Oops! It appears that you have disabled your Javascript. In order for you to see this page as it is meant to appear, we ask that you please re-enable your Javascript!
การสืบพยานก่อนฟ้องคดี ( มาตรา 237 ทวิ, 237 ตรี) | ศูนย์รวมข้อมูลกฎหมาย เตรียมสอบ 3 สนาม ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม
การสืบพยานก่อนฟ้องคดี ( มาตรา 237 ทวิ, 237 ตรี)
การสืบพยานก่อนฟ้องคดี ( มาตรา 237 ทวิ, 237 ตรี)
คำถาม การสืบพยานไว้ล่วงหน้าก่อนฟ้องค
ดี พยานที่จะขอสืบได้ได้แก่......
ก. พยานบุคคล
ข. พยานบุคคลและพยานเอกสาร
ค. พยานบุคคล,พยานเอกสาร และพยานวัตถุ
ง. พยานทุกชนิด
ตอบ ก.
เหตุผล การสืบพยานล่วงหน้าก่อนฟ้องคดีต
ามมาตรา 237 ทวิ ใช้กับพยานบุคคลเท่านั้น
คำถาม ข้อใดต่อไปนี้กล่าวถูกต้องเกี่ย
วกับผู้มีสิทธิยื่นคำร้องขอสืบพ
ยานล่วงหน้า
...
ก. พนักงานอัยการโดยตนเอง
ข. ผู้ต้องหาโดยตนเอง
ค. ผู้เสียหาย และพนักงานสอบสวนจะยื่นเองไม่ได
้ ต้องผ่านพนักงานอัยการเท่านั้น
ง. ถูกทุกข้อ
ตอบ ข้อ ง.
เหตุผล ป.วิ.อ. มาตรา 237 ทวิ บัญญัติว่า “ก่อนฟ้องคดีต่อศาล เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าพย
านบุคคลจะเดินทางออกไปนอกราชอาณ
าจักร ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง หรือเป็นบุคคลมีถิ่นที่อยู่ห่าง
ไกลจากศาลที่พิจารณาคดีหรือมีเห
ตุจำเป็นอื่นอันเป็นการยากแก่กา
รนำพยานนั้นมาสืบในภายหน้า พนักงานอัยการโดยตนเองหรือโดยได
้รับคำร้องขอจากผู้เสียหายหรือจ
ากพนักงานสอบสวน จะยื่นคำร้องโดยระบุการกระทำทั้
งหลายที่อ้างว่าผู้ต้องหาได้กระ
ทำความผิด และผู้นั้นถูกควบคุมอยู่ในอำนาจ
พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการ
ให้พนักงานอัยการนำตัวผู้นั้นมา
ศาลหากถูกควบคุมอยู่ในอำนาจของศ
าล ให้ศาลเบิกตัวผู้นั้นมาพิจารณาต
่อไป
เมื่อศาลได้รับคำร้องเช่นว่านั้
น ให้ศาลสืบพยานนั้นทันที ในการนี้ผู้ต้องหาจะซักค้านหรือ
ตั้งทนายความซักค้านพยานนั้นด้ว
ยก็ได้
ในกรณีตามวรรคสอง ถ้าเป็นกรณีที่ผู้ต้องหานั้นถูก
กล่าวหาว่ากระทำความผิดอาญาซึ่ง
หากมีการฟ้องคดีจะเป็นคดีซึ่งศา
ลจะต้องตั้งทนายความให้ หรือจำเลยมีสิทธิขอให้ศาลตั้งทน
ายความให้ตามมาตรา 173 ก่อนเริ่มสืบพยานดังกล่าว ให้ศาลถามผู้ต้องหาว่ามีทนายควา
มหรือไม่ ในกรณีที่ศาลต้องตั้งทนายความให
้ถ้าศาลเห็นว่าตั้งทนายความให้ท
ันทีก็ให้ตั้งทนายความให้และดำเ
นินการสืบพยานนั้นทันที แต่ถ้าศาลซักถามพยานนั้น ให้แทน
คำเบิกความของพยานดังกล่าวให้ศา
ลอ่านให้พยานฟัง หากมีตัวผู้ต้องหาอยู่ในศาลด้วย
แล้วก็ให้ศาลอ่านคำเบิกความดังก
ล่าวต่อหน้าผู้ต้องหา
ถ้าต่อมาผู้ต้องหาว่า หากตนถูกฟ้องเป็นจำเลยในการกระท
ำความผิดอาญานั้น ก็ให้รับฟังคำพยานดังกล่าวในการ
พิจารณาคดีนั้นได้
ในกรณีที่ผู้ต้องหาว่า หากตนถูกฟ้องเป็นจำเลยแล้ว บุคคลซึ่งจำเป็นจะต้องนำมาสืบเป
็นพยานของตนจะเดินทางออกไปนอกรา
ชอาณาจักร ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งหรือเ
ป็นบุคคลมีถิ่นที่อยู่ห่างไกลจา
กศาลที่พิจารณาคดี หรือมีเหตุอันควรเชื่อว่าจะมีกา
รยุ่งเหยิงกับพยานไม่ว่าโดยทางต
รงหรือโดยทางอ้อม หรือมีเหตุอันเป็นอื่นอันเป็นกา
รยากแก่การนำพยานนั้นมาสืบในภาย
หน้า ผู้ต้องหานั้นจะยื่นคำร้องต่อศา
ลโดยแสดงเหตุผลตามจำเป็นเพื่อให
้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้สืบพยานบุ
คคลนั้นไว้ทันทีก็ได้
เมื่อศาลเห็นสมควร ให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้สืบพยาน
นั้นและแจ้งให้พนักงานสอบสวนและ
พนักงานอัยการที่เกี่ยวข้องทราบ
ในการสืบพยานดังกล่าว พนักงานอัยการมีสิทธิที่จะซักค้
านพยานนั้นได้และให้นำความในวรร
คสาม วรรคสี่ และวรรคห้า มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ให้นำบทบัญญัติในมาตรา 172 ตรี มาใช้บังคับโดยอนุโลมแก่การสืบพ
ยานที่เป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแป
ดปี”
คำถาม บุคคลใดต่อไปนี้มีสิทธิยื่นคำร้
องขอต่อศาลขอสืบพยานไว้ล่วงหน้า
ก่อนวันนัดสืบพยานได้
ก. พนักงานอัยการ
ข. ผู้เสียหายผู้เป็นโจทก์
ค. จำเลย
ง. ถูกทุกข้อ
เฉลย ง.
เหตุผล พนักงานอัยการสามารถยื่นคำร้องข
อสืบพยานล่วงหน้าต่อศาลได้ตาม ป.วิ. อ. มาตรา 55/1
ป.วิ. อ.มาตรา 55/
1 บัญญัติว่า “ในคดีพนักงานอัยการเป็นโจทก์ ถ้าศาลมีคำสั่งให้ออกหมายเรียกพยานโ
จทก์โดยมิได้กำหนดวิธีการส่งไว้
ให้พนักงานอัยการมีหน้าที่ดำเนิ
นการให้หัวหน้าพนักงานสอบสวนแห่
งท้องที่เป็นผู้จัดส่งหมายเรียก
แก่พยานและติดตามพยานโจทก์มาศาล
ตามกำหนดนัดแล้วแจ้งผลการส่งหมา
ยเรียกไปยังศาลและพนักงานอัยการ
โดยเร็ว หากปรากฏว่าพยานโจทก์มีเหตุขัดข
้องไม่อาจมาศาลได้หรือเกรงว่าจะ
เป็นการยากที่จะนำพยานนั้นมาสืบ
ตามที่ศาลนัดไว้ ก็ให้พนักงานอัยการขอให้ศาลสืบพ
ยานนั้นไว้ล่วงหน้าตาม มาตรา 173/2 วรรคสอง....”
ข้อสังเกต คู่ความสามารถยื่นคำร้องขอสืบพย
านล่วงหน้าต่อศาลได้ ตาม ป.วิ. อ.มาตรา 173/2 วรรคสอง (ซึ่งคำว่าคู่ความ หมายถึง โจทก์ จำเลย......)
มาตรา 173/
2 วรรค 2 บัญญัติว่า “ในกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งความย
ุติธรรม เมื่อศาลเห็นสมควรหรือคู่ความฝ่
ายหนึ่งฝ่ายใดร้องขอ ศาลจะมีคำสั่งให้สืบพยานหลักฐาน
ที่เกี่ยวกับประเด็นสำคัญในคดีไ
ว้ล่วงหน้าก่อนถึงกำหนดวันนัดสื
บพยานก็ได้......”
คำถาม ข้อใดถูก (แนวข้อสอบ)
ก. การขอให้ศาลสืบพยานบุคคลไว้ก่อน
ฟ้องคดี จำเลยมีสิทธิขอได้
ข. การสืบพยานบุคคลไว้ก่อนฟ้อง ศาลจะต้องอ่านและอธิบายฟ้องให้จ
ำเลยฟังด้วย
ค. การสืบพยานบุคคลไว้ก่อนฟ้อง จำเลยจะซักค้านพยานไม่ได้
ง. การสืบพยานบุคคลไว้ก่อนฟ้อง พนักงานสอบสวนยื่นคำขอเองต่อศาล
ได้
เฉลย ก.
การสืบพยานล่วงหน้าในคดีอาญา (ก่อนฟ้องคดีตาม ป.วิ.อ มาตรา 237 ทวิ)
หลักที่ต้องจำเข้าห้องสอบ
1. ก่อนฟ้องคดีต่อศาลมีเหตุอันควรเ
ชื่อได้ว่า
1.1 พยานบุคคลซึ่งจะเดินทางออกไปนอก
ราชอาณาจักร
1.2 พยานบุคคลไม่มีที่อยู่เป็นหลักแ
หล่ง
1.3 พยานบุคคลเป็นบุคคลที่ถิ่นที่อย
ู่ห่างไกลจากศาลที่พิจารณาคดี
1.4 จะมีการยุ่งเหยิงกับพยานนั้นไม่
ว่าโดยทางตรง หรือ ทางอ้อม
1.5 มีเหตุจำเป็นอื่นอันเป็นการยากแ
ก่การนำพยานนั้นมาสืบในภายหน้า
2. พนักงานอัยการต้องเป็นผู้ยื่นคำ
ร้องต่อศาลเพื่อให้มีการสืบพยาน
นั้นไว้ทันที
โดยพนักงานอัยการเอง
โดยได้รับการร้องขอจากผู้เสียหา
ย
โดยได้รับการร้องขอจากพนักงานสอ
บสวน
3. ถ้ารู้ตัวผู้กระทำผิดและผู้นั้น
ถูกควบคุมอยู่ให้นำตัวหรือเบิกต
ัวผู้นั้นมาศาล
ข้อสังเกต
ฎ. 2980/
2547 แม้ผู้ต้องหาจะไม่ถูกจับกุมและถูกควบค
ุมตัวอยู่ ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้สืบพยานบุค
คลล่วงหน้าตาม ป.วิ.อ.มาตรา 237 ทวิได้
4. คำร้องของพนักงานอัยการจะต้องระ
บุถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่
าผู้ต้องหาได้กระทำผิด (กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือองค์ประก
อบของความผิดตามมาตรา 158(5)
5. ผู้ต้องหาจะซักค้าน หรือตั้งทนายความซักค้านพยานนั้
นได้
6. มาตรา 237 ทวิ ให้สิทธิผู้ต้องหาที่จะขอสืบพยา
นบุคคลได้ล่วงหน้าเช่นกัน แต่ในทางปฏิบัติไม่ค่อยมีการร้อ
งขอเช่นนี้
7. ถึงแม้ว่ามาตรา 237 ทวิ จะให้สิทธิในการสืบพยานบุคคลเท่
านั้น
แต่ในการนำสืบพยานบุคคลนั้นย่อม
นำสืบรับรองพยานเอกสารและพยานวั
ตถุและอ้างส่งพยานเอกสารและพยาน
วัตถุได้ แต่จะส่งพยานเอกสารและพยานวัตถุ
โดยไม่มีการนำสืบพยานบุคคลไม่ได
้
8. คำพยานนั้นรับฟังได้เมื่อผู้ต้อ
งหาถูกฟ้องเป็นจำเลยในภายหลัง การฟ้องคดีนั้นต้องเป็นการฟ้องผ
ู้ต้องหาเป็นจำเลยในการกระทำควา
มผิดอาญานั้นเท่านั้น ถ้าไปฟ้องในความผิดฐานอื่นก็ไม่
เข้าองค์ประกอบตามบทบัญญัตินี้
ประเด็นที่สำคัญ
การขอให้ศาลสืบพยานไว้ก่อนฟ้องค
ดีตามมาตรา 237 ทวิ ไม่จำต้องเป็นกรณีที่ผู้ต้องหาถ
ูกควบคุมตัวอยู่หรือไม่ แม้ผู้ต้องหาไม่ถูกควบคุมตัวอยู
่ศาลก็สืบพยานไว้ก่อนได้ (ฎ. 2980/47)
ในการดำเนินกระบวนการพิจารณาคดี
อาญาในกรณีปกติ เมื่อจำเลยมาอยู่ต่อหน้าศาลแล้ว
และศาลเชื่อว่าเป็นจำเลยจริง ให้ศาลอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเล
ยฟังและถามว่ากระทำผิดจริงหรือไ
ม่ จะให้การต่อสู้คดีอย่างไร ตามมาตรา 172 วรรคสอง
แต่ในกรณีการสืบพยานไว้ก่อน ตามมาตรา 237 ทวิ ไม่อยู่ภายใต้บังคับมาตรา 172 วรรคสอง (ฎ. 757/45)
คำพิพากษาฎีกา 3541-3542/2550
ป.วิ.อ. มาตรา 237 ทวิ เป็นบทบัญญัติที่กำหนดให้พนักงา
นอัยการมีสิทธิขอให้สืบพยานไว้ก
่อนฟ้องคดีต่อศาล การสืบพยานดังกล่าวจึงไม่อยู่ภา
ยใต้บังคับของมาตรา 172 วรรคสอง
คดีนี้ปรากฏว่าในวันนัดสืบพยานป
ากผู้เสียหายก่อนฟ้องคดีต่อศาล พนักงานอัยการได้แจ้งวันนัดสืบพ
ยานให้จำเลยที่ 3 ทราบแล้ว แต่จำเลยที่ 3 ไม่มาศาลและไม่แต่งตั้งทนายความ
แสดงว่าจำเลยที่3 ไม่ติดใจจะถามค้านผู้เสียหาย การสืบพยานผู้เสียหายก่อนฟ้องคด
ีต่อศาลจึงชอบด้วยกฎหมาย
กรณีที่ศาลจะซักถามพยานแทนทนายค
วามนั้น ต้องเป็นกรณีที่ผู้ต้องหาไม่มีแ
ละต้องการทนายความ ถ้าผู้ต้องหาไม่ต้องการทนายความ
ศาลก็ไม่จำต้องซักถามพยานให้ ศาลจึงรับฟังคำเบิกความนั้นได้ (ฎ. 9413/39)
คำเบิกความไว้ก่อนฟ้องคดี ในคดีอาญาอีกสำนวนหนึ่ง สามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานในค
ดีหลังซึ่งเป็นคดีเรื่องเดียวกั
นกับคดีก่อนได้
คำพิพากษาฎีกาที่ 10272/2553
คำเบิกความของผู้เสียหายและ ว. ซึ่งศาลชั้นต้นให้สืบพยานไว้ก่อ
นในคดีอาญาอีกสำนวนหนึ่ง ซึ่งพวกของจำเลยร่วมกระทำความผิ
ดกับจำเลยในคดีนี้ถูกฟ้องเป็นจำ
เลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในคดีดังกล่าว คดีนี้และคดีดังกล่าวจึงเป็นคดี
เดียวกัน แต่ที่พนักงานอัยการต้องแยกฟ้อง
เป็น 2 คดี เนื่องจากจับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ได้ก่อน ส่วนจำเลยเพิ่งจับได้ในภายหลัง เพราะจำเลยหลบหนี ดังนั้น ศาลจึงรับฟังคำเบิก ความของผู้เสียหายและ ว. ที่ได้เบิกความไว้ในคดีดังกล่าว
ในการพิจารณาคดีนี้ได้ตามประมวล
กฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา มาตรา 237 ทวิ วรรคห้า
ผู้เสียหายทำร้ายผู้ตายโดยใช้ไม
้ตีแขนขาผู้ตายก็เนื่องจากถูกจำ
เลยบังคับให้ตี เมื่อผู้เสียหายไม่ตีผู้ตาย จำเลยก็ตีผู้เสียหายทำให้ผู้เสี
ยหายได้รับบาดเจ็บมีรอยช้ำบวมที
่ใบหน้า ศีรษะ แขนและขา การที่ผู้เสียหายตีผู้ตายดังกล่
าวเป็นเพราะอยู่ภายใต้อำนาจซึ่ง
ไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือขัดขืนไ
ด้ ผู้เสียหายจึงมิได้ร่วมกระทำควา
มผิดกับจำเลย จึงมิใช่กรณีที่โจทก์อ้างจำเลยเ
ป็นพยานอันจะต้องห้ามมิให้รับฟั
งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาควา
มอาญา มาตรา 232
เทปบันทึกเสียงของกลางซึ่งพบที่
บ้านจำเลยเป็นพยานหลักฐานอย่างห
นึ่งที่พิสูจน์ความผิดหรือความบ
ริสุทธิ์ของจำเลย จำเลยมิได้ต่อสู้หรือปฏิเสธความ
ถูกต้องของเสียงที่มีการบันทึกไ
ว้ จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้
ปิดหน้านี้
กดพิมพ์ (Print) หน้านี้
www.LawSiam.com : ศูนย์รวมข้อมูลกฎหมาย เตรียมสอบ 3 สนาม