เรื่องดอกเบี้ยในเรื่องเช็ค
ให้จำหลักเกณฑ์ไว้ว่า ในเรื่องเช็คกฎหมายไม่ได้ให้สิทธิผู้สั่งจ่ายที่จะเขียน
เรื่องเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยลงในเช็คได้ แต่ไม่ใช่ว่าเช็คไม่มีการคิดดอกเบี้ยเลย
เช็คจะมีการคิดดอกเบี้ยได้ต่อเมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ซึ่งถือว่าลูกหนี้ตกเป็น
ผู้ผิดนัด ตามมาตรา 224
เพราะฉะนั้น การคิดดอกเบี้ยในเช็ค จะคิดได้นับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธ
จ่ายเงิน ไม่ใช่วันที่ลงในเช็ค
สรุป
ดอกเบี้ยตามเช็คจะคิดได้ต่อเมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินในอัตราร้อยละ
7 ครึ่งต่อปี ตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง (ฎีกาที่ 4686/2536 , 41 - 42/2539)
แต่อย่าไปจำสับสนกับอายุความฟ้องร้อง !
ถ้าอายุความฟ้องผู้สั่งจ่าย หรือผู้สลักหลังเช็ค นั้น จะนับจากวันที่เช็คถึงกำหนด ก็คือ วันที่ที่ลงในเช็ค
สมมติ เช็คลงวันที่ 1 ก.พ. 2547 ผู้ทรงเอาเช็คไปขึ้นเงินกับธนาคาร 1 มี.ค. 2547
แล้วธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค ดังนี้ อายุความฟ้องผู้สั่งจ่ายนับแต่วันที่ 1 ก.พ.2547
สำหรับดอกเบี้ยร้อยละ 7 ครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 1 มี.ค. 2547
ข้อยกเว้น
กรณีที่มีการนำตั๋วเงินซึ่งลงวันที่ล่วงหน้าไปทำสัญญาขายลดตั๋วเงินกับธนาคาร
ในสัญญาขายลดเช็คก็จะมีข้อสัญญาว่า ถ้าเช็คที่นำมาขายลด ตั๋วเงินที่นำมาขายลดนั้น
เรียกเก็บเงินไม่ได้ ผู้ขายยอมใช้เงินตามตั๋วแก่ธนาคารพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 20 ต่อปี
ดังนี้ เวลาธนาคารนำคดีมาฟ้องต้องดูว่าธนาคารฟ้องตามสัญญาขายลดเช็ค หรือฟ้องให้ชำระหนี้ตามเช็ค
ถ้าฟ้องตามสัญญาขายลดเช็ค อัตราดอกเบี้ยก็จะต้องเป็นไปตามอัตราที่ตกลงกันไว้
ในสัญญา ไม่ใช่ร้อยละ 7 ครึ่งต่อปี
ฎีกาที่ 643/2522 จำเลยสั่งจ่ายเช็คแล้วนำไปขายลดแก่ธนาคาร ปรากฏว่าจำเลยเป็นผู้สั่งจ่ายเช็คลงวันที่ล่วงหน้า เช็คเรียกเก็บเงินไม่ได้ ธนาคารก็เป็นโจทก์ฟ้องผู้สั่งจ่ายให้รับผิดตามสัญญาขายลดเช็ค ซึ่งสัญญาขายลดเช็คนั้นมีข้อตกลงกันว่า ถ้าเช็คเรียกเก็บเงินไม่ได้ ผู้ขายลดเช็คก็ยอมชำระหนี้ตามเช็คให้แก่ธนาคารพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี
จำเลยเถียงว่า โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยได้เพียงร้อยละ 7 ครึ่งต่อปี
ศาลฎีกาตัดสินว่า ตามคำฟ้องโจทก์หาได้ฟ้องจำเลยผู้สั่งจ่ายเช็คให้รับผิดใช้เงิน
ตามเช็คแก่โจทก์ไม่ แต่โจทก์ฟ้องให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาขายลดเช็คที่จำเลยซึ่งเป็น
ลูกค้าของโจทก์ทำกับโจทก์ ส่วนความรับผิดในเรื่องดอกเบี้ยนั้น จำเลยได้ตกลงไว้ในสัญญา
ขายลดเช็คดังกล่าว โดยชัดแจ้งว่า จำเลยยอมรับผิดใช้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี
จำเลยจึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ให้โจทก์ตามที่โจทก์เรียกร้อง
เพราะฉะนั้น ต้องดูให้ดีว่าตามรูปคดีโจทก์ฟ้องตามสัญญาไหน ถ้าฟ้องให้จำเลย
รับผิดใช้เงินตามเช็ค ดอกเบี้ยร้อยละ 7 ครั้งต่อปี
ฎีกาที่ 3567/2525 จำเลยที่ 2 เป็นผู้สลักหลัง จำเลยที่ 1 ผู้สั่งจ่ายนำเช็คมาขายลดเช็ค ซึ่งในสัญญาขายลดเช็คระบุอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 14 ต่อปี
กรณีตามฎีกานี้ โจทก์ซึ่งเป็นธนาคาร ต้องแยก 2 กรณี คือ
1. ฟ้องผู้สั่งจ่ายซึ่งเป็นผู้ขายลดเช็คตามสัญญาขายลดเช็ค อัตราดอกเบี้ยก็ต้อง
เป็นไปตามสัญญาขายลดเช็ค
2. ฟ้องผู้สลักหลัง ซึ่งมิได้เป็นผู้ทำสัญญาขายลดเช็คก็ฟ้องให้รับผิดใช้เงินตามเช็ค
ดอกเบี้ยจึงอัตราร้อยละ 7 ครึ่งต่อปี