Oops! It appears that you have disabled your Javascript. In order for you to see this page as it is meant to appear, we ask that you please re-enable your Javascript!
มูลละเมิดและเรียกค่าเสียหาย ฎีกาได้หรือไม่ ? ฎีกา8938/54 | ศูนย์รวมข้อมูลกฎหมาย เตรียมสอบ 3 สนาม ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม
มูลละเมิดและเรียกค่าเสียหาย ฎีกาได้หรือไม่ ? ฎีกา8938/54
ฎีกา8938/
54 (วิแพ่ง ข้อเท็จจริง-คดีแพ่งเรื่องหนึ่ง โจทก์ฟ้องในมูลละเมิดและเรียกค่
าเสียหายเนื่องจากจำเลยขับรถชนร
ถยนต์โจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเ
งิน104,898.30บาท จำเลยอุทธรณ์-ศาลอุทธรณ์พิพากษา
ยกฟ้อง โจทก์ฎีกาว่าศาลอุทธรณ์วินิจฉัย
ไม่ตรงตามที่โจทก์นำสืบโดยวินิจ
ฉัยว่า โจทก์นำสืบว่ารถยนต์โจทก์ถูกชนเ
พียงครั้งเดียว ความจริงโจทก์มิได้นำสืบว่ารถยน
ต์โจทก์ถูกชนเพียงครั้งเดียว แต่โจทก์นำสืบว่า “...ขณะหยุดรถข้าฯได้เหยียบเบรค
ไว้สักประมาณ1นาที ได้ยินเสียงลากล้อมาจากด้านหลัง
แล้วได้ยินเสียงดังปังจนรถข้าฯก
ระแทกไปชนคันหน้า แต่จำทะเบียนยี่ห้อไม่ได้ ข้าฯได้ยินเสียงเบรกและเสียงดัง
เพียงครั้งเดียว” คำถาม-โจทก์ฎีกาได้ในปัญหานี้ได
้หรือไม่?)
“ฎีกาของโจทก์ที่ว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงว
่าโจทก์นำสืบว่ารถยนต์ของโจทก์ถ
ุกชนเพียงครั้งเดียว ความจริงโจทก์มิได้นำสืบรถยนต์ข
องโจทก์ถูกชนเพียงครั้งเดียว แต่โจทก์นำสืบว่าขณะหยุดรถ โจทก์ได้เหยียบเบรคไว้สักประมาณ
1นาที โจทก์ได้ยินเสียงลากล้อมาจากด้า
นหลังแล้วได้ยินเสียงดังปัง จนรถของโจทก์กระแทกไปชนรถคันหน้
า แต่จำยี่ห้อทะเบียนไม่ได้ โจทก์ได้ยินเสียงเบรกและเสียงดั
งเพียงครั้งเดียว ซึ่งมิได้หมายความว่ารถยนต์โจทก
์ถูกชนเพียงครั้งเดียวและก่อนที
่รถยนต์โจทก์จะถูกชน โจทก์ได้ยินเสียงเบรคลากล้อมาจา
กด้านหลังซึ่งระยะห่างจากรถยนต์
จำเลยที่2กับรถยนต์โจทก์อยู่ใกล
้กว่ารถยนต์จำเลยที่3 เสียงเบรคห้ามล้อจึงเป็นเสียงเบ
รคห้ามล้อของจำเลยที่2 เท่ากับโจทก์ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยคดีนอกสำนวน อันเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาจึงรับวินิจฉัยให้”
(ข้อสังเกต 1.หลักการพิจารณาการอุทธรณ์หรือ
ฎีกาโต้แย้งคัดค้านว่าศาลชั้นต้
นหรือศาลอุทธรณ์นำข้อเท็จจริงนอ
กสำนวนมาวินิจฉัยหรือวินิจฉัยคด
ีโดยฟังคำพยานไม่ตรงกับคำพยานที
่เบิกความในชั้นพิจารณาหรือวินิ
จฉัยข้อเท็จจริงผิดไปจากสำนวนหร
ือตรงข้ามกับพยานหลักฐานในสำนวน
—อาจเป็นได้ทั้งปัญหาข้อเท็จจริ
งหรือข้อกฎหมาย กล่าวคือเมื่อมีการอุทธรณ์ฎีกาข
ึ้นมาศาลสูงต้องพิจารณาก่อนว่า 1.1หากศาลล่างหยิบยกข้อเท็จจริง
นอกสำนวนมาวินิจฉัยหรือวินิจฉัย
ผิดข้อเท็จจริงฯ-จะเป็นการอุทธร
ณ์ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย(ฎีกานี้
เป็นตัวอย่างที่ดีในประเด็นนี้)
1.2.ถ้าไม่ปรากฏว่าศาลล่างหยิบย
กข้อเท็จจริงนอกสำนวนมาวินิจฉัย
ฯ-เป็นการอุทธรณ์ฎีกาในปัญหาข้อ
เท็จจริง เพราะเท่ากับโต้เถียงดุลพินิจกา
รรับฟังพยานหลักฐานของศาลล่าง(เ
รียบเรียง(ย่อความบางส่วน)จากวิ
แพ่งภาค3 สมชัย ฑีฆาอุตมากร 2556 หน้า65-66) 2.(ประเด็นสำคัญ)คดีนี้ทุนทรัพย
์ไม่เกินสองแสนบาท เมื่อเป็นปัญหาข้อกฎหมายโจทก์จึ
งฎีกาได้-ไม่ต้องห้ามตามป.วิแพ่
ง248วรรคหนึ่ง ทั้งนี้ที่ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จ
จริงว่ารถยนต์โจทก์ถูกชนเพียงคร
ั้งเดียว ผลคือศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจำ
เลยที่1(บริษัทประกันภัยจำเลยที
่2)และจำเลยที่2 เพราะเห็นว่าการถูกชนครั้งเดียว
นั้นเกิดจากการกระทำของจำเลยที่
3ที่ขับรถตามหลังจำเลยที่2เบรคไ
ม่อยู่มาชนรถยนต์จำเลยที่2 จึงทำให้รถยนต์ที่2กระแทกไปโดนร
ถยนต์โจทก์ที่จอดติดไฟแดง ดังนั้น ศาลจึงวินิจฉัยใหม่สรุปได้ว่า ขณะรถยนต์โจทก์จอดติดไฟแดง จำเลยที่2ที่ขับตามหลังรถยนต์โจ
ทก์เบรกโจทก์ได้ยินครั้งเดียว จากนั้นรถยนต์จำเลยที่2ก็ชนท้าย
รถยนต์ของโจทก์ จำเลยที่3ที่ขับตามมาก็ชนท้ายรถ
ยนต์ของจำเลยที่2 แล้วทำให้รถยนต์จำเลยที่2กระแทก
มาโดนรถยนต์โจทก์อีกครั้ง การที่ศาลอุทธรณ์ฟังว่ารถยนต์โจ
ทก์ถูกชนครั้งเดียวจึงเป็นการไม
่ชอบ แล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วม
กันรับผิดต่อรถยนต์โจทก์ที่เสีย
หาย(ฎีกาเนติฯปี54ตอน10หน้า1915
)
ปิดหน้านี้
กดพิมพ์ (Print) หน้านี้
www.LawSiam.com : ศูนย์รวมข้อมูลกฎหมาย เตรียมสอบ 3 สนาม