ในที่สุด จอมพลถนอม ก็ได้ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และเดินทางออกนอกประเทศพร้อมกับคณะทรราชย์ ต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้นาย สัญญา ธรรมศักดิ์
ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยพระองค์เอง เพื่อบริหารประเทศชาติในยามคับขัน หลังจากนั้น นายสัญญา จึงได้ประกาศให้สัญญากับประชาชนว่า จะเร่งร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน และจะจัดให้มีการเลือกตั้งผู้แทนราษฎรในประเทศโดยเร็ว
|
รัฐบาลของท่านอาจารย์สัญญา ได้แต่งตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งประกอบด้วยกรรมการจำนวน 18 คน โดยคณะกรรมการชุดนี้ ได้นำเอารัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2492 มาเป็นแนวทางในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ รวมทั้งได้รับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างกว้างขวาง ผลคือว่า คณะกรรมการใช้เวลายกร่างรัฐธรรมนูญนี้ จนแล้วเสร็จได้ ภายใน 3 เดือน และจึงนำเสนอคณะรัฐมนตรีให้พิจารณาปรับปรุงแก้ไข แต่คณะรัฐมนตรีก็แก้ไขเพียงเล็กน้อย ก่อนที่จะส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาลงมติให้ความเห็นชอบ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2517 จำนวน 238 มาตรา
|
|
|
|
นายสัญญา ธรรมศักดิ์
|
รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ได้รับการแก้ไขเพิ่มเติม 1 ครั้ง เมื่อ พ.ศ. 2518 ในเรื่องการรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งวุฒิสมาชิก จากเดิมให้ประธานองคมนตรี เป็นผู้รับสนองฯ เปลี่ยนมาเป็นนายกรัฐมนตรีรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีการแก้ไขเพิ่มเติมเพียงครั้งเดียว และมีระยะเวลาการใช้เพียง
2 ปี ก็ถูก "ฉีกทิ้ง" โดยประกาศของ "คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน" ซึ่งมี พล.ร.อ. สงัด ชลออยู่ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นหัวหน้าคณะฯ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519
หลักการสำคัญ
รัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีบทบัญญัติรวมทั้งสิ้นถึง 238 มาตรา ซึ่งมากกว่ารัฐธรรมนูญไทยฉบับก่อนๆ ทุกฉบับ เป็นรัฐธรรมนูญที่ได้ร่างขึ้นในบรรยากาศของความเป็นประชาธิปไตย อันมีสาระสำคัญ ดังนี้
ก. หลักการเดิมที่เคยใช้ในรัฐธรรมนูญฉบับก่อน
1) หลักการปกครองในระบบรัฐสภาซึ่งมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
2) หลักการมี 2 สภา โดยให้ สภาผู้แทนราษฎร ประกอบด้วยสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง แบบผสมระหว่างรวมเขตจังหวัดและแบ่งเขตๆ 1 คน เป็นแบบผสมเขตละไม่เกิน 3 คน มีจำนวนไม่น้อยกว่า 240 คน แต่ไม่เกิน 300 คน มีวาระ 4 ปี ส่วน วุฒิสภา ประกอบด้วยสมาชิกมาจากการแต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์ จำนวน 100 คน โดยมีประธานองคมนตรีเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 6 ปี แต่ทุกๆ 3 ปี สมาชิกจำนวนครึ่งหนึ่ง จะต้องพ้นจากตำแหน่งไป โดยประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานรัฐสภา และประธานวุฒิสภา เป็นรองประธานรัฐสภา
3) วางหลักประกันความเป็นอิสระของผู้พิพากษา
4) แยกข้าราชการประจำออกจากการเมือง คือ ส.ส. และ ส.ว. ต้องไม่เป็นข้าราชการประจำ
5) แยกนักการเมืองออกจากวงธุรกิจการค้าที่มุ่งหากำไร
ข. หลักการที่กำหนดขึ้นใหม่
1) ถวายสิทธิแก่พระราชธิดาให้สืบราชสันตติวงศ์ได้ ในกรณีไม่มีพระราชโอรส
2) ให้สิทธิเสรีภาพแก่ชนชาวไทยไว้อย่างกว้างขวาง
3) วางแนวทางในการสร้างความเป็นธรรมในสังคมไว้อย่างชัดเจน (มาตรา 79, 81, 89)
4) ส่งเสริมนักการเมืองระดับท้องถิ่น โดยห้ามมิให้นักการเมืองระดับชาติดำรงตำแหน่งทางการเมืองระดับท้องถิ่น
5) บังคับให้รัฐมนตรีและสมาชิกรัฐสภา แสดงสินทรัพย์และหนี้สินของตนต่อประธานรัฐสภา
6) บังคับให้ผู้ที่จะสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องสังกัดพรรค และลาออกจากพรรคมิได้หลังจากได้รับเลือกตั้งเป็นผู้แทนแล้ว (มาตรา 17) และกำหนดให้มีผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (มาตรา 126)
7) บังคับให้นายกรัฐมนตรี จะต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (มาตรา 177)
8) ห้ามคณะรัฐมนตรีประกาศใช้กฎอัยการศึกตามอำเภอใจ โดยไม่กำหนดระยะเวลา
9) อนุญาตให้ตั้งศาลปกครอง และศาลพิเศษอื่นๆ
10) ประกันการปกครองตนเองของประชาชนในท้องถิ่น
11) ให้รัฐสภามีอำนาจตรวจสอบการปฏิบัติงาน รวมทั้งการใช้จ่ายเงินของข้าราชการได้ โดยการตั้งกรรมาธิการวิสามัญ และมีอำนาจตั้งผู้ตรวจเงินแผ่นดินของรัฐสภาได้ด้วย
12) วางมาตรการป้องกันมิให้รัฐธรรมนูญถูกยกเลิกโดยมิชอบ โดยห้ามมิให้นิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำการล้มล้างรัฐธรรมนูญ (มาตรา 4)
13) มีตุลาการรัฐธรรมนูญที่แตกต่างไปจากรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้านั้น โดยกำหนดให้ รัฐสภา คณะรัฐมนตรี และคณะกรรมการตุลาการ (ก.ต.) เป็นผู้เลือกผู้ทรงคุณวุฒิฝ่ายละ 3 คน เป็นคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ และในเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ได้นำเอาหลักการออกเสียงประชามติในร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมมาบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญไทยเป็นครั้งแรก