สรุปวิชาหนี้ ครั้งที่ 2 เนติบัณฑิตสมัยที่ 65 | ศูนย์รวมข้อมูลกฎหมาย เตรียมสอบ 3 สนาม ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม

สรุปวิชาหนี้ ครั้งที่ 2 เนติบัณฑิตสมัยที่ 65


สิทธิทางหนี้และทรัพยสิทธิ มีความเกี่ยวพันเกี่ยวกับสภาพของสิทธิทั้ง 2 สิทธิ สิทธิทางหนี้อยู่ในบรรพ 2-3 แต่ทรัพยสิทธิจะอยู่ในบรรพ 4 และหลักเกณฑ์ทางกฎหมายแตกต่างกัน เช่นสัญญาละเมิด นาย ก. เป็นเจ้าของรถยนต์ นาย ก. ก็มีสิทธิในฐานะเป็นเจ้าของคือเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในรถ จึงเป็นผู้มีสิทธิใช้สอยรถยนต์คันดังกล่าวได้โดยอ้างสิทธิตามมาตรา 1336 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และต่อมานาย ข. ขับรถชนรถยนต์ของ นาย ก. สิทธิของนาย ก. ที่มีต่อรถคันดังกล่าวจะไม่ใช่สิทธิในทางทรัพย์ตามมาตรา 1336 ในการที่นาย ก. จะเรียกร้องความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการกระทำของนาย ข. ซึ่งกระทำละเมิด ก็ต้องไปใช้สิทธิในทางหนี้ในมูลละเมิด ในกรณีนี้ถ้ารถของนาย ก. มีประกันภัยการใช้สิทธิตามสัญญาประกันภัยที่จะไปเรียกร้องต่อผู้รับประกันภัยหรือบริษัทประกันภัยนั้น ก็ต้องเรียกร้องตามสัญญาประกันภัยว่าตกลงกันไว้อย่างไรไม่ใช่การใช้สิทธิตามมาตรา 1336
          และในสัญญาซื้อขาย จะเห็นได้ว่าสัญญาซื้อขายนั้นหาก นาย ก.ต้องการรถคันหนึ่ง ซึ่งในตอนแรกนาย ก. ไม่มีกรรมสิทธิ์ในรถคันดังกล่าว และจะได้กรรมสิทธิ์มาก็แต่ด้วยการทำสัญญาซื้อขาย การจะดูว่าสัญญาเกิดขึ้นแล้วหรือไม่ ก็ต้องดูหลักในเรื่องของนิติกรรมว่าสัญญาเกิดขึ้นเมื่อใดถึงจะก่อให้เกิดความผูกพันทางสัญญาขึ้น ซึ่งถ้าผู้ขายไม่ส่งมอบรถตามเวลาที่กำหนดไว้ ซึ่งเมื่อทำสัญญาซื้อขายแล้วกรรมสิทธิ์ในรถก็จะโอนเป็นของผู้ซื้อตามมาตรา 458 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้ซื้อจะเรียกร้องทางสัญญาหรือจะเรียกร้องในฐานะความเป็นเจ้าของ ให้ผู้ขายรับผิดในกรณีไม่ส่งมอบรถยนต์คันดังกล่าวนั้น เรื่องดังกล่าวจึงอาจโยงทับซ้อนกันได้ จึงสามารถเลือกใช้สิทธิในเป็นประโยชน์กับผู้ที่มีสิทธิมากที่สุด เช่น ในเรื่องของอายุความ แต่ในการฟ้องตามมูลหนี้สัญญาอาจจะชัดเจนกว่าในเรื่องของความผูกพันในเรื่องที่เกิดขึ้น เพราะว่ามีข้อตกลงในสัญญา การพิสูจน์นำสืบจึงชัดเจนกว่าฟ้องในเรื่องของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ เพราะฉะนั้นก็ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงว่าจะใช้สิทธิทางทรัพย์หรือจะใช้สิทธิในทางสัญญา ซึ่งต่างจากตัวอย่างแรกซึ่งเป็นมูลสัญญาละเมิด จะฟ้องในฐานะเจ้าของไม่ได้ต้องไปฟ้องในมูลละเมิด
          สิทธิที่กฎหมายกำหนดให้หากมีลักษณะเฉพาะ เช่น เป็นสิทธิลักษณะเฉพาะของความเป็นเจ้าหนี้เท่านั้น เช่น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 ซึ่งเป็นเรื่องการเพิกถอนการฉ้อฉล คดีบางคดีซึ่งหากดูข้อเท็จจริงแล้วอาจไม่ใช่เรื่องตามมาตรา 237 เพราะศาลฎีกาวางหลักไว้ว่า มาตรา 237 เป็นสิทธิของเจ้าหนี้ สิทธิของผู้ที่จะเพิกถอนการฉ้อฉลได้นั้น ต้องเป็นเรื่องของเจ้าหนี้ขอเพิกถอนการฉ้อฉลที่ลูกหนี้นั้นไปทำนิติกรรมทำให้เจ้าหนี้เสียประโยชน์ เช่น นาย ก เป็นเจ้าของที่ดิน ต่อมา นาย ข นำที่ดินดังกล่าวไปขายและโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ นาย ค ซึ่ง นาย ก จะฟ้องเพิกถอนการฉ้อฉลนั้น ก็จะต้องดูว่าเป็นการฉ้อฉลอะไร เพราะว่า นาย ข ยังไม่ได้เป็นลูกหนี้ของ นาย ก จึงไปฟ้องเพิกถอนนิติกรรมระหว่าง นาย ข และ นาย ค ตามมาตรา 237 ไม่ได้ แต่สิทธิของนาย ก จะฟ้องได้ก็ด้วยมาตรา 1336 ในฐานะติดตามเอาทรัพย์คืนในความเป็นเจ้าของ
เพราะฉะนั้นการใช้สิทธิทางหนี้และสิทธิทางทรัพย์นั้นมีความแตกต่างกันซึ่งได้แบ่งแยกออกเป็น 5ประเภท คือ
          1. วัตถุแห่งสิทธิ ซึ่งสิทธิในทางหนี้อาจจะไม่มีตัววัตถุเป็นเครื่องรองรับ คือ อาจจะเป็นวัตถุที่ไม่มีรูปร่างซึ่งเป็นเรื่องของการชำระหนี้ ซึ่งการชำระหนี้อาจจะไม่เกี่ยวข้องกับตัววัตถุเลยก็ได้ เช่น สัญญาจ้างแรงงาน ,การงดเว้นกระทำการ หรือกรณีที่มีวัตถุมีรูปร่าง เช่น การส่งมอบทรัพย์ ก็เป็นหนี้กระทำการซึ่งเกี่ยวข้องกับตัวทรัพย์ วัตถุแห่งสิทธิในทางหนี้จึงกว้างกว่าทางทรัพย์ เพราะมีทั้ง หนี้กระทำการ งดเว้นกระทำการหรือหนี้ส่งมอบทรัพย์สิน
         ส่วนสิทธิในทางทรัพย์ เป็นสิทธิที่มีอยู่เหนือตัวทรัพย์ที่มีรูปร่างโดยตรง ซึ่งจะอยู่ในบรรพ 4 หรือทรัพยสิทธิที่ไม่มีรูปร่าง เช่น ทรัพย์สินทางปัญญา สิทธิของเจ้าของทรัพย์สินก็มาจากตัวงานที่แต่งขึ้นทุกงานที่เจ้าของมีลิขสิทธิ์อยู่ แต่ทรัพยสิทธิดังกล่าวตัวสิทธินั้นเป็นวัตถุของทรัพยสิทธิ ซึ่งเป็นเรื่องที่กฎหมายได้รับรองขึ้นมา ถึงแม้จะเป็นทรัพย์ที่ไม่มีรูปร่าง แต่ตัวสิทธินั้นเองที่เป็นทรัพยสิทธิที่กฎหมายกำหนดขึ้นมา ก็คือ เป็นทรัพยสิทธิในตัวของมันเองซึ่งจะแตกต่างกับทรัพย์ในบรรพ 4
          ในกรณีสิทธิในทรัพยสิทธินั้นถือว่าเป็นสิทธิที่มีอยู่เหนือทรัพย์ที่มีรูปร่างและอยู่เหนือทรัพย์อันใดอันหนึ่งโดยเฉพาะ ซึ่งไม่ได้เป็นเจ้าของทรัพย์อยู่ทั่วๆ ไป
          2. บุคคลที่มีหน้าที่ปฏิบัติตามสิทธิ ลักษณะของบุคคลซึ่งมีหน้าที่ปฏิบัติตามสิทธิในทางหนี้นั้นถูกจำกัด เพราะหนี้นั้นมีลักษณะเป็นบุคคลสิทธิ ซึ่งเป็นสิทธิเฉพาะบุคคลที่เกี่ยวข้องในมูลหนี้นั้นเท่านั้น ผู้มีสิทธิไม่สามารถจะไปใช้สิทธินอกเหนือบุคคลที่ไม่ได้เป็นลูกหนี้ หรือ สิทธิของเจ้าหนี้ก็จะมีสิทธิกับบุคคลซึ่งเป็นลูกหนี้เท่านั้น ถ้าในกรณีสัญญาก็จะดูเฉพาะแต่คู่สัญญาเท่านั้น เพราะมีข้อบกพร่องที่เกิดขึ้น คือข้อตกลงในสัญญาไปตกลงผูกพันบุคคลซึ่งไม่ใช่คู่สัญญา โดยหลักแล้วสัญญานั้นเป็นการก่อหนี้ เพราะฉะนั้น สัญญาก็จะผูกพันเฉพาะเจ้าหนี้กับลูกหนี้ ก็คือผู้ที่เป็นคู่สัญญานั้น คู่สัญญาจะตกลงไปก่อสิทธิหรือหน้าที่ความรับผิดให้กับบุคคลภายนอกนั้นทำไม่ได้ เพราะฉะนั้นสิทธิดังกล่าวจึงจำกัดเฉพาะบุคคลที่เป็นลูกหนี้เท่านั้น
          แต่ในทางทรัพยสิทธินั้น เนื่องจากทรัพยสิทธิเป็นสิทธิเหนือตัวทรัพย์ไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวบุคคล หน้าที่ของทุกคนจึงมีหน้าที่ ต้องเคารพ และไม่ไป ล่วงละเมิดผู้ที่เป็นเจ้าของหรือผู้ที่มีทรัพยสิทธิ ถือว่าเป็น “สิทธิเด็ดขาด” เป็นสิทธิที่บังคับได้ทุกคน แต่ก็มีข้อยกเว้นคือ ในเรื่องของสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอกมาตรา 374 ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างคู่สัญญาให้บุคคลภายนอกมีสิทธิที่จะเรียกชำระหนี้ได้หรือให้ลูกหนี้ไปปฏิบัติการชำระหนี้บุคคลภายนอกได้
          ในเรื่องบุคคลผู้มีหน้าที่นั้น ก็คือด้านลูกหนี้เป็นผู้มีหน้าที่โดยตรงที่จะปฏิบัติการชำระหนี้ ก็คือจำกัดเฉพาะลูกหนี้เท่านั้น แต่ว่าข้อจำกัดดังกล่าวทางด้านฝ่ายเจ้าหนี้มีข้อยกเว้นอยู่ ก็คือเรื่องสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก ซึ่งเป็นเรื่องที่ตกลงให้บุคคลภายนอกได้รับชำระหนี้ แต่ถ้าตกลงให้บุคคลภายนอกมีหน้าที่หรือมีความรับผิดในกรณีที่ไม่มีการชำระหนี้ตามสัญญากรณีดังกล่าวกระทำมิได้
          3. การบังคับตามสิทธิ จะเห็นได้ว่าการที่เจ้าหนี้เป็นผู้มีสิทธิเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้ตามมาตรา 194 ซึ่งถ้าลูกหนี้ไม่ชำระหนี้นั้น มาตรา 213 ซึ่งเป็นหัวใจของกฎหมายหนี้คือ กฎหมายกำหนดให้เจ้าหนี้ต้องไปร้องขอต่อศาลให้บังคับชำระหนี้ให้ถ้าลูกหนี้ละเลยไม่ชำระหนี้ สภาพการบังคับถือว่าเป็นสิทธิที่มีต่อตัวบุคคล เพราะฉะนั้นการทวงถามหนี้หากทวงถามโดยไม่สุจริต คือไม่ได้ใช้สิทธิทางศาลอาจจะเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลได้ เพราะฉะนั้นการบังคับตามสิทธิทางหนี้นั้น จึงมีกรอบตามมาตรา 213 ซึ่งกฎหมายได้ให้สิทธิแก่เจ้าหนี้ใช้สิทธิทางศาลในกรณีที่ลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ จะใช้สิทธิเองโดยพลการเกินกว่าสิทธิโดยสุจริตไม่ได้
          ในกรณีทรัพยสิทธินั้น เป็นสิทธิที่ไม่ได้อยู่เหนือบุคคลแต่เป็นสิทธิที่อยู่เหนือตัวทรัพย์ เช่นตามมาตรา 1336 ซึ่งกฎหมายจะเขียนให้อำนาจสิทธิว่ามีสิทธิติดตามเอาทรัพย์คืนได้ในฐานะเจ้าของ
          ในการบังคับตามสิทธิโดยสภาพนั้น การบังคับตามสิทธิของเจ้าหนี้ผู้มีสิทธิกว้างกว่าผู้มีสิทธิในทางทรัพยสิทธิ เพราะ การบังคับตามสิทธินั้น มาตรา 214 นั้นได้วางหลักไว้ว่า สิทธิของเจ้าหนี้ที่เกิดจากมูลหนี้ใดก็ตาม ในการบังคับตามสิทธินั้นกฎหมายได้วางหลักไว้ว่า ภายใต้บังคับบทบัญญัติมาตรา 733 เจ้าหนี้มีสิทธิที่จะให้ชำระหนี้ของตนจากทรัพย์สินของลูกหนี้จนสิ้นเชิงรวมทั้งเงินและทรัพย์สินอื่น ๆ ซึ่งบุคคลภายนอกค้างชำระแก่ลูกหนี้ด้วย เพราะฉะนั้นการบังคับตามสิทธิของเจ้าหนี้ตามมาตรา 214 นั้น ถือว่าอยู่เหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งหมด เช่น นาย ก ให้ นาย ข กู้เงินไปทั้งหมด 50,000 บาท สิทธิของความเป็นเจ้าหนี้ 50,000 บาทนั้นอยู่เหนือทรัพย์สินของ นาย ข ทั้งหมด คือตอนบังคับชำระหนี้ก็จะดูตอนบังคับคดีว่าจะบังคับคดีเอากับทรัพย์อันไหนของลูกหนี้
          ในกรณีการบังคับชำระหนี้ ก็จะเห็นได้ว่าสิทธิของเจ้าหนี้มีอยู่กว้างกว่าสภาพการใช้สิทธิหรือบังคับตามสิทธิหรือทรัพยสิทธิเพราะว่าสิทธินั้นได้อยู่เหนือทรัพย์ของลูกหนี้ทั้งหมดส่วนในเรื่องการบังคับชำระหนี้โดยเฉพาะเจาะจงให้มีการโอนทรัพย์เฉพาะสิ่ง การบังคับตามสิทธินั้นจะขึ้นอยู่กับทรัพย์เฉพาะสิ่งนั้น ๆ ว่ายังอยู่หรือไม่ในขณะที่มีการบังคับ เช่น นาย ก ซื้อรถยนต์จาก นาย ข นาย ข ไม่ส่งมอบ นาย ก ขอให้ศาลบังคับให้นาย ข ส่งมอบตามสัญญาซื้อขายนั้น ก็ต้องดูว่ารถยนต์คันดังกล่าวยังอยู่หรือไม่ ถ้ารถยนต์คันดังกล่าวไม่อยู่ เช่น สูญหายหรือเสียหายไปหรือได้ขายไปเป็นกรรมสิทธิ์ให้กับบุคคลภายนอกแล้ว ในกรณีดังกล่าว การบังคับชำระหนี้ส่งมอบทรัพย์เฉพาะสิ่งนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่าการที่ไม่มีทรัพย์เฉพาะสิ่งนั้นแล้ว สิทธิในความเป็นเจ้าหนี้จะสูญไป เพราะถ้าลูกหนี้ไม่ปฏิบัติตามสัญญาที่ผูกพันไว้ ลูกหนี้นั้นก็ยังคงต้องรับผิดในเรื่องค่าเสียหาย ในเรื่องค่าเสียหายก็ยังอยู่เหนือทรัพย์ทั้งหมดเช่นกันโดยขึ้นอยู่กับการบังคับคดี
          ส่วนในเรื่องคดีล้มละลายนั้น อาจมาทำให้สิทธิของเจ้าหนี้นั้นถูกจำกัด เพราะเนื่องจากสิทธิของเจ้าหนี้อยู่เหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ ซึ่งในขณะที่จะบังคับชำระหนี้ ทรัพย์สินของลูกหนี้มีอยู่เท่าใด สิทธิของเจ้าหนี้อาจจะลดน้อยลงได้ เช่น ลูกหนี้เป็นหนี้อยู่ 50,000 บาท แต่ลูกหนี้มีเงินอยู่เพียง 10,000 บาท แม้สิทธิของเจ้าหนี้มีอยู่ที่จะเรียกอีก 40,000 บาท แต่ลูกหนี้ก็ไม่มีทรัพย์ใดที่จะบังคับได้อีกนอกจากเงิน 10,000 บาท คดีล้มละลาย เจ้าหนี้อาจจะไม่ได้รับชำระหนี้เต็มร้อยเพราะต้องเฉลี่ยไปตามเจ้าหนี้แต่ละคนกันไปตามสัดส่วนของความเป็นเจ้าหนี้ ซึ่งสิทธิของเจ้าหนี้มีอยู่เหนือทรัพย์สินของลูกหนี้จริง แต่อาจถูกจำกัดว่าทรัพย์สินของลูกหนี้นั้นมีเพียงพอหรือไม่ที่จะชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ได้ ในทางปฏิบัติเจ้าหนี้ทุกรายก็จะต้องระมัดระวัง เพราะในขณะก่อหนี้ขึ้นโดยเฉพาะในเรื่องของสัญญา ความไว้วางใจว่าฝ่ายลูกหนี้จะปฏิบัติการชำระหนี้หรือไม่ต้องมีเกิดขึ้น หากฝ่ายเจ้าหนี้ไม่ไว้วางใจสัญญาก็ไม่มีทางที่จะตกลงกันได้ เจ้าหนี้จึงต้องตรวจสอบสภาพทรัพย์สินของลูกหนี้ว่ามีพร้อมหรือไม่ ในเรื่องของหลักประกันจึงได้เกิดขึ้นและเป็นเรื่องสำคัญที่เกิดขึ้นควบคู่กับเรื่องหนี้
ในเรื่องทรัพยสิทธิเหนือทรัพย์สิน ตราบใดที่ทรัพย์สินนั้นยังอยู่สิทธิดังกล่าวก็ยังคงอยู่ เช่น นาย ก. เป็นเจ้าของหนังสือเล่มหนึ่ง นาย ก. ก็มีสิทธิอยู่เหนือหนังสือเล่มดังกล่าวตราบเท่าที่หนังสือเล่มนั้นยังคงอยู่ แต่ถ้าทรัพย์ดังกล่าวเสียหายหรือสูญหายหรือถูกทำลายไป ความเป็นเจ้าของในทรัพย์สินดังกล่าวก็หมดสิ้นไป เพราะฉะนั้นสิทธิในความเป็นเจ้าของหรือผู้ทรงสิทธิจะมีอยู่ได้ตราบเท่าที่ตัวทราบยังอยู่
          สรุปแล้ว การบังคับตามสิทธิทางหนี้นั้นจะกว้างกว่าทรัพยสิทธิ
          4. การควบคุมทางกฎหมาย ในทางหนี้กฎหมายไม่ได้ควบคุมมากนัก เพราะกฎหมายในมาตรา 151 ซึ่งเป็นเรื่องของนิติกรรมเพราะสัญญาก็เป็นนิติกรรมประเภทหนึ่งและจะตกลงให้ผิดแผกแตกต่างไปจากกฎหมายได้ถ้าไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ซึ่งมาตรา 151 เป็นหลักความเป็นอิสระของการก่อให้เกิดหนี้ทางสัญญา ไม่จำกัดเท่าที่อยู่ในบรรพ 3 ก็คือไม่จำกัดเสรีภาพในการทำสัญญาของบุคคล แต่ในทางทรัพย์กฎหมายจะจำกัด เพราะตามมาตรา 1299 นั้นทรัพยสิทธิจะก่อตั้งขึ้นโดยอำนาจของกฎหมายเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น ในกรณีนี้ของไทยเราไม่มี ก็คือ ทรัพยสิทธิประเภทที่ 7 ที่อยู่ในบรรพ 4 ลักษณะ 8 ก็คือ ภาระติดพันในอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งในของไทยของเรานั้นจะมีแต่ภาระติดพันในอสังหาริมทรัพย์แต่ถ้าเป็นเยอรมัน ญี่ปุ่น ฯ นั้น จะมีภาระติดพันในสังหาริมทรัพย์ เช่น กรณีที่ไปตกลงให้มีภาระติดพันในตัวหุ้นที่เขาถืออยู่ ซึ่งจะทำให้มีสิทธิในฐานะทรัพยสิทธิที่จะยันบุคคลภายนอกได้นั้น จะกระทำมิได้ เพราะกฎหมายไทยนั้นได้ใช้คำว่า “อสังหาริมทรัพย์” เพราะฉะนั้นจะตกลงให้มีภาระติดพันในสังหาริมทรัพย์นั้นไม่ได้ จะเห็นได้ว่า ทรัพยสิทธิ นั้นถูกจำกัดโดยกฎหมาย
          เพราะฉะนั้น ในส่วนของการควบคุมทางกฎหมาย ทรัพยสิทธิจะถูกจำกัดเพราะว่าสิทธิดังกล่าวเป็นสิทธิเหนือทรัพย์ เป็นสิทธิที่สามารถยันต่อบุคคลภายนอกได้ทั่วไป การจำกัดของประเภทสิทธิดังกล่าวจึงต้องมีเท่าที่กฎหมายบัญญัติไว้ให้เท่านั้น
          แต่ในเรื่องของทางหนี้ ที่ไม่ถูกจำกัด เพราะว่าหลักของกฎหมายได้ให้ความสำคัญกับเจตนาของบุคคล หลักการของกฎหมายจึงยึดคนละหลักกับหลักทรัพยสิทธิดังกล่าว
          5. อายุความ ในเรื่องของอายุความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/9 บัญญัติไว้ว่า สิทธิเรียกร้องใด ๆ ถ้ามิได้ใช้บังคับภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดสิทธิเรียกร้องนั้นเป็นอันขาดอายุความ ซึ่งอายุความตามมาตรานี้ หมายถึง อายุความในการใช้สิทธิทางหนี้ คือการใช้สิทธิฟ้องร้องในทางหนี้ แต่ในเรื่องของทรัพยสิทธิ ในความหมายนี้หมายถึงการใช้สิทธิฟ้องร้องเพื่อบังคับสิทธิทางหนี้ ซึ่งไม่ได้ถูกนำมาใช้กับเรื่องทรัพยสิทธิ เพราะฉะนั้น ทรัพยสิทธิจึงไม่มีอายุความ
          ทั้งหมดนี้ก็คือ ข้อแตกต่างระหว่างสิทธิทางหนี้และสิทธิทางทรัพย์
          เรื่อง “วัตถุแห่งหนี้” ในเรื่องวัตถุแห่งหนี้นั้นเป็นเรื่องบทบัญญัติเรื่องแรกของ บรรพ 2 องค์ประกอบที่สำคัญของหนี้ก็คือ เจ้าหนี้ ลูกหนี้ และการชำระหนี้ วัตถุแห่งหนี้ก็คือ สิ่งที่ลูกหนี้จะต้องชำระหนี้ เป็นความผูกพันที่ลูกหนี้จะต้องปฏิบัติ คือ ต้องมีข้อตกลงตามสัญญาซึ่งลูกหนี้ต้องปฏิบัติการชำระหนี้ แต่การชำระหนี้กระทำการ ส่งมอบทรัพย์สิน อาจจะยังไม่แน่นอนก็คืออาจจะเกิดปัญหาจากตัวทรัพย์ เช่น ในการซื้อขายทรัพย์ ทรัพย์นั้นอาจจะยังไม่เป็นทรัพย์เฉพาะสิ่ง ซึ่งอาจจะต้องมีการนับ ชั่ง ตวง วัด ก่อน สัญญาจึงจะเกิด เมื่อสัญญาเกิดลูกหนี้ก็มีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามสัญญา เจ้าหนี้ก็มีหน้าที่ส่งมอบทรัพย์
          ในเรื่องวัตถุแห่งหนี้ นั้น วัตถุแห่งหนี้นั้นอาจยังไม่แน่นอนก็ด้วยเหตุที่ว่า ทรัพย์ดังกล่าวอาจยังไม่เป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งตามมาตรา 195 ที่ลูกหนี้ต้องส่งมอบทรัพย์นั้นเท่านั้น หรือในเรื่องหนี้เงินตามมาตรา 196 ,197 ก็คือเงินที่จะต้องนำมาชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย ซึ่งเงินที่ทรัพย์ชนิดหนึ่งที่ไม่ใช่ทรัพย์เฉพาะสิ่งแต่เป็นทรัพย์ทั่วไป หรือการชำระหนี้ที่ลูกหนี้ต้องปฏิบัติการชำระหนี้อาจมีหลายอย่างตามมาตรา 198-202ที่จะต้องเลือกว่าจะต้องชำระหนี้อย่างไร เช่น ในกรณีที่ลูกหนี้จะตกลงชำระหนี้เป็นอย่างอื่น ทางเลือกที่จะเจ้าหนี้จะเลือกให้ลูกหนี้ปฏิบัติจึงมีหลายอย่าง ที่เจ้าหนี้ประสงค์จะให้ชำระหนี้เป็นอย่างอื่น ซึ่งทั้งหมดยังเป็นปัญหาที่ว่า ลูกหนี้รู้ว่าลูกหนี้จะชำระหนี้อะไรแต่วัตถุแห่งหนี้นั้นอาจจะยังไม่แน่นอนจึงเป็นปัญหาที่ยังจะต้องมากำหนด

เรียบเรียงโดย ทีมงาน LawDD
 


 ปิดหน้านี้  กดพิมพ์ (Print) หน้านี้

www.LawSiam.com : ศูนย์รวมข้อมูลกฎหมาย เตรียมสอบ 3 สนาม