เก็งรายข้อ เนติฯ ข้อ 4 จาก ฎีกาอาญาน่าสนใจสมัย1/ 66
ข้อ 4. ม.209-287
ม.209-213,217,218,219,220,221,222,223,224,225,233,236,240,244,247
ม.264-268,276,282,286
คำถาม นำภาพถ่าย(ไม่ใช่ต้นฉบับ) หนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินปลลอมไปยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ และยื่นฟ้องทายาทเจ้าของที่ดินตามโฉนดจะเป็นความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอมหรือไม่
คำตอบ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้
คำพิพากษาฎีกาที่ 9026/2553 โจทก์เป็นทายาทและผู้จัดการมรดกของ จ. ตามคำสั่งศาล เมื่อ จ. ถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทย่อมเป็นมรดกตกทอดแก่โจทก์ การที่จำเลยนำหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินซึ่งเป็นเอกสารสิทธิปลอมไปยื่น คำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์และยื่นคำฟ้องบังคับห้ามมิให้โจทก์เกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทและให้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อในโฉนดที่ดินพิพาทเป็นชื่อของจำเลย โจทก์ย่อมเป็นผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยแล้ว เพราะอาจต้องเสียที่ดินพิพาทไปจากการกระทำดังกล่าว โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4)
เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินเป็นเอกสารสิทธิปลอม ภาพถ่ายหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินดังกล่าวที่จำเลยถ่ายสำเนามา จึงเป็นเอกสารสิทธิปลอมด้วย เมื่อจำเลยนำภาพถ่ายหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินไปใช้อ้างเป็นเอกสารแนบท้ายคำร้องและคำฟ้องโดยรู้อยู่แล้วว่าหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินเป็นเอกสารปลอม การกระทำของจำเลยจึงเป็นการใช้เอกสารสิทธิปลอมแล้ว(ม.265,268ว.แรก)
ฎีกา 10647/2554 การวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่นแต่ทรัพย์นั้นมีราคาน้อย จะปรับบทลงโทษอย่างไร
คำถาม วาลเพลิงเผาร้านซึ่งมีลักษณะเป็นเพิงไม้ชั้นเดียวยกพื้นสูงเป็นห้องโล่งปลูกอยู่ริมถนนเหนือคูน้ำ ไม่มีผู้ใดพักอาศัย รอบๆไม่มีบ้านเรืองบุคคลอื่นอยู่ รวมราคาทรัพย์ที่ถูกเพลิงไหม้หมื่นบาทเศษ จะเป็นความผิดฐานใด
คำตอบ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้
คำพิพากษาฎีกาที่ 10647/2554 (ป.อ. มาตรา 217, 223)
“จำเลยจุดไฟเผาร้านของผู้เสียหายทำให้เกิดเพลิงลุกไหม้เป็นเหตุให้โต๊ะเก้าอี้ อุปกรณ์เคลือบบัตร ไม้ และกระเบื้องของร้านเสียหาย รวมราคาทรัพย์ที่ถูกเพลิงไหม้ทั้งสิ้นประมาณ 15,500 บาท ร้านของผู้เสียหายดังกล่าวมีลักษณะเป็นเพลิงไม้ชั้นเดียว ยกพื้นสูงเป็นห้องโล่ง ปลูกอยู่ริมถนนเหนือคูน้ำไม่มีผู้ใดพักอาศัย รอบๆ ไม่มีบ้านเรือนบุคคลอื่นอยู่ ดังนี้ จึงต้องถือว่า ร้านของผู้เสียหายและทรัพย์สินถูกเพลิงไหม้มีราคาน้อยทั้งขณะเกิดเหตุไม่มีบุคคลอยู่อาศัยย่อมไม่น่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่น การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 223
ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลย ตาม ป.อ. มาตรา 217 ให้จำคุก 2 ปี และศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนโดยไม่ได้แก้ไขจึงเป็นการไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้จำเลยจะมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจแก้ไขปรับบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้องได้ ประกอบกับในชั้นฎีกาจำเลยวางเงินชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหาย 15,500 บาท ต่อศาลชั้นต้น ถือได้ว่าเป็นการบรรเทาผลร้ายที่เกิดขึ้นจึงเห็นควรกำหนดโทษให้เหมาะสมด้วย
ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 223 จำคุก 1 ปี”
หมายเหตุ
1. ป.อ. มาตรา 217 บัญญัติว่า “ผู้ใดวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ 1,000 บาท ถึง 14,000 บาท........”
2. ป.อ. มาตรา 223 บัญญัติว่า “ความผิดดังกล่าวในมาตรา 217 มาตรา 218 มาตรา 220, มาตรา 221 หรือมาตรา 222 นั้น ถ้าทรัพย์ที่เป็นอันตรายหรือที่น่าจะเป็นอันตรายเป็นทรัพย์ที่มีราคาน้อยและการกระทำนั้นไม่น่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่น ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปีหรือปรับไม่เกิน 6,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ.....”
3. ป.อ. มาตรา 223 เป็นกรณีวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่นแล้วผู้กระทำได้รับโทษน้อยลง การปรับบทลงโทษน่าจะเป็นว่า “จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 217 ประกอบด้วยมาตรา 223” หรือไม่ ให้พิจารณาศึกษาเปรียบเทียบกับคำพิพากษาฎีกาต่อไปนี้ในประเด็นการปรับบท