ฎีกา บทบรรณาธิการ เนติ ภาค 2 สมัย 65 เล่ม 11 | ศูนย์รวมข้อมูลกฎหมาย เตรียมสอบ 3 สนาม ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม

ฎีกา บทบรรณาธิการ เนติ ภาค 2 สมัย 65 เล่ม 11


มีหลักเกณฑ์ตายตัวหรือไม่ว่าศาลจะต้องกำหนดให้คู่ความฝ่ายที่มีภาระการพิสูจน์มีหน้าที่ต้องนำสืบก่อน

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4823-4824/2554  ตามรายงานกระบวนพิจารณา ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่าที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยทั้งสามโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ แม้ไม่ได้ระบุภาระการพิสูจน์ใหม่ให้ชัดเจนว่าตกอยู่แก่ฝ่ายใด แต่เมื่อโจทก์เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ย่อมได้รับข้อสันนิษฐานตาม ป.พ.พ. มาตรา 1373 ว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ดังนี้ ภาระการพิสูจน์ตกอยู่แก่จำเลยทั้งสาม โดยผลของกฎหมายดังกล่าว และศาลก็ต้องพิพากษาไปตามภาระการพิสูจน์ที่ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม แม้ภาระการพิสูจน์ตกอยู่แก่จำเลยทั้งสามก็มิใช่หลักเกณฑ์ตายตัวว่า ศาลจะต้องกำหนดให้จำเลยทั้งสามมีหน้าที่นำสืบก่อนเสมอไป เพราะศาลอาจกำหนดให้โจทก์มีหน้าที่นำสืบก่อนได้เช่นกัน ทั้งนี้โดยคำนึงถึงความสะดวกรวดเร็วและความยุติธรรมในการพิจารณาคดี ดังนั้น การกำหนดหน้าที่นำสืบก่อนจึงหาได้ทำให้ภาระการพิสูจน์ที่ถูกต้องเปลี่ยนแปลงไปไม่ เพียงแต่อาจจะทำให้โจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายนำสืบพยานก่อนเห็นว่าตนเสียเปรียบในเชิงคดี ซึ่งโจทก์ก็ชอบที่จะโต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นที่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาดังกล่าวได้ เมื่อไม่ได้โต้แย้งคัดค้านย่อมถือว่าโจทก์ยอมรับตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดแล้ว โจทก์ไม่อาจฎีกาโต้แย้งข้อนี้ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

 

          คดีที่ศาลมีคำพิพากษาตามยอม คู่ความจะยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนหรือแก้ไขสัญญาประนีประนอมยอมความอ้างว่าขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนได้หรือไม่

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6915/2554  เมื่อจำเลยเห็นว่าข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมนั้น ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนอันเป็นเหตุให้เข้าข้อยกเว้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 138 วรรคสอง ที่จำเลยสามารถอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมได้ จำเลยก็ต้องอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาตามยอมให้คู่ความฟังตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 แต่จำเลยหาได้อุทธรณ์ไม่ กลับยื่นคำร้องให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนหรือแก้ไขสัญญาประนีประนยอมยอมความโดยไม่มีบทกฎหมายใดให้จำเลยกระทำเช่นนั้นได้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยไว้วินิจฉัยจึงชอบแล้ว

 

          คดีฟ้องขับไล่ออกจากอสังหาริมทรัพย์และเรียกค่าเสียหายจำเลยมิได้กล่าวแก้เป็นข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงหรือไม่

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7572/2554  โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจกท์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท จำเลยบุกรุกเข้าไปปลูกสร้างบ้านในที่ดินพิพาท ทำให้โจทก์เสียหายไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาท ซึ่งโจทก์อาจใหเช่าได้ค่าเช่าไม่ต่ำกว่าเดือนละ 1,000 บาท ค่าเสียหายถึงวันฟ้องเป็นเงิน 48,000 บาท และมีคำขอบังคับให้จำเลยกับบริวารรื้อถอนบ้านดังกล่าวกับขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาท ให้ใช้ค่าเสียหาย 48,000 บาท และค่าเสียหายเดือนละ 1,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยกับบริวารจะรื้อถอนบ้านและออกไปจากที่ดินพิพาท จึงถือว่าคำขอบังคับให้จำเลยกับบริวารรื้อถอนบ้านและออกไปจากที่พิพาทเป็นคำขอหลัก ยิ่งไปกว่านั้นในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์แลถลงไม่ติดใจบังคับจำเลยเกี่ยวกับค่าเสียหายตามฟ้องแล้ว เช่นนี้ คงเหลือคำขอบังคับแต่เพียงให้จำเลยกับบริวารรื้อถอนบ้านและออกไปจากที่พิพาทเท่านั้น ซึ่งเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณราคาเป็นเงินได้ แม้จำเลยให้การต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่กรรมสิทธิ์ของโจทก์ แต่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน โดยมิได้กล่าวแก้เป็นข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ไม่อยู่ในอำนาจศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25(4)

 

          การอ้างว่าราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีต่ำเกินไปจะขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 246 วรรคสองได้หรือไม่

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7574/2554  คำสั่งของศาลที่ให้เป็นที่สุดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 309 ทวิ วรรคสี่ นั้น ต้องเป็นคำสั่งตามคำร้องขอให้ขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่อ้างเหตุว่าราคาที่ได้จากการขายทอดตลาดต่ำเกินสมควรตาม ป.วิ.พ. มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง ดังนั้น คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ว่า ราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีต่ำเกินไปนั้นจึงไม่เป็นที่สุด กรณีการประเมินราคาทรัพย์สินของเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นเพียงการประเมินราคาในชั้นต้น เพื่อประโยชน์ในการบังคับคดีขายทอดตลาดซึ่งอาจจะไม่ตรงกับราคาที่แท้จริงได้ และการกำหนดราคาเริ่มต้นขายตามประกาศกรมบังคับคดีก็ไม่ได้ผูกมัดจำเลยหรือโจทก์หรือผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีว่าเมื่อขายทอดตลาดแล้วจะต้องเป็นไปตามราคาดังกล่าว แต่ขึ้นอยู่กับผู้เข้าสู้ราคาว่าจะให้ราคาสูงสุดเพียงใด ซึ่งหากจำเลยเห็นว่าราคาต่ำเกินไปก็ชอบที่จะคัดค้านการขายทอดตลาดได้ การที่จำเลยอ้างว่าราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีต่ำเกินไปนั้น ยังถือไม่ได้ว่ามีข้อโต้แย้งสิทธิที่จำเลยจะขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคสองได้

 

          คดีที่อัตราโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกแต่รอการลงโทษ โจทก์จำอุทธรณ์ขอให้ไม่รอการลงโทษได้หรือไม่

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6698/2554  โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 300 พรบ. จราจรทางบก มาตรา 43,157 ระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ ส. มารดา ช. ผู้เสียหายเข้าร่วมเป็นโจทก์ โดยไม่ได้ระบุว่าอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์ตามความผิดใด แต่ก็พอแปลได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้ ส. เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อ่หากระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสตาม ป.อ. มาตรา 300 เพราะตามฟ้องโจทก์ระบุว่า ช. ได้รับอันตรายสาหัส ช. จึงเป็นผู้เสียหายแต่ในข้อหาดังกล่าวเท่านั้น ต่อมาศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาลงโทษจำเลยโดยรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ซึ่งความผิดตาม ป.อ. มาตรา 300 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โจทก์ร่วมจึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ ที่โจทก์ร่วมอุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษจำคุกนั้น เป็นอุทธรณ์โต้เถียงอุลยพินิจในการลงโทษ จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว

 

          กรณีที่ทางพิจารณาได้ความว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิด แต่เป็นความผิดต่อผู้เสียหายต่างคนจากที่โจทก์บรรยายในฟ้อง จะถือว่าแตกต่างในข้อที่เป็นสาระสำคัญหรือไม่

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9663/2555  ตามทางบรรยายฟ้องและตามข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุติ ผู้เสียหายไม่ได้มอบหมายให้จำเลยเบิกเงิน 490,000 บาท จากบัญชีของผู้เสียหายที่เปิดไว้ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาตาก แต่เป็นเจตนาของจำเลยที่ต้องการได้เงินโดยมิชอบ และหาวิธีรการโดยการปลอมใบถอนเงินไปหลอกลวงเจ้าหน้าที่ธนาคารเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินจำนวนดังกล่าว ดังนั้น เงินที่จำเลยได้มาตามฟ้อง แม้จะเป็นเงินที่เจ้าหน้าที่ธนาคารทำพิธีการทางบัญชีของธนาคารหักจากบัญชีของผู้เสียหายก็ตาม แต่เป็นเพราะจำเลยนำเอกสารปลอมไปหลอกลวงเจ้าหน้าที่ของธนาคารเชื่อ เงินที่จำเลยได้ไปจึงเป็นเงินของธนาคาร มิใช่เงินของผู้เสียหายตาม ป.พ.พ. มาตรา 672 จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานยักยอกเงินผู้เสียหาย

          แม้ทางการพิจารณาจะได้ความว่า ความผิดฐานยักยอกที่โจทก์ฟ้องแท้จริงแล้วเป็นความผิดฐานฉ้อโกง แต่เป็นความผิดต่อผู้เสียหายต่างคนจากที่โจทก์บรรยายในฟ้อง จึงเป็นข้อเท็จจริงแตกต่างจากที่กล่าวในฟ้องในข้อที่เป็นสาระสำคัญ ไม่อาจลงโทษจำเลยฐานฉ้อโกงได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง

 

          การโต้แย้งเอกสารมหาชน ฝ่ายใดมีภาระการพิสูจน์

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 533/2551  โฉนดที่ดินเป็นเอกสารมหาชน กฎหมายสันนิษฐานไว้ก่อนว่าถูกต้อง ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินจึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานว่าเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 127 โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์เพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายอันเป็นคุณต่อผู้ร้อง

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2115/2551  โฉนดที่ดินและสารบัญจดทะเบียนโฉนดที่ดินเป็นเอกสารมหาชนที่รัฐออกให้แก่ผู้ถือกรรมสิทธิ์ ย่อมสันนิษฐานไว้ก่อนว่าได้ออกมาโดยถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 127 เมื่อโฉนดที่ดินดังกล่าวมีชื่อจำเลยกับพี่น้องเป็นเจ้าของผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันย่อมสันนิษฐานได้ว่าจำเลยกับพี่น้องมีส่วนเป็นเจ้าของเท่ากัน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1357 การที่จำเลยอ้างว่าจำเลยได้รับส่วนแบ่งมากกว่าพี่น้องคนอื่น จำเลยจึงมีหน้าที่นำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3386/2553  เอกสารสัญญาจำนองที่จดทะเบียนโดยพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย เป็นเอกสารมหาชนที่ต้องสันนิษฐานว่าแท้จริงและถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 127 จำเลยมีหน้าที่นำสืบถึงความไม่ถูกต้อง โดยจำเลยได้ให้การยอมรับว่าได้ทำสัญญาจำนองดังกล่าวกับโจทก์จริง แต่กล่าวอ้างว่า ตามความจริงนั้นจำเลยไม่ได้กู้ยืมเงินจากโจทก์ แต่กู้ยืมเงินจาก ม. โดยไม่คิดดอกเบี้ยกัน ส่วนสาเหตุที่ทำสัญญาจำนองกับโจทก์ เนื่องจากโจทก์ขอให้ทำสัญญากันไว้เพื่อไม่ให้พี่น้องของโจทก์และจำเลยต่อว่า ม. อันเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยแสดงเจตนาทำนิติกรรมโดยในใจจริงจำเลยไม่ได้มีเจตนาให้ตนต้องผูกพันตามเจตนาและสัญญาดังกล่าว ซึ่งโจทก์ทราบอยู่แล้ว โจทก์จึงอ้างสัญญานี้มาบังคับจำเลยไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 154 อันเป็นการกล่าวอ้างว่าสัญญาจำนองและหนี้ตามสัญญาไม่สมบูรณ์โดยไม่มีเจตนาทำสัญญาไม่สมบูรณ์โดยไม่มีเจตนาทำสัญญากันจริง ซึ่งจำเลยยอ่อมมีสิทธินำสืบพยานบุคคลแสดงข้อเท็จจริงตามข้อกล่าวอ้างได้โดยไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 


 ปิดหน้านี้  กดพิมพ์ (Print) หน้านี้

www.LawSiam.com : ศูนย์รวมข้อมูลกฎหมาย เตรียมสอบ 3 สนาม