บุคคลผู้ที่ลงลายมือชื่อในการสลักหลังรายที่สุด ตามตั๋วเงิน มีความหมายอย่างไร ? | ศูนย์รวมข้อมูลกฎหมาย เตรียมสอบ 3 สนาม ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม

บุคคลผู้ที่ลงลายมือชื่อในการสลักหลังรายที่สุด ตามตั๋วเงิน มีความหมายอย่างไร ?




ข้อความในมาตรา  905  ลำดับถัดไป

          ข้อความว่า  เมื่อใดรายการสลักหลังลอยมีสลักหลังรายอื่นตามหลังไปอีก   ท่านให้ถือว่าบุคคลผู้ที่ลงลายมือชื่อในการสลักหลังรายที่สุดนั้น  เป็นผู้ได้ไปซึ่งตั๋วเงินด้วยการสลักหลังลอย…”  ข้อความตรงนี้มักจะไม่ค่อยเข้าใจกัน

            ปัญหาว่า  คำว่า  บุคคลผู้ที่ลงลายมือชื่อในการสลักหลังรายที่สุด  มีความหมายอย่างไร ?

 

            อันนี้     ต้องทราบในเบื้องเสียก่อนว่า  ผู้ที่ได้ตั๋วเงินมาโดยการสลักหลังลอย  ดังที่ได้

ตัวอย่างไว้ข้างต้น   นายหนึ่งลงลายมือชื่อที่ด้านหลังเช็คเฉย ๆ  แล้วส่งมอบเช็คให้นายสอง

นายสองก็เป็นผู้ทรงโดยขอบด้วยกฎหมาย   นายสองซึ่งได้รับตั๋วเงินมาจากการสลักหลังลอย

ถ้านายสองจะโอนเช็คฉบับนี้ต่อไปสามารถทำได้หลายวิธี  มีวิธีหนึ่งซึ่งมาตรา  920  (3)

บัญญัติไว้ก็คือ  นายสองสามารถที่จะโอนตั๋วเงินนั้นต่อไปได้โดยไม่ต้องสลักหลังอย่างใด  คือ

โอนโดยการส่งมอบคล้าย ๆ กับตั๋วผู้ถือ

 

            เพราะฉะนั้น   ผู้ที่ได้ตั๋วเงินมาโดยการสลักหลังลอยสามารถที่จะโอนตั๋วเงินนั้นต่อไปโดยส่งมอบเฉย ๆ ก็ได้  ไม่ต้องลงลายมือชื่อ  ส่งมอบเฉย ๆ ทำนองเดียวกับการโอนตั๋วชนิดผู้ถือ

 

            มีปัญหาตามมาว่า   สมมติโอนโดยการส่งมอบเฉย ๆ นั้น  ต่อมาผู้รับโอนตั๋วเงิน

เขาโอนต่อไปโดยไปสลักหลัง    คนต่อมาก็สลักหลังอีก  ก็จะเกิดปัญหาว่า   กรณีเช่นนี้

ใครเป็นผู้ได้ไปซึ่งตั๋วเงินด้วยการสลักหลังลอย

 

            ตัวอย่าง

 

            นาย  A  ผู้สั่งจ่ายสั่งธนาคารให้จ่ายเงินตามเช็คให้แก่นายหนึ่งผู้รับเงิน  

แล้วนายหนึ่งก็สลักหลังเช็คส่งมอบให้แก่นายสอง   (ตอนนี้นายสองก็เป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย)   นายสองโอนเช็คต่อไปให้นายสาม  โดยนายสองลงลายมือชื่อที่ด้านหลังเช็คเฉย ๆ (ตอนนี้นายสามก็เป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย)

 ถ้านายสามจะโอนเช็คต่อไป  สมมตินายสามโอนตามมาตรา 920 (3)  คือ 

นายสามมีสิทธิที่จะโอนเช็คต่อไปโดยไม่ต้องลงลายมือชื่อ    นายสามก็ส่งมอบเช็คชำระหนี้ให้แก่นายสี่    แล้วนายสี่จะโอนเช็คต่อไปก็โอนโดยส่งมอบเฉย ๆ  ก็ได้  ไม่ต้องลงลายมือชื่อ  ซึ่งนายสี่ก็ส่งมอบเช็คต่อไปให้นายห้า  (ตอนนี้นายหน้าก็เป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย )  นายห้าก็โอนเช็คต่อไปให้นายหก  โดยนายห้าสลักหลังเช็ค  นายหกลงลายมือชื่อที่ด้านหลังเช็คและส่งมอบเช็คให้นายเจ็ด  (ตอนนี้นายเจ็ดเป็นผู้ทรง)

 

            ถามว่า    ที่มาตรา  905  บัญญัติว่า  ท่านให้ถือว่าบุคคลผู้ที่ลงลายมือชื่อในการ

สลักหลังรายที่สุด  เป็นผู้ได้ไปซึ่งตั๋วเงินด้วยการสลักหลังลอย   ตรงนี้  หมายความว่า

อย่างไร ?

 

            ตามตัวอย่างข้างต้น   สรุปว่า   คือ    ผู้ที่ลงลายมือชื่อก็มี   นายหนึ่ง   นายสอง

แล้วข้ามมาเป็นนายห้า   นายหก    และนายสาม  นายสี่  ไม่ได้ลงลายมือชื่อ

 

            ผู้ที่ลงลายมือชื่อสลักหลังรายที่สุด  หมายความถึงบุคคลลงลายมือชื่อเป็น

คนแรกถัดจากการสลักหลังลอย   เพราะฉะนั้น   ตอนที่นายสองลงลายมือชื่อ

ที่ด้านหลังเช็คเฉย ๆ นั้น   คนที่ลงลายมือชื่อถัดจากสองเป็นใคร  คนนั้นแหละ  กฎหมาย

ให้ถือว่า  เป็นผู้ที่ได้ตั๋วเงินไปด้วยการสลักหลังลอย  ถือเสมือนหนึ่งว่า  คนนั้นเป็น

ผู้ที่ได้ตั๋วเงินไปจากนายสองโดยตรง

 

            เพราะฉะนั้น  กรณีนี้นายห้าลงลายมือชื่อถัดจากนายสองโดยตรง  ถือเสมือน

หนึ่งว่า  นายสองโอนเช็คให้แก่นายห้า   เพื่อจะได้มีการสลักหลังไม่ขาดสาย 

เพราะฉะนั้น   กรณีนี้ถือเสมือนหนึ่งว่า  นายห้าเป็นผู้ได้ไปซึ่งตั๋วเงินจากนายสองโดยตรง 

ไม่ใช่นายหก

 

            ดังนั้น  ให้จำหลักเกณฑ์ง่าย     ไว้ว่า

 

            ผู้ที่ลงลายมือชื่อสลักหลังตั๋วเงินเป็นคนแรกต่อจากการสลักหลังลอย  ก็ถือว่า

บุคคลนั้นเป็นผู้ได้ไปซึ่งตั๋วเงินด้วยการสลักหลังลอย

 

            จริง ๆ แล้วความหมายก็ไม่มีอะไร  คือ  กฎหมายต้องการจะบัญญัติให้เห็นว่า

ตั๋วเงินฉบับนี้มีการสลักหลังติดต่อกันไม่ขาดสายนั่นเอง  กฎหมายเชื่อมต่อให้

 

            ข้อความต่อมาในตอนท้ายของมาตรา  905  วรรคหนึ่ง 

 

คำว่า  อนึ่งคำสลักหลังเมื่อขีดฆ่าเสียแล้ว  ท่านให้ถือเสมือนว่ามิได้มีเลย

            สำหรับการขีดฆ่าคำสลักหลังนั้น จะต้องกระทำก่อนที่การโอนนั้นมีผลสมบูรณ์

ตามกฎหมาย

 

            ตัวอย่าง

 

            นายหนึ่งเป็นผู้มีชื่อรับเงินตามเช็ค   นายหนึ่งจะโอนเช็คฉบับนี้ให้แก่นายสอง

ถ้านายหนึ่งสลักหลังและส่งมอบเช็คให้แก่นายสองไปแล้ว   นายหนึ่งจะมาขีดฆ่าคำสลักหลัง

ของตนทิ้งไม่ได้  เพราะว่า  การโอนมีผลสมบูรณ์แล้ว

 

            แต่ถ้าสมมติว่า   นายหนึ่งเขียนด้านหลังเช็คว่า  โอนให้นายสอง  ลงชื่อ  นายหนึ่ง

เรียบร้อยแล้วแต่ยังไม่ส่งมอบ  อย่างนี้ตั๋วเงินยังอยู่ในอำนาจของนายหนึ่งอยู่   นายหนึ่งอาจจะเปลี่ยนใจไม่โอนแล้ว    จ่ายเป็นเงินสดให้นายสองดีกว่า   ก็ขีดฆ่าคำว่า  โอนให้นายสอง  หรือ  นายหนึ่ง  ทิ้งได้   ผลก็คือ  นายหนึ่งยังคงเป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมายตามเดิม

สิทธิในตั๋วเงินฉบับนี้ยังไม่โอนไปเป็นของนายสอง   เพราะยังขาดองค์ประกอบที่ว่า  ต้องมีการส่งมอบ

 

          เพราะฉะนั้น  อันนี้ไม่ใช่เป็นการแก้ไขข้อความในตั๋วเงินเพราะเป็นการกระทำโดยมีอำนาจตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ตาม ปพพ. มาตรา  905  วรรคหนึ่งตอนท้าย

 

            มาตรา  905  วรรคหนึ่ง  เป็นบทบัญญัติวิธีพิสูจน์ความเป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ทรงในฐานผู้รับสลักหลัง     ก็ต้องพิสูจน์ว่าตั๋วฉบับนี้มีการโอนต่อกันมาเป็นทอด ๆ เท่านั้นเอง

 

            ถ้าหากว่าลายมือชื่อผู้สลักหลังคนใดคนหนึ่งเป็นลายมือปลอม 

ผลจะเป็นอย่างไร   ? 

 

            คำพิพากษาฎีกา  854/2523   เช็คพิพาทระบุชื่อ  บริษัท  .  จำกัด  เป็นผู้รับเงิน

โดยขีดฆ่าคำว่า  ผู้ถือ  ออก    เช็คฉบับนี้ถ้าจะโอนต่อไป  บริษัท  .  ก็จะต้องกระทำโดย

สลักหลังและส่งมอบตามมาตรา  917  วรรคหนึ่ง   เนื่องจากบริษัท  .  เป็นนิติบุคคล

ก็จะต้องมีผู้แทนก็คือ  กรรมการของบริษัทเป็นผู้กระทำการแทนตามข้อบังคับที่จดทะเบียนไว้

 

 

            สมมติ  บริษัท  . จำกัด   ซึ่งเป็นผู้ทรงจะโอนเช็คฉบับนี้ต่อไป    ผู้มีอำนาจโอนก็จะต้องเป็นกรรมการลงลายมือชื่อและประทับตราของบริษัทให้ถูกต้องตามข้อบังคับที่จดทะเบียนไว้

 

            ปรากฏว่า  บริษัท  . จำกัด   จดทะเบียนข้อบังคับไว้ว่าผู้มีอำนาจลงชื่อแทนบริษัท

ต้องเป็นกรรมการบริษัทลงชื่อร่วมกัน  2  คน  แล้วประทับตราบริษัท    ปรากฏว่าเช็คฉบับนี้

ตัวจำเลยซึ่งไม่ได้เป็นกรรมการบริษัทมาลงลายมือชื่อสลักหลังเช็คแล้วประทับตราบริษัท

โอนเช็คฉบับนี้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์   โดยที่ไม่ได้รับมอบอำนาจจากบริษัทแต่อย่างใด

 

            ถามว่า   โจทก็ซึ่งได้รับโอนเช็คฉบับนี้มาในฐานผู้รับสลักหลัง  จะเป็นผู้ทรงโดยชอบ

ด้วยกฎหมายหรือไม่ ?

 

            ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า  เนื่องจากเช็คฉบับนี้มีการสลักหลังโดยจำเลย  ซึ่งเป็นการกระทำ

โดยปราศจากอำนาจตามมาตรา 1008  โจทก์ไม่สามารถแสดงให้ปรากฏสิทธิด้วยการ

สลักหลังไม่ขาดสายได้  ดังนี้  ถึงแม้โจทก์จะมีเช็คพิพาทไว้ในครอบครอง  ก็ถือไม่ได้ว่าโจทก์

เป็นผู้ทรงเช็คโดยชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา  904   และ  มาตรา  905   ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้ผู้สั่งจ่ายใช้เงินตามเช็ค

 

            กรณีนี้ถึงแม้โจทก์จะมีเช็คไว้ในครอบครองในฐานเป็นผู้รับสลักหลัง   ก็คือรับโอนเช็คมา  แต่ปรากฏว่าเช็คฉบับนี้  เป็นการโอนโดยผู้ที่ไม่มีอำนาจไม่มีสิทธิที่จะโอน   ดังนี้ถือว่าการสลักหลังขาดสาย  เราต้องไปตอบตามมาตรา  1008   ไม่ใช่มาตรา  905

 

          มาตรา  905  วรรคสอง  กฎหมายบัญญัติว่า

 

          ถ้าบุคคลผู้หนึ่งผู้ใดต้องปราศจากตั๋วเงินไปจากครอบครอง   ท่านว่าผู้ทรงซึ่งแสดงให้ปรากฏสิทธิของตนในตั๋วตามวิธีการดังกล่าวมาในวรรคก่อนนั้น  หาจำต้องสละตั๋วเงินไม่……”

 

            มาตรา  905  วรรคสองจะใช้กับตั๋วชนิดระบุชื่อผู้รับเงิน   แต่นำไปใช้กับ

ตั๋วชนิดผู้ถือด้วยตามมาตรา  905  วรรคสาม  ที่บัญญัติว่า  อนึ่งข้อความในวรรคก่อนนี้  ให้ใช้บังคับตลอดถึงผู้ทรงตั๋วเงินสั่งจ่ายให้แก่ผู้ถือด้วย

 

มาตรา  905  วรรคสองและวรรคสาม   นี้เป็นหลักเกณฑ์ที่สำคัญในเรื่อง

ตั๋วเงินที่แตกต่างจากสัญญาประเภทอื่น ๆ  อีกประการหนึ่ง 

 

ก็คือ  ตั๋วเงินจะมีหลักกฎหมายที่ว่า…..

 

 ผู้รับโอนตั๋วเงินมาโดยสุจริต  มีสิทธิดีกว่าผู้โอน 

 

            ตามบทบัญญัติมาตรา  905  วรรคสองและวรรคสามสรุปความได้ว่า …..

 

ผู้รับโอนตั๋วเงินมาโดยสุจริต  มิได้ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงนั้น

กฎหมายให้ความคุ้มครองว่า   หาจำต้องสละตั๋วเงินนั้นไม่   ก็หมายความว่าไม่ต้องคืนตั๋วเงินนั้นให้แก่เจ้าของ    ใครก็ตามจะมาเรียกตั๋วเงินนั้นคืนไม่ได้    ถึงแม้ผู้ที่มาเรียกคืนเขาจะเคยเป็นผู้ทรงมาก่อน   แล้วต่อมาตั๋วเงินฉบับนั้นหลุดมือไปจากผู้ที่เคยเป็นผู้ทรงมาก่อนนั้น  เพราะเหตุใดก็ตาม   ก็จะไปเรียกคืนไม่ได้

 

            คือ  มาตรา  905  วรรคสองและวรรคสามนั้นเป็นเรื่องของบุคคลซึ่งเคยเป็นผู้ทรง

ตั๋วเงินมาก่อน  แล้วต่อมาปรากฏว่าตั๋วเงินนั้นหลุดมือไปจากเขา  กฎหมายก็บัญญัติไว้

ในมาตรา  905  วรรคสองว่า  ถ้าบุคคลใดก็ตามที่รับโอนตั๋วเงินนั้นมาโดยสุจริตมิได้

ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง  เจ้าของตั๋วเดิมจะมาทวงตั๋วคืนจากเขาไม่ได้

 

            ตัวอย่าง

 

            นายหนึ่งเป็นผู้ทรงในฐานเป็นผู้รับเงินตามเช็ค    ซึ่งเช็คระบุชื่อนายหนึ่งเป็นผู้รับเงิน

ขีดฆ่าคำว่า  หรือผู้ถือ  ออก     ปรากฏว่า  นายหนึ่งถูกนายสอง  เอาปืนขู่ให้สลักหลังโอนเช็คให้แก่นายสอง    นายหนึ่งเกิดความกลัวก็ลงลายมือชื่อสลักหลังโอนให้นายสอง    ต่อมาเมื่อนายสองได้รับเช็คจากนายหนึ่งแล้ว  ก็ไปสลักหลังเช็คและส่งมอบเช็คชำระหนี้ให้แก่

นายสามซึ่งนายสามไม่รู้ก็รับเช็คไว้โดยสุจริต

 

            ถามว่า  นายหนึ่งจะมาทวงเช็คคืนจากนายสามได้หรือไม่  ?

 

 

ดังนี้   มาตรา  905  วรรคสอง  กฎหมายบัญญัติว่า “….ผู้ทรงซึ่งแสดงให้ปรากฏสิทธิของตนในตั๋วตามวิธีการดังกล่าวมาในวรรคก่อนนั้น….”  ก็คือว่า  ผู้ที่ได้รับเช็คฉบับนี้มาถ้าพิสูจน์ให้เห็นว่า   เช็คฉบับนี้มีการสลักหลังติดต่อกันมาไม่ขาดสายแล้ว  กฎหมายคุ้มครอง  

ซึ่งกรณีตามปัญหานายสามพิสูจน์ได้ว่า   เช็คที่นายสามได้รับมานั้นมีการสลักหลัง

ติดต่อกันมาไม่ขาดสาย   มีลายมือชื่อนายหนึ่ง  มีลายมือชื่อนายสอง  ซึ่งลายมือชื่อนายหนึ่งเป็นลายมือชื่อจริงเพียงแต่ถูกปืนขู่   และลายมือชื่อนายสองก็เป็นลายมือชื่อที่แท้จริง  และนายสามรับโอนมาโดยสุจริตไม่รู้ว่านายสองเอาปืนไปขู่นายหนึ่งให้โอนเช็คให้นายสอง    ดังนี้   กฎหมายตามมาตรา  905  วรรคสองก็คุ้มครองนายสามว่า

นายสามหาจำต้องสละตั๋วเงินนั้นไม่  ก็คือ  นายหนึ่งซึ่งเป็นเจ้าของเช็คฉบับนี้มาก่อน  ไม่สามารถทวงเช็คคืนจากนายสามได้

 

            อันนี้   คือ  หลักที่ว่า…..

 

            ผู้รับโอนตั๋วเงินมาโดยสุจริต  มีสิทธิดีกว่าผู้โอน  ถึงแม้นายสองไม่มีสิทธิ

ในเช็คเพราะเอาปืนไปขู่นายหนึ่งมา   นายสองผู้โอนไม่มีสิทธิในเช็คก็ตาม 

แต่นายสามผู้รับโอนมีสิทธิดีกว่านายสองผู้โอน

 

          ที่สรุปมา   คือ   เรื่องของมาตรา  905  วรรคสอง  ซึ่งตามตัวอย่างจะเห็นได้ว่า   

ลายมือชื่อที่สลักหลังเช็คนั้น  เป็นลายมือชื่อจริงทั้งหมดเลย

 

          แต่!…!   ถ้าเปลี่ยนข้อเท็จจริงใหม่ผลจะเปลี่ยนทันทีตามตัวอย่างข้างต้น 

 

นายหนึ่งมีชื่อเป็นผู้รับเงินตามเช็ค   ต่อมานายสองปลอมลายมือชื่อนายหนึ่ง 

แล้วโอนเช็คให้นายสอง    นายสองสลักหลังโอนเช็คให้แก่นายสาม 

กรณีนี้  ลายมือชื่อนายหนึ่งปลอม   ดังนี้   การสลักหลังขาดสายแล้ว 

ผลตามกฎหมายต้องบังคับตามมาตรา  1008  ที่บัญญัติว่า  เมื่อใดลายมือชื่อ

ในตั๋วเงินเป็นลายมือปลอมบุคคลใดจะแสวงสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อยึดหน่วง

ตั๋วเงินไว้ไม่ได้…”

          ถามว่า     ถ้านายหนึ่งมาทวงเช็คคืนจากนายสาม  แล้วนายสามจะต้องคืนเช็ค

ให้แก่นายหนึ่งหรือไม่  ?

            ดังนี้  นายสามต้องคืนเช็คให้แก่นายหนึ่งเพราะลายมือชื่อในเช็คเป็นลายมือปลอม

นายสามได้เช็คมาโดยการสลักหลังที่ขาดสายต้องบังคับตามมาตรา  1008  นายสามจะ

ยึดหน่วงเช็คฉบับพิพาทนั้นไว้ไม่ได้  เพราะฉะนั้น  นายหนึ่งเป็นเจ้าของเช็คจึงมาทวงคืนได้

 

            กล่าวโดยสรุป

 

          มาตรา  905  วรรคสอง  เป็นเรื่องที่ตั๋วเงินนั้นหลุดไปจากมือของผู้ทรงเพราะเหตุ

ที่บกพร่องในการแสดงเจตนา  อาจจะเป็นเพราะ  ผู้ทรงคนก่อน ๆ ถูกข่มขู่  ลวงล่อ

ฉ้อฉลให้โอนเช็ค    อย่างนี้    ถึงจะมาปรับตามมาตรา  905

 

          ถ้าเป็นลายมือชื่อปลอมแล้ว  ต้องข้ามไปปรับตามมาตรา  1008  ทันที

 

 

 

          มาตรา  905  วรรคสาม   อนึ่งข้อความในวรรคก่อนนี้ให้ใช้บังคับตลอดถึงผู้ทรงตั๋วเงินสั่งจ่ายให้แก่ผู้ถือด้วย

 

            เมื่อมาตรา  905  ในวรรคสาม  กฎหมายบัญญัติให้นำมาตรา  905  ในวรรคสอง

มาใช้กับตั๋วชนิดผู้ถือ   ก็หมายความว่า   ผู้ที่ได้รับตั๋วชนิดผู้ถือมาโดยสุจริตและมิได้

ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง  กฎหมายก็ให้ความคุ้มครอง  ถือว่าเป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย

 

            ตัวอย่าง

 

            นาย  .  ได้รับเช็คชนิดผู้ถือมาฉบับหนึ่ง  นาย  .  ทำเช็คหาย   นาย ข. เก็บเช็คได้

เอาไปชำระหนี้ให้แก่  นาย  .

 

            ถามว่า  นาย  .  จะทวงเช็คคืนจาก  นาย  .  ได้หรือไม่  ?

 

            ดังนี้  นาย  .  ก็จะไปทวงเช็คคืนจาก  นาย  .  ไม่ได้  โดยผลของมาตรา  905

วรรคสาม   ถ้านาย  .  รับโอนเช็คฉบับนี้ไว้โดยสุจริตและมิได้ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง

 

 

            หรือ  นาย  .  เป็นผู้ทรงเช็คชนิดผู้ถือฉบับหนึ่ง    แล้วถูกนาย  .  ขโมยเช็คฉบับนี้

ไปเอาไปชำระหนี้ให้แก่  นาย  .  ถ้านาย  .  ไม่รู้ว่า  นาย  .  ขโมยเช็คมา ก็รับเช็คไว้ 

ดังนี้  นาย  .  จะมาทวงเช็คฉบับนี้คืนจาก  นาย  .  ไม่ได้  ตามมาตรา  905  วรรคสาม

 

            ในประเด็นนี้จะมีฎีกาวินิจฉัยไว้  2  ฉบับ  คือ  . 480/2514,6005/2539

 

            คำพิพากษาฎีกาที่  480/2514    โจทก์ฟ้องจำเลยผู้สั่งจ่ายให้รับผิดใช้เงินตามเช็ค

โดยอ้างว่าโจทก์เป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย  โดยนายจิวได้สลักหลังเช็คชนิดผู้ถือนำมา

แลกเงินสดไปจากโจทก์เป็นอาวัลไว้ด้วย

            จำเลยรับว่า  จำเลยเป็นผู้สั่งจ่ายเช็คจริง  แต่จำเลยเตรียมไว้สำหรับชำระค่าที่ดินและตึกแถวให้แก่บุคคลอื่น  แล้วมาถูกนายจิวลักเอาเช็คดังกล่าวไป  โจทก์จึงไม่ใช่ผู้ทรงเช็ค

โดยชอบด้วยกฎหมาย

            ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า  จำเลยอ้างแต่เพียงว่านายจิวเป็นคนลักเช็คมา  การที่นายจิว

ฝ่ายเดียวเป็นผู้ทุจริตลักเช็คไปโอนให้โจทก์   จึงไม่เป็นข้อต่อสู้ที่จำเลยจะยกขึ้นให้ยัน

ต่อโจทก์ได้ตามมาตรา  905  และมาตรา  916  โจทก์จึงเป็นผู้ทรงโดยชอบด้วย

กฎหมาย

 

          เพราะฉะนั้น  มาตรา  905  วรรคสองและวรรคสาม  กฎหมายจึงคุ้มครองผู้ที่ได้รับ

โอนเช็คมาโดยสุจริตว่าเป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมายไม่ว่าจะเป็นเช็คชนิดระบุชื่อผู้รับเงิน

หรือเป็นเช็คชนิดผู้ถือก็ตาม   ถ้ารับโอนมาโดยสุจริตและไม่มีลายมือชื่อที่ปลอม  กฎหมาย

คุ้มครอง   ดังนั้น  บุคคลซึ่งเคยเป็นผู้ทรงมาก่อน  แล้วตั๋วเงินหลุดไปจากมือของตนจะมา

ทวงตั๋วเงินคืนจากผู้ทรงคนปัจจุบันไม่ได้

            ***อันนี้  คือเรื่องของมาตรา  905  ซึ่งเคยนำไปแต่งเป็นข้อสอบในประเด็นปลีกย่อยแล้ว  แต่……!   ยังมีเหลืออยู่อีกบางประเด็น  ?

 

            มาตรา  905  นี้ก็เป็นมาตราที่สำคัญมาตราหนึ่ง  ในมาตรา  905  วรรคสองและวรรคสาม  ***

 

          อันนี้..…คือ  หลักที่ว่า  ผู้รับโอนตั๋วเงินมาโดยสุจริตมีสิทธิดีกว่าผู้โอน


 ปิดหน้านี้  กดพิมพ์ (Print) หน้านี้

www.LawSiam.com : ศูนย์รวมข้อมูลกฎหมาย เตรียมสอบ 3 สนาม