การกระทำที่ครบองค์ประกอบความผิด | ศูนย์รวมข้อมูลกฎหมาย เตรียมสอบ 3 สนาม ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม

การกระทำที่ครบองค์ประกอบความผิด




๒. การกระทำที่ครบองค์ประกอบความผิดตามที่กฎหมายบัญญัติ

         ๒.๑ การกระทำที่ครบองค์ประกอบภายนอก
         ๒.๒ การกระทำที่ครบองค์ประกอบภานใน และ
         ๒.๓ ผลของการกระทำจะต้องสัมพันธ์กับการกระทำตามหลักเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำและผล

๒.๑ การกระทำที่ครบองค์ประกอบภายนอก

                การกระทำครบองค์ประกอบภายนอกของการกระทำ ได้แก่ 
            (๑) ผู้กระทำ ได้แก่ ผู้กระทำความผิดด้วยตนเอง หรือใช้สัตว์หรือบุคคลอื่นที่ไม่มีการกระทำเป็นเครื่องมือ   ผู้กระทำความผิดโดยทางอ้อม เป็นการหลอกผู้อื่นที่ไม่ต้องรับผิดเพราะขาดเจตนาเป็นเครื่องมือกระทำความผิด  ผู้ที่เข้าร่วมกระทำความผิด เป็นผู้ที่เข้าร่วมกระทำความผิดกับผู้อื่นตั้งแต่สองคนขึ้นไป
          (๒) การกระทำ หมายถึงการเคลื่อนไหวร่างกายหรือการไม่เคลื่อนไหวร่างกาย และเป็นการกระทำถึงขั้นที่กฎหมายบัญัติเป็นความผิด
           (๓) วัตถุแห่งการกระทำ หมายถึงสิ่งที่ผู้กระทำมุ่งหมายต่อ

                มาตรา ๓๓๔  “ผู้ใดเอาทรัพย์ของผู้อื่น หรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี และปรับไม่เกินหกพันบาท”

               ตามมาตรา ๓๓๔ ความผิดฐานลักทรัพย์สามารถแยกองค์ประกอบได้ดังนี้
         (๑) ผู้ใด  - ผู้กระทำ
         (๒) เอาไป – การกระทำ
         (๓) ทรัพย์ผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าร่วมอยู่ด้วย - วัตถุแห่งการกระทำ


กรณีต่อไปนี้ผู้กระทำได้กระทำครบองค์ประกอบความผิดหรือไม่
      • นายเอก ใช้เชือกรัดคอตัวเอง แต่ก่อนที่จะตายมีคนช่วยไว้ (ความผิดฐานฆ่าคนโดยเจตนา)
      • นายม่วง ใช้ฆ้อนทุบที่กระจกรถของนายส้ม แต่ก่อนที่ฆ้อนจะถูกกระจกหัวฆ้อนกระเด็นหลุดไป (ความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์)
      • นายดำขับรถยนต์ด้วยความประมาทคือขับด้วยความเร็วสูง ๑๘๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขณะที่เลี้ยวโค้ง แต่รถไม่พลิกคว่ำ คนที่นั่งมาด้วยไม่ได้รับอันตราย

๒.๒ การกระทำที่ครบองค์ประกอบภายใน
 
              การกระทำที่ครบองค์ประกอบภายใน ได้แก่ เจตนา ซึ่งตามมาตรา ๕๙ วรรคสองบัญญัติไว้ว่า  “กระทำโดยเจตนา ได้แก่กระทำโดยรู้สำนึกในการที่กระทำและในขณะเดียวกันผู้กระทำประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น”
             วรรคสาม “ถ้าผู้กระทำมิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด จะถือว่าผู้กระทำประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นมิได้”
              

               ตามบทบัญญัติมาตรา ๕๙ วรรคสองและวรรคสาม การกระทำที่จะถือได้ว่า เป็นการกระทำโดยเจตนาได้นั้นจะต้องประกอบด้วยกรณีดังต่อไปนี้
     
         ๑) ส่วนรู้ข้อเท็จจริงหรือ ผู้กระทำต้องรู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบภายนอกของความผิด

              ส่วนรู้ข้อเท็จจริงหมายความว่า ผู้กระทำต้องรู้  ได้แก่ ผู้กระทำ การกระทำ วัตถุที่กระทำต่อ   
              การรู้ข้อเท็จจริง ขอบเขตของการรู้ข้อเท็จจิงนั้นอยู่ตรงไหน เพราะในการกระทำครั้งหนึ่ง  ผู้กระทำมิได้พินิจพิจารณาข้อเท็จจริงอย่างถี่ถ้วนจนเกิดความมั่นใจในการรู้ข้อเท็จจริงนั้น การรู้ข้อเท็จจริงอย่างมั่นใจมิได้เกิดขึ้นเสมอ และความมั่นใจเช่นนั้นกฎหมายก็ไม่ได้เรียกร้องถึงเพียงนั้น ซึ่งเป็นการรู้อย่างลึกซึ้ง ขอบเขตของการรู้ข้อเท็จจริงนั้น กฎหมายต้องการเพียง การอาจรู้ได้ ก็เพียงพอแต่ก็ไม่ห้ามจนถึงขั้น รู้จริง

ตัวอย่างเช่น 
              ปอ. มาตรา ๒๘๘ “ผู้ใดฆ่าผู้อื่น ต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี”   องค์ประกอบภายนอกได้แก่ ผู้ใด (ผู้กระทำ), ฆ่า (การกระทำ), ผู้อื่น (วัตถุที่กระทำต่อ) นั่นก็คือขณะกระทำผู้กระทำต้องรู้สำนึกอยู่ รู้ว่าการกระทำนั้นเป็นการฆ่า รู้ว่าผู้ถูกฆ่านั้นเป็นผู้อื่น หรือเป็นมนุษย์ที่มีชีวิต 
       
          ๒) ส่วนต้องการการเกิดขึ้นจริงของข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดหรือผู้กระทำต้องประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผล
 
               ประสงค์ต่อผล  หมายความว่า มุ่งหมายจะให้เกิดผลขึ้น เป็นความต้องการโดยตรงของผู้กระทำผิด หรือเป็นเจตนาโยตรง เช่นประสงค์จะให้ผู้ที่ถูกฆ่าตาย แต่การที่จะทราบว่าผู้กระทำนั้นประสงค์ต่อผลหรือไม่นั้นเป็นเรื่องที่อยู่ในใจของผู้กระทำ ต้องใช้หลักในการวินิจฉัยคือ  “กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา” กล่าวคือ การกระทำนั้นแสดงออกมาแล้วชี้ให้เห็นว่า   ผู้กระทำประสงค์หรือมุ่งหมายอย่างใด
 เล็งเห็นผล หรือเจตนาโดยอ้อม หมายความว่า เล็งเห็นว่าผลนั้นจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนเท่าที่จิตใจของบุคคลในฐานเช่นเดียวกัน กับผู้กระทำโดยปกติเล็งเห็นผลนั้นได้  กล่าวคือผู้กระทำไม่ได้มีความประสงค์ต่อเป้าหมายใดเป้าหมายหนึ่ง แต่ผู้กระทำรู้ว่าผลเกิดขึ้นได้ขึ้นได้อย่างแน่นอน เช่น จำเลยผลักผู้เสียหายและผู้เสียหายล้มลง ดังนี้จำเลยย่อมเล็งเห็นว่าหากผู้เสียหายล้มลงจะเกิดผลอย่างไร เมื่อผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บ จึงเป็นผลแห่งการกระทำโดยเจตนาของจำเลย

           ๓) เจตนาพิเศษ
 
               ความผิดอาญาโดยทั่วไปนั้น เพียงผู้กระทำมีเจตนาประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผล ก็ถือว่าครบองประกอบภายในแล้ว เช่น ฆ่าคนตายโดยเจตนา 
               แต่ยังมีความผิดบางประเภท บางฐานความผิดผู้กระทำจะต้องมีเจตนาพิเศษอีกจึงจะครบองค์ประกอบความผิด เช่น
              มาตรา ๓๓๔  “ผู้ใดเอาทรัพย์ของผู้อื่น หรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี และปรับไม่เกินหกพันบาท”


 ปิดหน้านี้  กดพิมพ์ (Print) หน้านี้

www.LawSiam.com : ศูนย์รวมข้อมูลกฎหมาย เตรียมสอบ 3 สนาม