กฎหมายปกครองเป็นกฎหมายที่ให้อำนาจเพื่อจะบังคับแก่บุคคลใดเพื่อให้บุคคลดังกล่าวกระทำตามแม้บุคคลนั้นจะไม่ยินยอม ทั้งนี้เพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่กฎหมายต้องมีกฎหมายบัญญัติให้อำนาจที่จะกระทำจึงชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้งเรื่องในทางปกครองในปัจจุบันมีการบัญญัติในเรื่องละเมิด ไว้โดยเฉพาะ กล่าวคือ พ.ร.บ.ความผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 เพื่อให้เหมาะสมกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่
พ.ร.บ.ความผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539
พ.ร.บ.ความผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มีสาระสำคัญ ดังนี้ พ.ร.บ.ดังกล่าวไม่ได้ใช้บังคับแก่เจ้าหน้าที่ทุกกรณี ไม่ใช้บังคับก่อนที่พ.ร.บ.มีผลใช้บังคับ พ.ร.บ.ใช้บังคับกับการทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ แต่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ทุกคน จึงมีการบทบัญญัติคำนิยามมาตรา 4 นิยามของ “เจ้าหน้าที่”
มาตรา 4 ในพระราชบัญญัตินี้
“เจ้าหน้าที่” หมายความว่า ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือผู้ปฏิบัติงานประเภทอื่น ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้งในฐานะเป็นกรรมการหรือฐานะอื่นใด
ทั้งนี้ แบ่งการทำละเมิด เป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่กระทำละเมิดต่อบุคคลภายนอก หรือ กรณีที่เป็นเจ้าหน้าที่กระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐ
ตาม พ.ร.บ.ความผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 เมื่อเกิดละเมิดเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ มาตรา 5
มาตรา 5 หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ในกรณีนี้ผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้โดยตรง แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้
ถ้าการละเมิดเกิดจากเจ้าหน้าที่ซึ่งไม่ได้สังกัดหน่วยงานของรัฐแห่งใดให้ถือว่ากระทรวงการคลังเป็นหน่วยงานของรัฐที่ต้องรับผิดตามวรรคหนึ่ง
บทบัญญัติมาตรานี้คุ้มครองเจ้าหน้าที่ ผู้เสียหายฟ้องหน่วยงานรัฐได้โดยตรงแต่ฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้ แตกต่างจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บทบัญญัตินี้คุ้มครองเจ้าหน้าที่
อีกทั้ง กรณีเจ้าหน้าที่ไม่ได้สังกัดหน่วยงานของรัฐใดให้ถือว่ากระทรวงการคลังเป็นหน่วยงานของรัฐที่ต้องรับผิดในการทำละเมิดของเจ้าหน้าที่
พ.ร.บ.ความผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 หากการกระทำของเจ้าหน้าที่กระทำละเมิดโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหน่วยงานของรัฐสามารถใช้สิทธิไล่เบี้ยได้ ซึ่งแตกต่างจากประมวลแพ่งและพาณิชย์ซึ่งเพียงเจ้าหน้าที่ประมาทธรรมดาหน่วยงานของรัฐมีสิทธิไล่เบี้ยได้ ส่งผลให้มี พ.ร.บ.ความผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 เพื่อให้ความคุ้มครองเจ้าหน้าที่มากขึ้น
ความรับผิดของเจ้าหน้าที่ไม่นำหลักเรื่องลูกหนี้ร่วมมาใช้ โดยต้องแบ่งความรับผิดของเจ้าหน้าที่แต่ละบุคคลตามส่วนของตนเอง
คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 286/2547 การที่คณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากตำแหน่งซึ่งเป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่ของ ครม. ตามที่กฎหมายกำหนด จึงถือว่าเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลซึ่งมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของผู้ฟ้องคดี มติ ครม. ดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งทางปกครอง เมื่อ ครม. ซึ่งอาจเป็นผู้กระทำละเมิดก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี มิใช่หน่วยงานของรัฐ และไม่ได้สังกัดหน่วยงานของรัฐแห่งใด จึงให้ถือว่ากระทรวงการคลังเป็นหน่วยงานของรัฐ ดังนั้น กรณีนี้กระทรวงการคลังจึงเป็นหน่วยงานของรัฐที่ต้องรับผิดหากมีการกระทำละเมิดของ ครม.
การแบ่งแยกความหมายระหว่างคำว่าประมาทกับประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง
ประมาท หมายถึง กระทำความผิด มิใช่โดยเจตนา แต่กระทำ โดยปราศจาก ความระมัดระวัง ซึ่ง บุคคล ในภาวะเช่นนั้น จักต้องมี ตาม วิสัย และ พฤติการณ์ และ ผู้กระทำ อาจใช้ความระมัดระวัง เช่นว่านั้นได้ แต่ หาได้ใช้ ให้เพียงพอไม่
ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หมายถึง การกระทำที่บุคคลกระทำด้วยความขาดความระมัดระวังเบี่ยงเบนไปจากมาตรฐานอย่างมาก
คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 10/2552 การกระทำที่จะถือว่าเป็นการกระทำด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หมายถึง การกระทำโดยมิได้มีเจตนา แต่เป็นการกระทำซึ่งบุคคลพึงคาดหมายได้ว่าอาจก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นได้ และหากใช้ความระมัดระวังแม้เพียงเล็กน้อยก็อาจป้องกันมิให้เกิดความเสียหายได้ แต่กลับมิได้ใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นเลย
การยื่นคำขอของผู้เสียหายและการพิจาณาของหน่วยงานของรัฐ
ผู้เสียหายจะยื่นคำขอต่อหน่วยงานของรัฐให้พิจารณาชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายที่เกิดแก่ตนก็ได้ โดยหน่วยงานของรัฐต้องออกใบรับคำขอให้ไว้เป็นหลักฐานและพิจารณา คำขอโดยไม่ชักช้า (มาตรา 11 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539) หน่วยงานของรัฐจะต้องพิจารณาคำขอที่ได้รับจากผู้เสียหายให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน หากเรื่องใดไม่อาจพิจารณาได้ทันจะต้องรายงานปัญหาและอุปสรรคให้รัฐมนตรีเจ้าสังกัดหรือกำกับหรือควบคุมดูแลหน่วยงานของรัฐแห่งนั้นทราบและขออนุมัติขยายระยะเวลาออกไปได้แต่รัฐมนตรีดังกล่าวจะพิจารณาอนุมัติให้ขยายระยะเวลาให้อีกได้ไม่เกิน 180 วัน (มาตรา 11 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539)
ทั้งนี้ผู้เสียหายต้องยื่นคำขอต่อหน่วยงานของรัฐภายใน 1 ปี นับแต่วันที่รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแต่ไม่เกิน 10 ปี นับแต่วันทำละเมิดผู้ฟ้องคดี
ผู้เสียหายฟ้องได้ศาลปกครองหรือศาลยุติธรรมขึ้นอยู่กับเขตอำนาจ กรณีที่จะฟ้องศาลปกครองต้องเป็นเจ้าหน้ากระทำละเมิดเพราะปฏิบัติหน้าที่ และต้องเป็นละเมิดหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น เช่น การออกกฎ ออกคำสั่ง ละเลยต่อหน้าที่ ปฏิบัติหน้าที่ล่าช้า เป็นต้น ซึ่งหากไม่ใช่กรณีใดกรณีหนึ่งต้องไปฟ้องยังศาลยุติธรรม
อายุความ
กรณีหน่วยงานของรัฐไล่เบี้ยเจ้าหน้าที่ มาตรา 8
มาตรา 8 ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายเพื่อการละเมิดของเจ้าหน้าที่ ให้หน่วยงานของรัฐมีสิทธิเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวแก่หน่วยงานของรัฐได้ ถ้าเจ้าหน้าที่ได้กระทำการนั้นไปด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง
สิทธิเรียกให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามวรรคหนึ่งจะมีได้เพียงใดให้คำนึงถึงระดับความร้ายแรงแห่งการกระทำและความเป็นธรรมในแต่ละกรณีเป็นเกณฑ์โดยมิต้องให้ใช้เต็มจำนวนของความเสียหายก็ได้
ถ้าการละเมิดเกิดจากความผิดหรือความบกพร่องของหน่วยงานของรัฐหรือระบบการดำเนินงานส่วนรวม ให้หักส่วนแห่งความรับผิดดังกล่าวออกด้วย
ในกรณีที่การละเมิดเกิดจากเจ้าหน้าที่หลายคน มิให้นำหลักเรื่องลูกหนี้ร่วมมาใช้บังคับและเจ้าหน้าที่แต่ละคนต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนเฉพาะส่วนของตนเท่านั้น
กรณีอายุความสิทธิไล่เบี้ยมี 1 ปี (มาตรา 9)
ถ้าหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย สิทธิที่จะเรียกให้อีกฝ่ายหนึ่งชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนให้มีกำหนดอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนนั้นแก่ผู้เสียหาย
กรณีอายุความหน่วยงานของรัฐถูกละเมิด (มาตรา 10)
ในกรณีที่เจ้าหน้าที่เป็นผู้กระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของรัฐ ที่ผู้นั้นอยู่ในสังกัดหรือไม่ ถ้าเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ให้นำบทบัญญัติมาตรา 8มาใช้บังคับโดยอนุโลม แต่ถ้ามิใช่การกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ให้บังคับตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ทั้งสองประการข้างต้น ให้มีกำหนดอายุความ 2 ปีนับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวเจ้าหน้าที่ ผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน และกรณีที่หน่วยงานของรัฐเห็นว่าเจ้าหน้าที่ผู้นั้นไม่ต้องรับผิด แต่กระทรวงการคลังตรวจสอบแล้วเห็นว่าต้องรับผิด ให้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนนั้นมีกำหนดอายุความ 1 ปีนับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐมีคำสั่งตามความเห็นของกระทรวงการคลัง
กรณีหน่วยงานของรัฐออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ชำระเงิน (มาตรา 12)
ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่หน่วยงานของรัฐได้ใช้ให้แก่ผู้เสียหายตามมาตรา 8 หรือในกรณีที่เจ้าหน้าที่ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเนื่องจากเจ้าหน้าที่ผู้นั้นได้กระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐตามมาตรา 10 ประกอบกับมาตรา 8 ให้หน่วยงานของรัฐที่เสียหายมีอำนาจออกคำสั่งเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้นั้นชำระเงินดังกล่าวภายในเวลาที่กำหนด
เรียบเรียงโดยทีมงาน LawDD