื้อเป็นอันเลิกกันโดยมิต้องบอกกล่าว และให้เจ้าของซึ่งเป็นผู้ให้เช่าซื้อกลับเข้าครอบครองทรัพย์สินและมีสิทธิเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากการผิดสัญญาตลอดจนค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินที่เช่าซื้อได้ หลังจากเช่าซื้อรถแทรกเตอร์มาแล้วบริษัท กรสาก่อสร้าง จำกัด ชำระค่าเช่าซื้อล่าช้าไม่ตรงกำหนดเวลา โดยงวดที่ 1และ 2 ชำระเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2547, งวดที่ 3-5 ชำระเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2547, งวดที่ 6–งวดที่ 12 ชำระเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2548,งวดที่ 13 และ 14 ชำระเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2548 ครั้งสุดท้ายชำระงวดที่ 15-งวดที่ 18 เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2549 ซึ่งบริษัท แทรกเตอร์ จำกัด รับค่าเช่าซื้อไว้ทุกครั้งตลอดมาโดยไม่เคยทักท้วงหรือได้โต้แย้งแต่อย่างใด
เมื่อถูกยึดรถแทรกเตอร์ไปแล้ว ในวันที่ 2 พฤษภาคม 2549 นายกร วิศวะ ได้นำเงินค่าเช่าซื้องวดที่ 19 และ 20 จำนวน 300,000 บาท ไปชำระให้แก่บริษัท แทรกเตอร์ จำกัด และขอรถแทรกเตอร์คืน แต่บริษัท แทรกเตอร์ จำกัดไม่ยอมรับเงินและอ้างว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้วเพราะบริษัท กรสาก่อสร้าง จำกัด ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ บริษัท แทรกเตอร์ จำกัด จึงมีสิทธิยึดรถแทรกเตอร์ได้ตามสัญญา และยังแจ้งด้วยว่าจะนำรถออกประมูล ขายทอดตลาดในปลายเดือนมิถุนายน 2549
ท่านให้คำแนะนำว่า ตามพฤติการณ์ที่นายกร วิศวะ เล่ามานั้น คู่สัญญาไม่ได้ถือกำหนดเวลาชำระหนี้ ในสัญญาเป็นสาระสำคัญ บริษัท กรสาก่อสร้าง จำกัด จึงมีสิทธิฟ้องบริษัท แทรกเตอร์ จำกัด เพื่อรักษาสิทธิตามสัญญาและเรียกค่าเสียหายได้ วันที่ 5 พฤษภาคม 2549 บริษัท กรสาก่อสร้าง จำกัด โดยนายกร วิศวะ จึงแต่งตั้งให้ท่านเป็นทนายความเพื่อแก้ฟ้องคดี โดยให้มีอำนาจดำเนินการพิจารณาในทางจำหน่ายสิทธิของตัวความ ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 62 บัญญัติให้กำหนดไว้โดยชัดแจ้ง
วันที่ 6 พฤษภาคม 2549 ท่านได้ทำหนังสือบอกกล่าวส่งถึงบริษัท แทรกเตอร์ จำกัด ชี้แจงเหตุผลและแจ้งให้รับชำระเงินค่าเช่าซื้อที่ค้างจำนวน 300,000 บาท จากบริษัท กรสาก่อสร้าง จำกัด และให้ส่งมอบพร้อมโอนทะเบียนรถแทรกเตอร์คันที่เช่าซื้อดังกล่าวข้างต้นให้แก่บริษัท กรสาก่อสร้าง จำกัด ภายใน 7 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับหนังสือ รวมทั้งให้ชำระค่าเสียหายวันละ 10,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2549 จนกว่าจะส่งมอบพร้อมโอนทะเบียนรถแทรกเตอร์เรียบร้อย พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี บริษัท แทรกเตอร์ จำกัด ได้รับหนังสือแล้วเพิกเฉย
ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2549 ท่านจึงได้ยื่นฟ้องคดีแพ่ง บริษัท แทรกเตอร์ จำกัด ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เป็นคดีหมายเลขดำที่ 1122/2549 ขอให้ศาลบังคับ บริษัท แทรกเตอร์ จำกัด ให้ปฏิบัติตามที่ท่านแจ้งไว้ในหนังสือบอกกล่าวที่ได้ส่งไป (ไม่ต้องคิดดอกเบี้ยก่อนฟ้อง คิดดอกเบี้ยจากวันฟ้องเป็นต้นไป) พร้อมกับยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนศาลมีคำพิพากษา เพื่อให้ศาลมีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้บริษัท แทรกเตอร์ จำกัด โอน ขาย ยักย้ายหรือจำหน่ายรถแทรกเตอร์คันที่เช่าซื้อ และยื่นฟ้องคดีอาญา นายผล งานดี และนายสน งานดี ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ เป็นคดีหมายเลขดำที่ 2211/2549 ในข้อหาทำให้เสียทรัพย์และบุกรุก
บริษัท กรสาก่อสร้าง จำกัด ประกอบกิจการรับเหมาก่อสร้าง มีกรรมการสองคน คือ นายกร วิศวะและนายสา วิศวะ กรรมการคนใดคนหนึ่งมีอำนาจลงชื่อและประทับตราของบริษัททำการแทนบริษัทได้ สำนักงานตั้งอยู่เลขที่ 555 ถนนสีลม แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพฯ
บริษัท แทรกเตอร์ จำกัด ประกอบกิจการขายและให้เช่าซื้อรถแทรกเตอร์ มีนายบุญ โชคดี เป็นกรรมการมีอำนาจลงชื่อและประทับตราของบริษัท ทำการแทนบริษัทได้ สำนักงานตั้งอยู่เลขที่ 111 ถนนพญาไท แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร
หมายเหตุ ในห้องอบรมวันพฤหัสที่ 25 นี้ อาจารย์ให้ทำคำฟ้องคดีแพ่ง และ ให้ทำหนังสือทวงถาม และ คำร้องขอคุ้มครองชั่วคราว (คำถาม=ข้อสอบ)
แนวคำตอบคำฟ้องคดีแพ่ง คดีที่ 1
ข้อ 1. โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย มีนายกร วิศวะ และนายสา วิศวะ เป็นกรรมการ กำหนดให้กรรมการคนใดคนหนึ่งมีอำนาจลงชื่อและประทับตราของโจทก์กระทำการแทนโจทก์ได้ โจทก์ประกอบกิจการรับเหมาก่อสร้าง รายละเอียดปรากฏตามสำเนาหนังสือรับรองของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท กรุงเทพมหานคร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 1
จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย มีนายบุญ โชคดี เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงชื่อและประทับตราของจำเลยกระทำการแทนจำเลยได้ จำเลยประกอบกิจการขายและให้เช่าซื้อรถแทรกเตอร์ รายละเอียดปรากฎตามสำเนาหนังสือรับรองของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 2
ข้อ 2. เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2547 โจทก์ได้ทำสัญญาเช่าซื้อรถแทรกเตอร์ตักดิน ยี่ห้อโคมัสสุ รุ่นเค 500 คันหมายเลขทะเบียน 101010 จากจำเลย โดยตกลงเช่าซื้อกันในในราคา 3,500,000 บาท ได้ชำระเงินในวันทำสัญญาจำนวน 500,000 บาท ส่วนที่เหลือผ่านชำระ 20 งวด ๆ ละ 150,000 บาท ทุกวันที่ 5 ของเดือน เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 5 มิถุนายน 2547 งวดสุดท้ายวันที่ 5 มกราคม 2549 ในสัญญาเช่าซื้อมีข้อกำหนดเกี่ยวกับการชำระเงินค่างวดไว้ว่าหากฝ่ายผู้เช่าซื้อผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ 2 งวดติดกัน หรือปฏิบัติผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใดให้สัญญาเช่าซื้อเป็นอันเลิกกันโดยมิต้องบอกกล่าว และให้เจ้าของซึ่งเป็นผู้ให้เช่าซื้อกลับเข้าครอบครองทรัพย์สินและมีสิทธิเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากการผิดสัญญาตลอดจนค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินที่เช่าซื้อได้ รายละเอียดปรากฏตามสำเนาสัญญาเช่าซื้อ เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3
หลังจากทำสัญญาเช่าซื้อ โจทก์ได้ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่จำเลยไม่ตรงตามเวลาที่กำหนดในสัญญาคือ
งวดที่ 1 และ 2 ซึ่งถึงกำหนดชำระในวันที่5 มิถุนายน และ 5 กรกฎาคม 2547 โจทก์ชำระเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2547 รายละเอียดปรากฏตามสำเนาใบเสร็จรับเงินที่ 1 และ 2 เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 4
งวดที่ 3 ถึงงวดที่ 5 ซึ่งถึงกำหนดชำระในวันที่ 5 สิงหาคม , 5 กันยายน และ 5 ตุลาคม 2547 โจทก์ชำระเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2547 รายละเอียดปรากฏตามสำเนาใบเสร็จรับเงินงวดที่ 3 ถึง 5 เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 5
งวดที่ 6 ถึง งวดที่ 12 ซึ่งถึงกำหนดชำระในวันที่ 5 พฤศจิกายน , 5 ธันวาคม 2547 และ 5 มกราคม , 5 กุมภาพันธ์, 5 มีนาคม, 5 เมษายน,และ 5 พฤษภาคม 2548 โจทก์ ชำระเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2548 รายละเอียดปรากฏตามสำเนาใบเสร็จรับเงินงวดที่ 6 ถึง 12 เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 6
งวดที่ 13 และ 14 ซึ่งถึงกำหนดชำระในวันที่ 5 มิถุนายน และ 5 กรกฎาคม2548 โจทก์ชำระเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2548 รายละเอียดปรากฏตามสำเนาใบเสร็จรับเงินงวดที่ 13 และ 14 เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 7
งวดที่ 15 ถึงงวดที่ 18 ซึ่งถึงกำหนดชำระในวันที่ 5 สิงหาคม, 5 กันยายน, 5 ตุลาคม, และ 5 พฤศจิกายน 2548 โจทก์ชำระเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2549 รายละเอียดปรากฏตามสำเนาใบเสร็จรับเงินงวดที่ 15 ถึง 18 เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 8
จำเลยรับชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 1 ถึง งวดที่ 18 จากโจทก์ตลอดมา โดยไม่เคยทักท้วง หรือ โต้แย้งแต่อย่างใด คงเหลือค่าเช่าซื้องวดที่ 19 และ 20 ซึ่งโจทก็ยังไม่ได้ชำระให้แก่จำเลย
ข้อ 3 ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2549 จำเลยได้ให้พนักงานติดตามหนี้สินของจำเลยไปยึดรถแทรกเตอร์คันที่เช่าซื้อไปจากโจทก์โดยโจทก์มิได้รู้เห็นหรือยินยอมด้วย ต่อมาในวันที่ 2 พฤษภาคม 2549 โจทก์ได้นำเงินค่าเช่าซื้อสองงวดสุดท้ายคือ งวดที่ 19 และ 20 จำนวน 300,000 บาท ไปชำระให้แก่จำเลยและขอรับรถแทรกเตอร์คืน แต่จำเลยไม่ยอมรับเงินและไม่ยอมคืนรถแทรกเตอร์ให้แก่โจทก์ โดยอ้างว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้ว เพราะโจทก์ผิดนัดชำระค่าเช่าตลอดมาจำเลยมีสิทธิยึดรถแทรกเตอร์คันที่เช่าซื้อได้ตามสัญญา ซึ่งเป็นข้ออ้างที่จำเลยไม่มีสิทธิที่จะยกขึ้นอ้างได้ เนื่องจากโจทก์และจำเลย ต่างก็ไม่ได้ยึดถือกำหนดเวลาการชำระค่าเช่าซื้อแต่ละงวดตามสัญญาเช่าซื้อเป็นสาระสำคัญอีกต่อไป จำเลยจึงไม่มีสิทธิหยิบยกเรื่องที่โจทก์ชำระค่าเช่าซื้อไม่ตรงตามกำหนดมาอ้างว่าโจทก์ผิดนัด หรือ ผิดสัญญาเช่าซื้อ และทำให้สัญญาเช่าซื้อเลิกกันโดยไม่ต้องบอกกล่าว
ดังนั้นสัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์และจำเลยจึงยังมีผลบังคับอยู่ จำเลยไม่มีสิทธิยึดรถแทรกเตอร์คันที่เช่าซื้อไปจากโจทก์
ข้อ 4 การกระทำของจำเลยจึงเป็นการผิดสัญญาเช่าซื้อ จำเลยมีหน้าที่ต้องรับชำระเงินค่าเช่าซื้องวดที่ 19 และ 20 จำนวน 300,000 บาท ไปจากโจทก์ และจำเลยต้องส่งมอบพร้อมโอนทะเบียนรถแทรกเตอร์คันที่เช่าซื้อดังกล่าวข้างต้นให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ยอมโอนทะเบียนให้แก่โจทก์ขอให้ใช้คำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย หากจำเลยไม่สามารถส่งมอบรถแทรกเตอร์คันที่เช่าซื้อให้แก่โจทก์ได้เพราะสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้จำเลยชดใช้ราคาเท่ากับราคารถแทรกเตอร์ในขณะที่จำเลยผิดสัญญาแทนเป็นเงินจำนวน 2,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจำเลยจะชำระให้แก่โจทก์ครบถ้วน และการกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเนื่องจากไม่มีรถแทรกเตอร์ใช้งาน ทำให้โจทก์ต้องไปเช่ารถแทรกเตอร์จากผู้อื่นมาใช้งานแทนทุกวัน โดยเสียค่าเช่าวันละ 10,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2549 เป็นต้นมา คิดถึงวันฟ้องเป็นเวลา 15 วัน เป็นเงิน 150,000 บาท จำเลยมีหน้าที่ต้องชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระให้แก่โจทก์ครบถ้วนและจำเลยต้องรับผิดชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ในอัตราวันละ 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะส่งมอบพร้อมโอนทะเบียนรถแทรกเตอร์คันที่เช่าซื้อให้แก่โจทก์เสร็จเรียบร้อย
ข้อ 5 โจทก์ได้ให้ทนายความส่งหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยรับชำระเงินค่าเช่าซื้องวดที่ 19 และ 20 จำนวน 300,000 บาท ไปจากโจทก์ พร้อมส่งมอบและโอนทะเบียนรถแทรกเตอร์คันที่เช่าซื้อคืนโจทก์ และให้ชำระค่าเสียหายในอัตราวันละ 10,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2549 เป็นต้นมา พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ให้แก่โจทก์ ซึ่งจำเลยได้รับแล้ว แต่คงเพิกเฉย รายละเอียดปรากฏตามนสำเนาหนังสือบอกกล่าว และใบตอบรับของบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 9-10
โจทก์ไม่มีทางบังคับจำเลยได้จึงต้องนำคดีมาฟ้องเพื่อขอบารมีศาลเป็นที่พึ่งบังคับจำเลยต่อไป
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
คำขอท้ายฟ้องคดีแพ่ง
ข้อ 1 ให้จำเลยรับเงินจำนวน 300,000 บาท ไปจากโจทก์และให้จำเลยส่งมอบพร้อมโอนทะเบียนรถแทรกเตอร์ ยี่ห้อโคมัสสุ รุ่นเค 500 หมายเลขทะเบียน 101010 ให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ยอมโอนทะเบียนรถให้แก่โจทก์ ขอให้ใช้คำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย
ข้อ 2 หากจำเลยไม่สามารถส่งมอบรถแทรกเตอร์คันดังกล่าวตามข้อ 1 ให้แก่โจทก์ได้ เพราะสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่อง ให้จำเลยชดใช้ราคาแทนเป็นจำนวนเงิน 2,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจำเลยจะชำระให้แก่โจทก์ครบถ้วน
ข้อ 3. ให้จำเลยชดใช้เงิน 150,000 บาทให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจำเลยจะชำระให้แก่โจทก์ครบถ้วน และชดใช้ค่าเสียหายในอัตราวันละ 10,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจำเลยจะส่งมอบพร้อมโอนทะเบียนรถแทรกเตอร์คันที่เช่าซื้อให้แก่โจทก์
ข้อ 4. ให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมศาลและค่าทนายความแทนโจทก์
แนวคำตอบหนังสือบอกกล่าว คดีที่ 1
ทำที่ เลขที่ 333 ถนนสีลม แขวงสีลม
เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร
วันที่ 6 พฤษภาคม 2549
เรื่อง ให้รับชำระค่าเช่าซื้อ ส่งมอบพร้อมโอนทะเบียนรถแทรกเตอร์และชดใช้ค่าเสียหาย
เรียน กรรมการผู้จัดการ บริษัท แทรกเตอร์ จำกัด
ตามที่ บริษัทท่านได้ทำสัญญาเช่าซื้อให้บริษัท กรสาก่อสร้าง จำกัด เช่าซื้อรถแทรกเตอร์ตักดิน ยี่ห้อโคมัสสุ รุ่น เค 500 คันหมายเลขทะเบียน 101010 ในราคา 3,500,000 บาท เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2547 โดยตกลงชำระเงินในวันทำสัญญา 500,000 บาท ส่วนที่เหลือผ่อนชำระ 20 งวด ทุกวันที่ 5 ของเดือน เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 5 มิถุนายน 2547 งวดสุดท้ายวันที่ 5 มกราคม 2549 รายละเอียดตามที่ท่านทราบดีอยู่แล้วนั้น
หลังจากทำสัญญาเช่าซื้อ บริษัท กรสาก่อสร้าง จำกัด ได้ชำระค่าเช่าซื้องวดที่ 1 ถึงงวดที่ 18 ให้แก่บริษัทท่านและบริษัทท่านก็รับชำระตลอดมาโดยมิได้ทักท้วงหรือโต้แย้งแต่อย่างใด ปรากฏว่าในวันที่ 30 เมษายน 2549 ท่านได้ยึดรถแทรกเตอร์คันที่เช่าซื้อไปจาก บริษัทกรสาก่อสร้าง จำกัด และเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2549 บริษัทกรสาก่อสร้าง จำกัด ได้นำเงินค่าเช่าซื้องวดที่ 19 และ 20 จำนวน 300,000 บาท ไปชำระให้แก่บริษัทท่าน และขอรถแทรกเตอร์คืน แต่บริษัทท่านไม่ยอมรับชำระเงินและไม่ยอมคืนรถแทรกเตอร์ให้แก่บริษัท กรสาก่อสร้าง จำกัด โดยอ้างว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้ว เพราะบริษัท กรสาก่อสร้าง จำกัด ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตลอดมา ท่านจึงมีสิทธิยึดรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อได้ตามสัญญา
ข้าพเจ้าในฐานะทนายความผู้ได้รับมอบอำนาจของบริษัท กรสาก่อสร้าง จำกัด ขอชี้แจ้งให้ท่านทราบว่าหลังจากทำสัญญาเช่าซื้อแล้ว เมื่อบริษัท กรสาก่อสร้าง จำกัด นำเงินค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 1-18 มาชำระให้ทานไม่ตรงตามเวลาที่กำหนดกันไว้ในสัญญา บริษัทท่านก็รับชำระเงินไว้โดยไม่เคยทักท้วงหรือโต้แย้งแต่อย่างใด จึงถือว่าบริษัทท่านมิได้ถือเอากำหนดเวลาการชำระค่าเช่าซื้อตามที่กำหนดไว้ในสัญญาเป็นสาระสำคัญ บริษัทกรสาจำกัด จึงไม่ได้เป็นผุ้ผิดนัด สัญญาเช่าซื้อจึงยังไม่เลิกกันตามที่ท่านอ้างและบริษัทท่านไม่มีสิทธิยึดรถแทรกเตอร์คันที่เช่าซื้อไปจากบริษัท กรสาก่อสร้าง จำกัด การที่ท่านยึดรถแทรกเตอร์ไปทำให้บริษัท กรสาก่อสร้าง จำกัด ได้รับความเสียหาย ต้องไปเช่ารถแทรกเตอร์จากผู้อื่นมาใช้งานแทนทุกวัน โดยต้องเสียค่าเช่าในอัตราวันละ 10,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2549 เป็นต้นมา
ดังนั้นข้าพเจ้าจึงขอให้ท่านรับชำระเงินค่าเช่าซื้อที่ค้างงวดที่ 19 และ 20 จำนวน 300,000 บาท จากบริษัท กรสาก่อสร้าง จำกัด และส่งมอบพร้อมทั้งโอนทะเบียนรถแทรกเตอร์คันที่เช่าซื้อดังกล่าวข้างต้นให้แก่บริษัท กรสาก่อสร้าง จำกัด ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือฉบับนี้ รวมทั้งให้ชำระค่าเสียหายให้แก่บริษัท กรสาก่อสร้าง จำกัด วันละ 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2549 เป็นต้นไป จนกว่าท่านจะส่งมอบพร้อมทั้งโอนทะเบียนรถแทรกเตอร์คันที่เช่าซื้อให้แก่บริษัท กรสาก่อสร้างจำกัด เสร็จเรียบร้อย มิฉะนั้น บริษัท กรสา ก่อสร้าง จำกัด ก็มีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการตามกฎหมายกับบริษัทท่านต่อไป
ขอแสดงความนับถือ
ชอบ ยุติธรรม
(นายชอบ ยุติธรรม)
ทนายความผู้รับมอบอำนาจ
ที่มา : yannilaw |