เก็งรายข้อ เนติฯ ข้อ 9 จาก ฎีกาอาญาน่าสนใจสมัย1/ 66 | ศูนย์รวมข้อมูลกฎหมาย เตรียมสอบ 3 สนาม ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม

เก็งรายข้อ เนติฯ ข้อ 9 จาก ฎีกาอาญาน่าสนใจสมัย1/ 66




แนวข้อ9อาญา หมวด มาตรา รัฐธรรมนูญ

ปีล่าสุดทำแปลก ออก ฏีกา ครับ 

ปีนี้2556 เน้น

รัฐธรรมนูญ มาตรา 6 รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใด ของกฎหมายกฎ หรือ ข้อบังคับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัติ นั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้

รัฐธรรมนูญ มาตรา 211 คณะรัฐมนตรีที่จะเข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน ต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภาโดยไม่มีการลงมติความไว้วางใจ ทั้งนี้ ภายในสิบห้าวันนับแต่วันเข้ารับหน้าที่

     ก่อนแถลงนโยบายต่อรัฐสภาตามวรรคหนึ่ง หากมีกรณีที่สำคัญ และจำเป็นเร่งด่วนซึ่งหากปล่อยให้เนิ่นช้าไปจะกระทบต่อประโยชน์ สำคัญของแผ่นดิน คณะรัฐมนตรีที่เข้ารับหน้าที่จะดำเนินการไป พลางก่อนเพียงเท่าที่จำเป็นก็ได้

รัฐธรรมนูญ มาตรา 212 ในการบริหารราชการแผ่นดิน รัฐมนตรีต้องดำเนิน การตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และนโยบายที่ได้ แถลงไว้ตาม มาตรา 211 และต้องรับผิดชอบต่อสภาผู้แทนราษฎร ในหน้าที่ของตน รวมทั้งต้องรับผิดชอบร่วมกันต่อรัฐสภาในนโยบาย ทั่วไปของคณะรัฐมนตรี

เอกชน กับ เอกชน อ้าง รัฐธรรมนูญไม่ได้ จะได้ต่อเมื่อฝ่ายหนึ่งเป็นรัฐฯเท่านั้น วิธีโต้แย้งศาลยุติธรรมเพื่อส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน ต้องอ้างว่า กม.ในรูปแบบ พรบ.หรือ พรก. ขัดรัฐธรรมนูญ

กม. ในรัฐธรรมนูญหมายถึง กม.ที่ตราขึ้นโดยองค์กรนิติบัญญัติ หรือเทียบเท่า ไม่รวม(กฎ) พระราขกฤษฏีกา. ลงมา ตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 90

 เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ อม.xx/2556

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เรื่อง การแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง [คดีหมายเลขแดงที่ อม. 1/2556] พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 119

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เรื่อง การแสดงรายการบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของเจ้าหน้าที่ของรัฐ [คดีหมายเลขแดงที่ อม. 2/2556พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 119

 

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เรื่อง การแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง [คดีหมายเลขแดงที่ อม. 4/2556]พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 119

เลยเอาตรวจสอบฎีกา ปีปัจจุบัน ซึ่ง ซ้ำกับปีที่แล้ว 3 เรื่อง จากทั้งหมด 4 เรื่อง และ ไปซ้ำกับข้อสอบปีที่แล้ว

ข้อ 9.อาญา สมัยุ65ปี2555 (ผิดคาดหมาย นำ อม.มาออก)

นายบุญมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดก่อนที่ต้องพ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุยุบสภา ต่อมาเมื่อมีการเลือกตั้งทั่วไป นายบุญมาได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในเขตเลือกตั้งเดิมอีก ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปไม่นาน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ขอให้วินิจฉัยว่า นายบุญมาจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน กรณีเข้ารับตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดก่อนเป็นเท็จ ให้นายบุญมาพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กับห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือตำแหน่งใดในพรรคการเมืองเป็นเวลาห้าปี ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาตรา 263 และขอให้ลงโทษทางอาญาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 119 นายบุญมาให้การต่อสู้คดีว่า ตนมิได้จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินเป็นเท็จ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่มีอำนาจพิพากษาให้ตนพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ดำรงอยู่ในปัจจุบัน เพราะกรณีตามคำร้องเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในขณะดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดก่อน และไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ในส่วนอาญาเพราะไม่มีกฎหมายใดให้อำนาจ

หากข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนฟังได้ว่า นายบุญมาจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินเป็นเท็จ

ให้วินิจฉัยว่า

(ก) ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะมีคำพิพากษาให้นายบุญมาพ้นจากตำแหน่งสมาชิกผู้แทนราษฎรที่ดำรงอยู่ในปัจจุบันได้หรือไม่

(ข) ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีอำนาจพิพากษาลงโทษนายบุญมาในคดีส่วนอาญาหรือไม่

ธงคำตอบ

(ก) แม้กรณีตามคำร้องเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในขณะที่นายบุญมาดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดก่อน แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่านายบุญมาจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินกรณีเข้ารับตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดก่อนเป็นเท็จ นายบุญมาย่อมต้องห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองทุกตำแหน่งเป็นเวลาห้าปี นับแต่วันที่ศาลวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 263 วรรคสอง ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจึงมีคำพิพากษาให้นายบุญมาพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ดำรงอยู่ในปัจจุบันได้ (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ อม.3/2555)

(ข) แม้ไม่มีกฎหมายให้อำนาจศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิจารณาพิพากษาคดีจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินเป็นเท็จในส่วนที่เป็นความผิดทางอาญาโดยชัดแจ้งก้ตาม แต่เนื่องจากพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 119 กับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 263 วรรคหนึ่ง มีองค์ประกอบเหมือนกันและบันทึกเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีหมายเหตุระบุว่า ให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีอำนาจวินิจฉัยคดีประเภทนี้แทนศาลรัฐธรรมนูญเพราะจะต้องพิจารณาวินิจฉัยเกี่ยวกับการกระทำผิดทางอาญา (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ อม.12/2551) นอกจากนี้เมื่อให้อำนาจคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติยื่นคำร้องว่า นายบุญมาจงใจยื่นบัญชีฯเป็นเท็จ อันเป็นคำขอหลักหรือคำขอประธานแล้ว ในส่วนความผิดอาญาซึ่งเป็นคำขอรองหรือคำขออุปกรณ์ก็สมควรจะได้วินิจฉัยโดยศาลเดียวกัน เพื่อความสะดวกรวดเร็วไม่ลักลั่น และไม่เกิดปัญหาคำวินิจฉัยขัดกัน ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจึงมีอำนาจพิพากษาลงโทษนายบุญมาในคดีส่วนอาญาได้ (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ อม.4/2555)

เหลือฎีกาที่ต่างจากชาวบ้าน ฎีกาเดียวคือ

 

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เรื่อง ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ความ ผิดต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา

 

[คดีหมายเลขแดงที่ อม. 3/2556

พิเคราะห์แล้วมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้น การปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ หรือไม่ องค์คณะผู้พิพากษา มีมติด้วยเสียงข้างมากว่า การปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือโดยทุจริตอันจะเป็นความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ นั้น จะต้องได้ความว่าเจ้าพนักงานผู้นั้น มีหน้าที่โดยตรง

ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้หรือได้รับมอบหมายให้มีหน้าที่นั้น ๆ เท่านั้น ถ้าการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติไม่เกี่ยวกับหน้าที่ของเจ้าพนักงานผู้นั้นโดยตรงแล้ว ย่อมไม่เป็นความผิดตามมาตรานี้ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไม่มีหน้าที่ตามกฎหมาย หรือได้รับมอบหมาย โดยชอบด้วยกฎหมายให้เป็นเจ้าพนักงานผู้ดำเนินการเลือกตั้ง หรือมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการที่สองว่า เมื่อการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีอำนาจวินิจฉัยคดีต่อไปหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญา ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๒๔ บัญญัติว่า ในการฟ้องคดีอาญาสำหรับ การกระทำอันเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทและบทใดบทหนึ่งอยู่ในอำนาจของศาล ให้ศาล

รับพิจารณาพิพากษาข้อหาความผิดบทอื่นไว้ด้วยเมื่อโจทก์บรรยายฟ้องในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๕๗ และข้อหาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๕๓ (๑) และมาตรา ๕๗ ครบองค์ประกอบความผิดแล้ว และการกระทำตามคำฟ้องเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท เมื่อความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙(๑) ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจึงมีอำนาจรับพิจารณาพิพากษาข้อหาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๕๐ ด้วย การที่ศาลมีคำสั่งประทับฟ้องเป็นการสั่งรับคดีไว้พิจารณาทั้งคดี ซึ่งต่อมามีการไต่สวนพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลย ก็เป็นการไต่สวนที่ครอบคลุมข้อเท็จจริงทุกประเด็น แม้ความปรากฏจากการไต่สวนว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ ศาลก็สามารถวินิจฉัยประเด็นอื่น ๆ ที่เหลือได้ ดังนั้น องค์คณะผู้พิพากษาจึงมีมติด้วยเสียงข้างมากว่า ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีอำนาจวินิจฉัยข้อหาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๕๓ (๑) และมาตรา ๕๗ ต่อไปได้

 

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการที่สามว่า จำเลยกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๕๓ (๑)หรือไม่ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มา ซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๕๓ บัญญัติว่า ห้ามมิให้ผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้แก่ตนเอง หรือผู้สมัครอื่น หรือพรรคการเมืองใด หรือให้งดเว้นการลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้

(๑) จัดทำ ให้เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณ

เป็นเงินได้ แก่ผู้ใด...

ตามฟ้องโจทก์กล่าวหาทำนองว่าจำเลยเสนอให้ หรือสัญญาว่าจะให้ค่าตอบแทน แก่หมอดินอาสาเหมือนกับอาสาสมัครประจำหมู่บ้าน จำเลยนำสืบว่า ผู้เข้ารับการอบรมเป็นฝ่ายสอบถามเรื่องค่าตอบแทนหมอดินอาสาก่อน จำเลยจึงรับ จะไปดำเนินการผลักดันนโยบายเกี่ยวกับหมอดินอาสา ซึ่งเป็นนโยบายของพรรคภูมิใจไทยอยู่แล้ว และมิใช่เรื่องที่จำเลยกระทำการอนุมัติค่าตอบแทนหมอดินอาสาได้เองและจากการไต่สวนได้ความว่า เมื่อจำเลยบรรยายเรื่องภารกิจของหมอดินอาสาจบ ได้สอบถามหมอดินอาสา ว่ามีอะไรจะซักถามหรือไม่ นายสุดใจ รักษาราษฎร์ พยานโจทก์ ซึ่งเป็นหมอดินอาสาผู้เข้ารับการอบรม และเป็นผู้ทำหนังสือคัดค้านการเลือกตั้ง เขียนจดหมายสอบถามเรื่องค่าตอบแทนหมอดินอาสา จำเลยรับว่า จะนำเอาปัญหาหรือคำถามเรื่องค่าตอบแทนไปปรึกษาหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถ้าสามารถมีช่องทางที่จะดำเนินการให้กับหมอดินอาสาได้ จำเลยในฐานะที่เป็นผู้ดูแลกรมพัฒนาที่ดิน ก็จะไปช่วยผลักดันเรื่องดังกล่าวต่อไป ดังนั้น ในเรื่องค่าตอบแทนหมอดินอาสานั้น จำเลยไม่ได้หยิบยก เรื่องดังกล่าวขึ้นมาเอง แต่เป็นเรื่องที่จำเลยตอบคำถามของนายสุดใจ และจำเลยกล่าวแต่เพียงว่า

จะช่วยผลักดันนโยบายเรื่องค่าตอบแทนของหมอดินอาสา ไม่ปรากฏว่าจำเลยซึ่งดูแลกรมพัฒนาที่ดินเสนอว่าหากหมอดินอาสาที่มีสิทธิเลือกตั้งเลือกนายพิทักษ์ ผู้สมัครจากพรรคภูมิใจไทยแล้วจะได้รับค่าตอบแทนและแม้จะมีการตั้งงบประมาณเป็นค่าตอบแทนหมอดินอาสา ก็เป็นการให้ค่าตอบแทนหมอดินอาสาทั่วประเทศ มิใช่การให้หรือเสนอให้แก่หมอดินอาสาคนหนึ่งคนใดเป็นการเฉพาะเจาะจง หรือเฉพาะกลุ่มที่มีสิทธิเลือกตั้ง ในเขตเลือกตั้งที่ ๓ จังหวัดสกลนคร ดังนั้น การตอบคำถามเรื่องค่าตอบแทนหมอดินอาสาดังกล่าว จำเลยจึงไม่น่าจะมีเจตนาพิเศษเพื่อจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้เลือก นายพิทักษ์ ผู้สมัครจากพรรคภูมิใจไทย

เพราะผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ทั้งจำเลยและผู้เข้ารับการอบรม ตลอดจนข้าราชการในกรมพัฒนาที่ดิน ต่างทราบดีว่าการให้ค่าตอบแทนหมอดินอาสาเป็นไปได้ยาก และเรื่องดังกล่าวไม่มีผลชักจูงใจหมอดินอาสา ผู้มีสิทธิเลือกตั้งแต่อย่างใด ดังปรากฏจากคำเบิกความของนายสุดใจเองว่า เมื่อจำเลยพูดเช่นนั้น นายสุดใจ ไม่รู้สึกอย่างไรเพราะชินแล้ว เนื่องจากมีการพูดเรื่องดังกล่าวมาตลอด ผู้เข้ารับการอบรมต่างรู้สึก เช่นเดียวกันว่าใครมาประชุมก็พูดรับไปเช่นนี้นั่นเอง และปรากฏจากคำเบิกความของนางนงนุช ศรีพุ่ม พยานโจทก์ซึ่งในขณะเกิดเหตุเป็นผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ และรักษาการ ในตำแหน่งหัวหน้าสถานีพัฒนาที่ดินสกลนครว่า กรมพัฒนาที่ดินผลักดันเรื่องค่าตอบแทนหมอดินอาสามานาน แต่จำนวนหมอดินอาสาทั่วประเทศมีมากถึง ๗๐,๐๐๐ กว่าราย การที่จะทำงบประมาณเสนอรัฐบาล เพื่อให้ค่าตอบแทนจึงเป็นไปได้ยาก นอกจากนี้

นายธวัชชัย สำโรงวัฒนา พยานโจทก์ซึ่งขณะเกิดเหตุ เป็นอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เบิกความว่า ขณะเกิดเหตุรัฐบาลไม่มีนโยบายเรื่องการให้ค่าตอบแทนหมอดินอาสา เพราะต้องใช้งบประมาณประมาณ ๔๐๐ ล้านถึง ๕๐๐ ล้านบาทต่อปี และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไม่เคยของบประมาณในเรื่องดังกล่าว ส่วนที่จำเลยพูดเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่ว่า หากเลือกนายพิทักษ์ เบอร์ ๑ พรรคภูมิใจไทยที่จำเลยสังกัดอยู่ จะได้ ส.ส. เป็นฝ่ายรัฐบาล จะได้ประโยชน์ที่ได้ใกล้ชิดกับรัฐบาล สามารถจัดสรรงบประมาณลงมาพัฒนาพื้นที่ของตนได้มากนั้น ก็เป็นการพูดหาเสียงตามปกติทั่วไป องค์คณะผู้พิพากษาจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า พยานหลักฐานที่ได้จากการไต่สวนยังฟังไม่ได้ว่า จำเลยกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๕๓ (๑)

 

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า จำเลยกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ

ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๕๗

วรรคหนึ่ง หรือไม่ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๕๗ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ

ใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมายกระทำการใด ๆ เพื่อเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัคร

หรือพรรคการเมือง เห็นควรวินิจฉัยก่อนว่า จำเลยเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ

ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๕๐ หรือไม่ เห็นว่าคำว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐมีความหมายกว้าง แตกต่างจากคำว่า เจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา ๑๕๗ เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่จำต้องมีหน้าที่โดยตรงตามที่กฎหมายบัญญัติไว้หรือได้รับมอบหมาย

ให้มีหน้าที่นั้น ๆ เพราะเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๕๗ ต้องการให้บุคคล

ในภาครัฐ เช่น ข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น

วางตัวเป็นกลาง ไม่อาศัยอำนาจหรือหน้าที่ในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐไปช่วยเหลือ หรือกลั่นแกล้ง

ผู้สมัครรับเลือกตั้งรายหนึ่งรายใด อันจะทำให้เกิดความได้เปรียบหรือเสียเปรียบในระหว่างผู้สมัครรับเลือกตั้ง

ประกอบกับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเป็นข้าราชการการเมือง ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการการเมือง

พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๔ (๖) และถือเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามนัยมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติ

ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนั้น รัฐมนตรีช่วยว่าการ

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์แม้ไม่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งก็เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามความหมายของ

พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา

พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๕๗ ด้วย จำเลยจึงมีฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ

 

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยเป็นผู้จัดการให้มีการอบรมเพื่อหาเสียงให้ นายพิทักษ์ จันทศรี

หรือไม่ ได้ความจากการไต่สวนว่า กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายส่งเสริม

การใช้สารอินทรีย์เพื่อลดการใช้สารเคมีทางการเกษตร โดยการถ่ายทอดความรู้ให้แก่สมาชิกกลุ่มเกษตรกร

ในปี ๒๕๕๒ กรมพัฒนาที่ดินให้งบประมาณจำนวน ๒๕๒,๐๐๐ บาท แก่สถานีพัฒนาที่ดินสกลนคร

เพื่อจัดอบรมเชิงปฏิบัติการให้แก่ประธานกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดสกลนคร จำนวน ๔๒๐ คน

สถานีพัฒนาที่ดินสกลนครจึงจัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ประสบการณ์ดำเนินงานของ

ประธานกลุ่มเกษตรกรใช้สารอินทรีย์เพื่อลดใช้สารเคมีทางการเกษตรโดยแบ่งการอบรมเป็น ๒ รุ่น

รุ่นที่ ๑ อบรม จำนวน ๑๔๐ คน ที่โรงแรมริมปาว อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ ในวันที่ ๑๒ มิถุนายน

๒๕๕๒ ผู้เข้ารับการอบรมเป็นประธานกลุ่มเกษตรกร หรือหมอดินอาสา จากอำเภอสว่างแดนดิน

อำเภอส่องดาว อำเภอเจริญศิลป์ อำเภอบ้านม่วง และอำเภอคำตากล้า จังหวัดสกลนคร รุ่นที่ ๒ อบรม

จำนวน ๒๘๐ คน ที่โรงแรมอิมพีเรียล อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร ในวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๒

จึงเห็นได้ว่าเป็นการจัดอบรมตามปกติตามนโยบายของกรมพัฒนาที่ดิน ซึ่งได้จัดสรรงบประมาณให้แก่สถานีพัฒนาที่ดินทั่วประเทศ มิใช่การให้งบประมาณแก่สถานีพัฒนาที่ดินสกลนครโดยเฉพาะเจาะจง

อีกทั้งสถานีพัฒนาที่ดินสกลนครเริ่มดำเนินโครงการก่อนที่จะมีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้ง

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขตเลือกตั้งที่ ๓ และก่อนที่จำเลยจะได้รับพระบรมราชโองการ

โปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตามสำเนาบันทึกข้อความ

ของสถานีพัฒนาที่ดินสกลนคร ที่ กษ ๐๘๑๒.๑๑/๓๒๘ ลงวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๒

เอกสารหมาย จ. ๑๒ จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ซึ่งรับผิดชอบดูแลกรมพัฒนาที่ดินจัดการอบรมขึ้นเพื่อหาเสียงให้แก่นายพิทักษ์ จันทศรี

 

ส่วนที่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยพูดให้ผู้เข้ารับการอบรมฟังว่า การเลือกตั้งเที่ยวนี้ขอฝากพรรคภูมิใจไทยด้วย พรรคภูมิใจไทยได้ส่งผู้สมัครหมายเลข ๑ คือ นายพิทักษ์ จันทศรี ...นั้น

ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนได้ความว่า จำเลยพูดว่า การเลือกตั้งในวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๒ พี่น้องตัดสินใจเอาว่าเลือกใครพรรคไหน เพราะมีอยู่แค่ ๒ พรรค ถ้าพี่น้องจะเลือก ส.ส. แล้วได้เป็นฝ่ายค้าน พี่น้องก็เลือกเอานางอนุรักษ์ บุญศล เบอร์ ๒ พรรคเพื่อไทย แต่ถ้าพี่น้องอยากจะได้ ส.ส. เป็นฝ่ายรัฐบาล พี่น้องก็เอานายพิทักษ์ จันทศรี เบอร์ ๑ พรรคภูมิใจไทย ถ้าเลือก ส.ส. เป็นฝ่ายรัฐบาล ได้ใกล้ชิดกับรัฐมนตรี ใกล้ชิดกับรัฐบาล สามารถจัดสรรงบประมาณลงมาพัฒนาพื้นที่ของตนได้มาก แต่ถ้าเลือก ส.ส.เป็นฝ่ายค้านก็ต้องไปทำหน้าที่ในการพูด ในการอภิปราย ถ้าเป็น ส.ส.ฝ่ายค้านที่ไม่มีความรู้ ไม่มีความสามารถ ไม่กล้าพูด ไม่กล้าอธิบายในสภา เราก็จะเสียประโยชน์ ต้องนั่งบังเสา”

เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่ง สมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๕๗ วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ว่า “... กระทำการใด ๆ เพื่อเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมือง โดยกำหนดเฉพาะการกระทำโดยมิชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเป็นกรณี ๆ ไป คดีนี้เมื่อพิจารณาจากคำกล่าวของจำเลยแล้ว ถ้อยคำที่ว่า ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลมีโอกาสได้รับการจัดสรรงบประมาณมากกว่า ส.ส.จากฝ่ายค้าน

เป็นข้อเท็จจริงที่ทราบกันทั่วไปว่าในระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลซึ่งเป็นฝ่ายบริหารเป็นผู้กำหนด และจัดสรรงบประมาณ ส่วนถ้อยคำที่จำเลยพูดฝากให้ผู้เข้ารับการอบรมพิจารณาเลือกผู้สมัครหมายเลข ๑ ที่มาจากพรรคภูมิใจไทยนั้น ก็เป็นคำพูดที่ต่อเนื่องมาจากการที่ผู้เข้ารับการอบรมพูดว่า จำเลยเป็นคนทรยศ ย้ายไปอยู่พรรคภูมิใจไทย จำเลยจึงพูดอธิบายสาเหตุที่ย้ายจากพรรคเพื่อไทยไปอยู่พรรคภูมิใจไทยแล้วจึงขอฝากผู้สมัคร หมายเลข ๑ ที่มาจากพรรคภูมิใจไทย ข้อความที่จำเลยกล่าวยังไม่มีส่วนใดที่บ่งชี้ว่า จำเลยใช้ตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยมิชอบด้วยกฎหมายเพื่อเป็นคุณ หรือเป็นโทษแก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมือง องค์คณะผู้พิพากษาจึงมีมติด้วยเสียงข้างมากว่า ข้อเท็จจริง ตามทางไต่สวนยังฟังไม่ได้ว่า จำเลยกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๕๗ วรรคหนึ่ง


 ปิดหน้านี้  กดพิมพ์ (Print) หน้านี้

www.LawSiam.com : ศูนย์รวมข้อมูลกฎหมาย เตรียมสอบ 3 สนาม