องค์ประกอบที่เป็นสาระสำคัญของสัญญา คือ
องค์ประกอบที่สำคัญของสัญญา ก็เช่นเดียวกับองค์ประกอบของนิติกรรม ถ้าหากขาดองค์ประกอบดังต่อไปนี้เพียงข้อใดข้อหนึ่งแล้ว นิติกรรมและสัญญาจะไม่เกิดขึ้น
๑ บุคคล หรือ คู่สัญญา
- คู่สัญญา หมายถึง บุคคลที่เป็นผู้ลงมือทำสัญญา เรียกว่า สัญญาในทางรูปแบบ (form)
- คู่สัญญา หมายถึง บุคคลที่ต้องรับผลของสัญญา แม้ในบางครั้งอาจจะไม่ใช่บุคคลที่เป็นผู้ลงมือทำสัญญาอง เช่น ตัวแทนตัวการ คู่สัญญาประเภทนี้ เรียกว่า คู่สัญญาในทางเนื้อหา (substancial)
- บุคคลที่รับโอนสิทธิและหน้าที่จากคู่สัญญาเดิม หรือ ทายาทผู้รับมรดก
- คู่สัญญาอาจเป็นบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคลก็ได้
- ถ้าเป็นบุคคลธรรมดา ต้องมีความสามารถในการใช้สิทธิในขณะที่ทำสัญญา
๒ วัตถุประสงค์
วัตถุประสงค์ คือ เป้าหมายหรือประโยชน์สุดท้ายที่จะได้จากสัญญา ในสัญญาทุกชนิดจะต้องมีวัตถุประสงค์เสมอ สัญญาใดที่ไม่มีวัตถุประสงค์ ก็เหมือนเป็นเรื่องลอย ๆ ไม่จริงจังอะไร เช่น สัญญาซื้อขาย วัตถุประสงค์ก็คือ กรรมสิทธิ์ กับราคา ไม่ว่าจะทำสัญญาซื้อขายทรัพย์สินใดก็ตาม วัตถุประสงค์ก็ยังเป็นกรรมสิทธิ์กับราคานั่นเอง
สรุป สัญญาต้องมีวัตถุประสงค์เสมอ ส่วนวัตถุประสงค์ของสัญญาอาจแปรเปลี่ยนหลากหลายไปตามสัญญา โดยอาศัยหลักเรื่องเสรีภาพในการทำสัญญา ซึ่งมีข้อจำกัดตามมาตรา ๑๕๐
แสดงตัวอย่าง
๓ เจตนา
เจตนาที่เป็นคำเสนอสนองต้องตรงกัน หมายความว่า เจตนาทั้งสองได้มีการหล่อหลอมรวมกันเป็นเจตนาเดียวแล้ว คือ เป็นเจตนาของสัญญา และไม่อาจแยกกันได้อีกต่อไป ซึ่งเกิดเมื่อคำสนองนั้นมาถึงภายในเวลาและมิได้เปลี่ยนแปลงแก้ไข จำกัดตัดทอนหรือเพิ่มเติมคำเสนอเลยแม้แต่น้อย ตามนัย มาตรา ๓๕๙ วิธีการแสดงเจตนาต้องสมบูรณ์ตามหลักนิติกรรม เจตนาที่แสดงออกมาต้องเป็นเจตนาที่แท้จริง ต้องไม่เป็นเจตนาที่วิปริต
๔ แบบ หรือวิธีในการแสดงเจตนา
อาจเป็นวิธีใดก็ได้ไม่ว่าด้วยวาจา กิริยาอาการ หรือลายลักษณ์อักษรที่ชัดเจน หรือด้วยการกระทำที่สันนิษฐานได้ว่าเป็นการแสดงเจตนาก็ได้ ยกเว้น กรณีที่กฎหมายกำหนดให้สัญญาบางประเภทต้องทำตามแบบเฉพาะ มิฉะนั้น สัญญาจะตกเป็นโมฆะก็ต้องทำตามนั้น
องค์ประกอบเสริมของสัญญา
องค์ประกอบเสริมของสัญญาที่คู่สัญญาสามารถที่จะกำหนดได้ ก็คือ เงื่อนไข เงื่อนเวลา มัดจำ และเบี้ยปรับ ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่เข้ามาเพิ่มเติมสัญญา มิใช่องค์ประกอบที่จำเป็นเพื่อความมีอยู่ของสัญญา