สรุปกฎหมายปกครอง ครั้งที่ 8 เนติบัณฑิตสมัยที่ 65 | ศูนย์รวมข้อมูลกฎหมาย เตรียมสอบ 3 สนาม ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม

สรุปกฎหมายปกครอง ครั้งที่ 8 เนติบัณฑิตสมัยที่ 65


  คำสั่งทางปกครองจะต้องมีฐานอำนาจของกฎหมายให้อำนาจไว้ในพ.ร.บ. ที่กำหนดให้เจ้าหน้าที่นั้นออกคำสั่งทางปกครอง ศาลปกครองหรือศาลยุติธรรมแล้วแต่กรณีก่อนที่มีการวินิจฉัยว่าคำสั่งทางปกครองชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลต้องชี้ว่าพ.ร.บ. ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่
          กรณีที่พ.ร.บ. ขัดต่อรัฐธรรมนูญนั้นศาลที่มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดคือศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้น ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจตรวจสอบการใช้อำนาจนิติบัญญัติของรัฐสภาเป็นความชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญ
         การตรวจสอบร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมไม่ใช่อำนาจนิติบัญญัติแต่เป็นอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญถ้าเป็นการตรวจสอบว่าพ.ร.บ.ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้นศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจตรวจสอบได้ตามรัฐธรรมนูญ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบแล้วเห็นว่าพ.ร.บ. นั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญ ผลคือพ.ร.บ. นั้นใช้บังคับไม่ได้และจะผลกระทบต่อคดีที่ค้างอยู่ในศาลปกครองหรือศาลยุติธรรม ด้วยเหตุนี้จึงทำให้คำสั่งทางปกครองที่ออกมาไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลต้องพิพากษาเพิกถอน
          ตัวกฎหมายที่เป็นฐานอำนาจในการออกคำสั่งทางปกครองนั้นอาจจะเป็นกฎหมายลำดับรองไม่ใช่กฎหมายแม่บทในระดับพ.ร.บ. อาจจะเป็นกฎกระทรวง กฎ เทศบัญญัติ หากมีผู้ร้องสู้ว่าคำสั่งทางปกครองไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากกฎกระทรวงที่เป็นฐานแห่งการให้อำนาจในการทำคำสั่งนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญ กรณีเช่นนี้ศาลนั้นๆสามารถวินิจฉัยได้เองไม่ต้องส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ เพราะศาลนั้นๆไม่ได้ตรวจสอบอำนาจการใช้อำนาจนิติบัญญัติแต่เป็นการตรวจสอบว่ากฎกระทรวงที่ตราขึ้นโดยฝ่ายปกครองขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่กรณีนี้อำนาจอยู่ศาลแห่งคดีนั้นเป็นผู้วินิจฉัยเอง คำวินิจฉัยนั้นมีผลเฉพาะคดี คู่ความในคดี ไม่มีผลโดยทั่วไปคือไม่มีผลเป็นการเพิกถอนกฎกระทรวง
หากต้องการเพิกถอนกฎกระทรวงนั้นให้มีผลโดยทั่วไปจะต้องฟ้องเพิกถอนกฎต่อศาลปกครองเท่านั้น เพราะศาลปกครองเป็นเพียงศาลเดียวที่มีอำนาจเพิกถอนกฎหมายระดับพรฎ.ลงมา แต่ต้องฟ้องโดยการโต้แย้งตัวบทโดยตรง
          กรณีที่กฎหมายให้อำนาจเจ้าหน้าที่ในการตัดสินใจทางใดทางหนึ่งถือว่าเจ้าหน้าที่นั้นมีดุลพินิจ หากเจ้าหน้าที่ใช้ดุลพินิจนั้นในกรอบของกฎหมายแม้ศาลไม่เห็นด้วยกับการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ศาลก็ต้องเคารพการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ ศาลจะไปตรวจสอบหรือเพิกถอนการสั่งการไม่ได้ หากศาลจะเพิกถอนคำสั่งของเจ้าหน้าที่โดยอ้างว่าเป็นการใช้ดุลพินิจไม่ชอบนั้น ศาลต้องมีเหตุผลชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่นั้นบิดเบือนการใช้ดุลพินิจ
การใช้ดุลพินิจอาจมีบางกรณีที่ศาลไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบได้ เช่น
         -การประเมินผลการสอบหรือการประเมินผลอื่นใดในลักษณะเดียวกัน เว้นแต่ว่าดุลพินิจนั้นผิดพลาดอย่างชัดเจนศาลจึงจะเข้าไปตรวจสอบ การประเมินผลปฏิบัติราชการศาลไม่เข้าไปตรวจสอบเว้นแต่ว่ามีการกลั่นแกล้งกัน เพราะกรณีเช่นนี้มีผลคล้ายคลึงกับการสอบ
         -การคาดการณ์ การพยากรณ์ความเสี่ยงในทางกฎหมายสิ่งแวดล้อมและกฎหมายเศษฐกิจ
         -การวินิจฉัยอันมีลักษณะประเมินค่าซึ่งต้องอาศัยความเชี่ยวชาญส่วนบุคคล เช่น รัฐจัดให้มีการประกวดผลิตภัณฑ์ทางพื้นบ้านมีกรรมการผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ตัดสิน
ฝ่ายตุลาการสามรถเข้าไปตรวจสอบการใช้ดุลพินิจได้ในกรณีที่
         -เจ้าหน้านั้นต้องใช้ดุลพินิจนั้นแล้วไม่ใช่หรือ
         -เจ้าหน้าที่นั้นใช้ดุลพินิจเกินกว่าที่กฎหมายบัญญัติ เช่น กฎหมายให้ปรับ 1,000 บาท แต่ไปปรับ 1,200 บาท เช่นนี้ศาลเข้าไปตรวจสอบได้ หรือ
         -กรณีที่เจ้าหน้าที่นั้นบิดเบือนการใช้ดุลพินิจหรือใช้ดุลพินิจโดยอำเภอใจ
การใช้ดุลพินิจที่ผิดพลาดส่งผลทำให้คำสั่งทางปกครองนั้นเป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและอาจถูกเพิกถอนได้ในภายหลัง
         การตรวจสอบว่าการออกคำสั่งทางปกครองสอดคล้องกับหลักแห่งความเสมอภาคหรือไม่นั้น ความเสมอภาคเป็นสาระสำคัญแห่งความยุติธรรมระบบกฎหมายเรียกร้ององค์กรเจ้าหน้าที่ของรัฐให้ปฏิบัติต่อสิ่งที่เป็นสาระสำคัญเหมือนกันให้เหมือนกันและให้ปฏิบัติต่อสิ่งที่มีสาระสำคัญแตกต่างกันให้แตกต่างกันออกไปตามสภาพของสิ่งนั้นๆ เพราะฉะนั้นถ้าสิ่งสองสิ่งมีสาระสำคัญหรือมีคุณลักษณะเหมือนกัน ถ้าเจ้าหน้าที่ปฏิบัติต่อสองสิ่งนั้นแตกต่างกันเช่นนี้เรียกว่าเจ้าหน้าที่นั้นกระทำการหรือสั่งการโดยขัดกับหลักแห่งความเสมอภาค คำสั่งนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายศาลสั่งให้เพิกถอนคำสั่งนั้นได้
         คำสั่งทางปกครองจะต้องเป็นคำสั่งที่มีเนื้อหาชัดเจนแน่นอนเพียงพอที่บุคคลจะเข้าใจได้ว่าผู้ออกคำสั่งต้องการให้ผู้รับคำสั่งปฏิบัติอย่างไร ถ้าคำสั่งทางปกครองที่ออกมาทำให้ผู้รับคำสั่งไม่เข้าใจเนื้อความในคำสั่งทางปกครองนั้นได้คำสั่งทางปกครองนั้นย่อมเป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย คำสั่งทางปกครองที่ออกมาโดยสอดคล้องกับเงื่อนไขในทางกฎหมายเป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมาย
          การเยียวยาความบกพร่องของคำสั่งทางปกครอง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ มาตรา 41 เช่น เจ้าหน้าที่มีคำสั่งให้รื้อถอนอาคารก่อนมีการรื้อถอนไม่มีการรับฟังคำสั่ง คำสั่งนี้เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะออกมาโดยไม่มีการรับฟังตามมาตรา 30 ถ้ามีการฟ้องต่อศาลปกครองในกรณีนี้ศาลจะเพิกถอนคำสั่งให้รื้อถอนอาคารเนื่องจากคำสั่งทางปกครองนั้นออกโดยไม่มีการรับฟังฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 30
          ถ้ามีการออกคำสั่งทางปกครองโดยไม่มีการรับฟังระหว่างมีการอุทธรณ์เจ้าหน้าที่ได้รับฟังคู่กรณีในภายหลังการออกคำสั่งเมื่อมีการรับฟังคู่กรณีแล้ว คำสั่งทางปกครองที่บกพร่องย่อมกลายเป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ถ้าเจ้าหน้าที่ออกคำสั่งทางปกครองไปโดยไม่มีอำนาจเช่นนี้จะไม่มีการเยียวยาตามมาตรา 41
          *คำสั่งที่ต้องให้เจ้าหน้าที่อื่นให้ความเห็นชอบก่อนถ้าเจ้าหน้าที่นั้นให้ความเห็นชอบในภายหลัง เช่น นายกเทศมนตรีมีอำนาจออกคำสั่งทางปกครองเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่ในกฎหมายบัญญัติไว้ว่าก่อนที่นายกเทศมนตรีจะออกคำสั่งทางปกครองนั้นต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้ว่าราชการจังหวัดเสียก่อนซึ่งเป็นเงื่อนไขของกฎหมายปรากฏว่านายกเทศมนตรีออกคำสั่งโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากผู้ว่าฯ คำสั่งทางปกครองที่นายกเทศมนตรีออกไปจึงเป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะทำไม่ถูกต้องตามกระบวนการขั้นตอนตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ แต่หากผู้ว่าฯทราบภายหลังและได้ให้ความเห็นชอบคำสั่งที่ไม่ชอบย่อมกลายเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย
          การเยียวยาความบกพร่องมีระยะเวลาที่กฎหมายได้บัญญัติไว้ตามมารา 41 วรรคสาม จะต้องกระทำการเยียวยาก่อนสิ้นสุดระยะเวลาการอุทธรณ์ ถ้าไม่มีกระบวนการพิจารณาชั้นอุทธรณ์ก็ต้องทำการเยียวยาก่อนที่มีการนำคดีขึ้นสู่ศาล ถ้าคดีอยู่ในศาลจะเยียวยาความบกพร่องนั้นไม่ได้แล้วคำสั่งนั้นต้องถูกเพิกถอนไป
          กรณีที่สามารถเยียวยาความบกพร่องของคำสั่งทางปกครองได้ต่อเนื่องตลอดไปแม้อยู่ในชั้นศาล คือ เจ้าหน้าที่ออกคำสั่งโดยยังไม่มีผู้ยื่นคำขอ กรณีที่เจ้าหน้าที่เป็นผู้ยื่นดำเนินการเองไม่ได้ต้องมีผู้ยื่นคำขอถ้าต่อมาภายหลังมีผู้ยื่นคำขอเช่นว่านั้น เมื่อมีการเยียยาความบกพร่องของคำสั่งทางปกครองนั้นแล้วศาลจะจำหน่ายคดีออกไปเพราะถือว่าคำสั่งนั้นเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว
          พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ มาตรา 42 คำสั่งทางปกครองให้มีผลต่อเมื่อผู้ที่ได้รับคำสั่งได้รับแจ้งเป็นต้นไป คำสั่งทางปกครองตามมาตรา 42 วรรคหนึ่งหมายถึงคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมายและมีผลในทางกฎหมาย และคำสั่งในทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายมีผลในทางกฎหมายซึ่งเรียกว่าคำสั่งทางปกครองที่อาจถูกเพิกถอนได้
          การสิ้นผลของคำสั่งทางปกครองมาตรา 42 วรรคสอง คำสั่งทางปกครองสิ้นผลโดย 3 ลักษณะคือ
          1.โดยเหตุอื่นเป็นการสิ้นผลโดยสภาพของคำสั่งทางปกครองนั้นเอง เช่น มีการออกคำสั่งทางปกครองสั่งให้กระทำการและต้องการการปฏิบัติ เมื่อมีการปฏิบัติตามคำสั่งนั้นแล้วคำสั่งทางปกครองนั้นก็ย่อมสิ้นผลไป เช่น สั่งให้มีการสลายการชุมนุมและได้มีการสลายการชุมนุมตามคำสั่งนั้นแล้ว
          2.โดยเงื่อนเวลาคำสั่งทางปกครองที่ออกไปจะกำหนดเงื่อนเวลาสิ้นสุดไว้ในคำสั่งทางปกครอง เช่น คำสั่งทางปกครองในการออกใบอนุญาตต่างๆ เช่น ใบอนุญาตขับขี่ เมื่อครบระยะเวลาย่อมสิ้นผลลง
          3.โดยการเพิกถอนสิ้นผลโดยการลบล้างคำสั่งทางปกครองมีอยู่ 2 กรณี
          3.1 ลบล้างโดยองค์กรตุลาการ เช่น ข้าราชการผู้หนึ่งถูกลงโทษทางวินัยจึงฟ้องต่อศาล ศาลเห็นว่าคำสั่งลงโทษทางวินัยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลสามารถเพิกถอนคำสั่งลงโทษทางวินัยนั้นได้ คำสั่งลงโทษทางวินัยก็ย่อมสิ้นผลลง
          3.2 ลบล้างโดยองค์กรฝ่ายปกครอง เช่น เจ้าหน้าที่ได้รับเรื่องร้องเรียนว่าโรงงานอุตสาหกรรมแห่งหนึ่งปฏิบัติไม่ถูกต้องตามเงื่อนไขการได้รับอนุญาตไม่มีเครื่องบำบัดน้ำเสีย เจ้าหน้าที่ออกคำสั่งให้โรงงานมีเครื่องบำบัดน้ำเสียหรือสั่งปรับ 200,000 บาท เจ้าของโรงงานอุตสาหกรรมไม่เห็นด้วยกับคำสั่งจึงอุทธรณ์ เมื่อเข้าสู้กระบวนการชั้นอุทธรณ์ในฝ่ายปกครอง หากองค์กรเห็นว่าคำสั่งทางปกครองที่สั่งออกไปไม่ชอบอาจมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งนั้นได้ซึ่งเป็นการลบล้างคำสั่งในกระบวนการชั้นอุทธรณ์
การลบล้างคำสั่งทางปกครองแบ่งออกเป็น 4 ประเภท
          1.การลบล้างคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่ให้ประโยชน์
          2.การลบล้างคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นภาระ
          3.การลบล้างคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมายและให้ประโยชน์
          4.การลบล้างคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมายและสร้างภาระ

เรียบเรียงโดย ทีมงาน LawDD


 ปิดหน้านี้  กดพิมพ์ (Print) หน้านี้

www.LawSiam.com : ศูนย์รวมข้อมูลกฎหมาย เตรียมสอบ 3 สนาม