Oops! It appears that you have disabled your Javascript. In order for you to see this page as it is meant to appear, we ask that you please re-enable your Javascript!
หลักเจตนา มาตรา ๕๙ วรรคสาม | ศูนย์รวมข้อมูลกฎหมาย เตรียมสอบ 3 สนาม ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม
หลักเจตนา มาตรา ๕๙ วรรคสาม
หลักเจตนา
๑. “ไม่รู้ก็ไม่มีเจตนา”
หลักจากมาตรา ๕๙ วรรคสาม กล่าวคือ ไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ปร
ะกอบภายนอก ถ้าความไม่รู้เกิดขึ้นด้วยความป
ระมาทต้องรับผิดฐานประมาทถ้าการ
กระทำโดยประมาทนั้นมีกฎหมายบัญญ
ัติเป็นความผิด ประมาทหรือไม่ให้ดูจากข้อเท็จจร
ิง เช่น รีบร้อนยิง ไม่ดูให้ดี เช่นนี้ถือว่าประมาท
เด็กวิ่งสวนมาในเวลามือ จำเลยเข้าใจว่าเด็กเป็นสุนัขจึง
ใช้มีดแทงถูกหัวเข่าเด็กตาย จำเลยไม่ผิดตามาตรา ๒๘๘ พฤติ
...
กรรมของจำเลยถือว่าไม่มีเจตนาฆ่
าเพราะใช้มีดแทงและไม่ปรากฏว่าม
ีดนั้นด้ามใหญ่ แต่จำเลยก็ไม่ผิดมาตรา ๒๙๐ ตามที่โจทก์ฟ้องเพราะจำเลยไม่มี
เจตนาทำร้ายเด็ก เนื่องจากไม่รู้ว่าทำร้ายผู้อื่
นตรงตามหลักที่ว่า “ไม่รู้ก็ไม่มีเจตนา” แต่ความไม่รู้ของจำเลยเกิดขึ้นด
้วยความประมาทตามาตรา ๕๙ วรรคสี่ จำเลยจึงต้องรับผิดตามมาตรา ๒๙๑ (ดูมาตรา ๖๒ วรรคสองประกอบ) ถ้าเด็กไม่ต่ายแต่รับอันตรายสาห
ัส จำเลยผิดมาตรา ๓๐๐ ถ้าเด็กบาดเจ็บ (บาดเจ้บเท่ากับเกิดอันตรายแก่ก
ายและจิตใจ) จำเลยผิดมาตรา ๓๙๐ ถ้ามีดเฉี่ยวถูกเด็กเลือดออกซิบ
ๆ ถือว่าไม่เกิดอันตรายแก่กายหรือ
จิตใจ (ไม่ถือว่าบาดเจ็บ) แต่ไม่มีกฎหมายบัญญัติเป็นความผ
ิด
๒. “รู้เท่าใด มีเจตนาเท่านั้น”
แดงต้องการยิงดำซึ่งเป็นศัตรู ในความมืดเห็นขาวซึ่งเป็นบิดาเด
ินมา จึงใช้ปืนยิงขาวโดยคิดว่าเป็นดำ
ขาวตาย
แดงมีเจตนาฆ่าคนที่ถูกยิง แดงผิดมาตรา ๒๙๘ (๔) มาตรา ๕๙ (เจตนาประเภทประสงค์ต่อผล) แต่แดงไม่ผิดตามมาตรา ๒๘๙ (๑) เพราะแดงไม่รู้ว่าคนที่ถูกยิงเป
็นขาว จึงถือว่าแดงฆ่าบุพการีไม่ได้ ซึ่งเป็นไปตามหลักของมาตรา ๕๙ วรรคสาม และหลักนี้ยังบัญญัติไว้ในมาตรา
๖๒ วรรคท้ายด้วย เช่นนี้ถือว่าแดงมีเจตนาฆ่าคนแต
่ไม่มีเจตนาฆ่าบุพการี ถ้าแดงปฏิเสธว่าไม่มีเจตนาฆ่าคน
ที่ถูกยิงเพราะอ้างสำคัญผิด ก็ให้ยกมาตรา ๖๑ ขึ้นมาปิดปากแดง
๓. “รู้เท่าใดก็มีเจตนาเท่านั้น แต่ต้องไม่เกินความจริง”
แดงต้องการฆ่าขาวซึ่งเป็นบิดาจึ
งไปดักซุ่มยิง เห็นดำเดินมาคิดว่าเป็นขาว จึงใช้ปืนยิงไป ดำตาย แดงผิดมาตรา ๒๘๙ (๔) เจตนาตามมาตรา ๕๙ แต่ไม่ต้องรับผิดตามมาตรา ๒๘๙ (๑) เพราะแม้จะเข้าใจว่ากำลังยิงบุพ
การีแต่ความเป็นจริงผู้ที่ได้รั
บผลร้ายไม่ใช่บุพการี ก็ต้องรับโทษตามความเป็นจริง ตรงตามหลักที่ว่า “รู้เท่าใดก็มีเจตนาเท่านั้น แต่ต้องไม่เกินความจริง”
แดงอายุ ๑๔ ปี ๔ เดือน ยินยอมให้ดำร่วมประเวณีด้วยโดยด
ำเข้าใจว่าแดงอายุ ๑๗ ปี ดำถูกฟ้องตามมาตรา ๒๗๗ ซึ่งจะผิดมาตรา ๒๗๗ ผู้กระทำต้องมีเจตนา อายุของหญิงเป็นข้อเท็จจริงซึ่ง
เป็นองค์ประกอบภายนอก เมื่อจำเลยไม่รู้ว่าอายุไม่เกิน
๑๕ ปี และศาลก็เชื่อตามที่จำเลยกล่าวอ
้าง เท่ากับเป็นการไม่รู้ข้อเท็จจริ
งอันเป็นองค์ประกอบภายนอกของมาต
รา ๒๗๗ จึงถือว่าไม่มีเจตนาตามหลักมาตร
า ๕๙ วรรคสาม
เจตนาประสงค์ต่อผล (มาตรา ๕๙ วรรคสอง)
ประสงค์ต่อผล หมายความว่า มุ่งหมายให้ผลเกิด เช่น มาตรา ๒๘๘ ผลคือความตาย ประสงค์ต่อผล คือ ประสงค์ให้ตาย ถ้าผู้ที่ถูกฆ่าตายก็เป็นความผิ
ดสำเร็จ ถ้าไม่ตายก็เป็นพยายาม (เช่นยิงไม่ถูกหรือถูกแต่ไม่ตาย
)
ประเด็น
ข้อเท็จริงที่เกิดขึ้นบางทีมีปร
ะเด้นที่ต้องพิจารณาว่าผู้กระทำ
มีเจตนาฆ่าหรือเจตนาทำร้าย ถ้าเริ่มต้นจากเจตนาฆ่า ผู้ถูกฆ่าตายต้องลงท้ายที่มาตรา
๒๘๘ (หรือมาตรา ๒๘๙) ถ้าเริ่มต้นจากเจตนาทำร้าย ผู้ถูกทำร้ายถึงแก่ความตายลงท้า
ยที่มาตรา ๒๙๐
นายแดงวิ่งเข้ามาชกนายดำด้วยมีด
โกนที่ใช้ในร้านตัดผม ในลักษณะเฉี่ยวปาดถูกบริเวณคอ บาดแผลยาว ๑๐ เซ็นติเมตร ซึ่งฎีกาที่ ๘๑๖/
๒๕๒๐ ถือว่ามีเจตนาฆ่า (กรรมคือตัวชี้ว่ามีเจตนาฆ่าหรือทำร้
าย) ถ้าดำไม่ตาย แดงผิดมาตรา ๒๘๘ มาตรา ๕๙ มาตรา ๘๐ ถ้าดำตาย แดงจะกล่าวอ้างว่าตนจะต้องรับผิ
ดตามมาตรา ๒๙๐ ไม่ได้ เพราะการกระทำอย่างนี้ถือว่ามีเ
จตนาฆ่า ซึ่งมีหลักในการพิจารณาของเจตนา
ดังนี้
ก. อาวุธที่ใช้กระทำ
ข. อวัยวะที่ถูกกระทำ
ค. ลักษณะของบาดแผล
ง. พฤติการณ์อื่น เช่น แสงสว่าง
ตัวอย่างการใช้เรื่องผลธรรมดา
แดงโกรธดำจึงชกดำอย่างแรงที่ใบห
น้าและถูกลูกตาดำ ตาบวม เพียงเท่านี้แดงผิดมาตรา ๒๙๕ ต่อมาตาที่บวมบอด แดงผิดมาตรา ๒๙๗ ได้ ถ้าการที่ดำตาบอดนั้นเป็น
๑) ผลโดยตรงจากการที่ดำถฝุกขกตาบวม
และ
๒) เป็นผลธรรมดาตามมาตรา ๖๓ จากการที่ถูกชกตาบวม
ผลธรรมดา คือ ผลตามที่วิญญูชนคาดเห็นผล (ไม่ต้องถึงขนาดเล็งเห็นผลก็อาจ
ถือว่าคาดเห็นผลแล้ว)
ตัวอย่างเรื่องไม่ประสงค์ให้ผลเ
กิด
แดงโกรธดำจึงชกดำอย่างแรง ๑ ที เผอิญถูกชกที่ใบหน้า ตาบวม เพียงเท่านี้แดงผิดมาตรา ๒๙๕ ถ้าต่อมาตาที่บวมนั้นบอด แดงผิดมาตรา ๒๙๗ ได้ถ้าการที่ตาบอดเป็นผลโดยตรง+
ผลธรรมดา
สรุป
บุคคลอาจผิดมาตรา ๒๙๗ ได้ ๒ วิธี
(๑) เจตนาให้ผลตามมาตรา ๒๙๗ เกิดจริงๆ เช่น เจตนาใช้ไม้แทงลูกตาให้บอด ไม้ถูกลูกตา ตาบอด ผิดมาตรา ๒๙๗ ไม้ไม่ถูกลูกตา ผิดมาตรา ๒๙๕ มาตรา ๘๐
(๒) ไม่เจตนาให้ผลเกิดตามมาตรา ๒๙๗ เกิดขึ้นเลย เช่น ตัวอย่างเรื่องชกเจตนาตามมาตรา ๒๙๕ เท่านั้น ถ้าผู้ถูกชกตาบวมและต่อมาบอด ก็ผิดมาตรา ๒๙๗ ได้
เจตนาโดยอ้อมหรือเจตนาเล็งเห็นผ
ล เป็นเจตนาอีกประเภทหนึ่งที่หากผ
ู้กระทำไม่ประสงค์ต่อผล ผู้กระทำอาจจะมีเจตนาก็ได้ถ้าเข
าเล็งเห็นผล
เล็งเห็นผล หมายความว่า เล็งเห็นได้ว่าผลจะเกิดขึ้นอย่า
งแน่นอนเท่าที่จิตใจของบุคคลในฐ
านะเช่นนั้นจะเล็งเห็นได้
ตัวอย่าง
เจตนาเล็งเห็นผล
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๒๗๐/
๒๕๒๖ จำเลยขับรถยนต์บรรทุกดินลูกรังสูงเกิน
กำหนด พอถึงจุดตรวจซึ่งมีแผงเหล็กเครื
่องหมาย ''หยุด'' ตั้งอยู่กลางถนนเจ้าพนักงานตำรว
จได้เป่านกหวีดและให้สัญญาณให้จ
ำเลยหยุดจำเลยกลัวถูกจับจึงไม่ห
ยุดรถ แต่กลับเร่งเครื่องยนต์หลีกเครื
่องหมายจราจรพุ่งเข้าใส่เจ้าพนั
กงานตำรวจที่ยืนอยู่ทางซ้าย ๒-๓ คน แต่เจ้าพนักงานตำรวจกระโดดหลบเส
ียทันดังนี้ จำเลยย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำ
ได้ว่า รถยนต์ที่จำเลยขับพุ่งเข้าใส่เช
่นนั้นจะต้องชนเจ้าพนักงานตำรวจ
ที่ยืนอยู่ในถนนถึงแก่ความตายได
้ จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าเ
จ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติการตามหน้
าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๙ มาตรา ๘๐
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๗๒๐/
๒๕๒๘ จำเลยผลักผู้เสียหายตกลงมาจากช่องเพดา
นโบสถ์ซึ่งอยู่สูงจากพื้นโบสถ์ป
ระมาณ ๑๐ เมตรพื้นโบสถ์เป็นซีเมนต์เรียบห
ากตกลงมาโดยศีรษะกระทบพื้นแล้วอ
าจถึงตายได้ผู้เสียหายได้รับบาด
เจ็บกระดูกสันหลังหัก ถ้าไม่ได้รับการ รักษาทันท่วงทีก็อาจพิการถึงตลอ
ดชีวิตดังนี้จำเลยย่อมเล็งเห็นผ
ลของการกระทำได้ว่าอาจจะทำให้ผู
้เสียหายถึงแก่ความตายจำเลยจึงม
ีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๒๕๕/
๒๕๒๒ บรรยายฟ้องว่าจำเลยมีเจตนาจะให้รถยนต์
ที่ผู้ตายขับชนกับรถโดยสารประจำ
ทางซึ่งจำเลยย่อมเล็งเห็นผลของก
ารกระทำนั้นอยู่แล้วว่า เมื่อรถโดยสารแล่นสวนทางมาในระย
ะใกล้ หากจำเลยได้หยุดและหักรถหลบเข้า
มาทางซ้าย ผู้ตายต้องหลบมาทางขวา จะชนกับรถโดยสารในทันที ผู้ตายและผู้โดยสารต้องถึงแก่คว
ามตายและบาดเจ็บสาหัส และรถทั้งสองชนกันมีคนตายและบาด
เจ็บสาหัส สมดังเจตนาของจำเลย หรือมิฉะนั้นก็ขับรถด้วยความประ
มาทแสดงว่าฟ้องมีความประสงค์ให้
ลงโทษอย่างใดอย่างหนึ่ง หาใช่ขอให้ลงโทษทั้งสองอย่างไม่
ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมา
ยวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๘ (๕) และจำเลยเข้าใจฟ้องได้ดี ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม (อ้างคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๔๗/๒๕๑๑)
จำเลยขับรถปิดเส้นทางไม่ยอมให้ผ
ู้ตายซึ่งขับรถตามหลังมาแซงขึ้น
หน้า เมื่อรถโดยสารประจำทางแล่นสวนทา
งมา จำเลยก็แกล้งเบรคให้รถหยุดในทัน
ที การกระทำเช่นนี้จำเลยย่อมเล็งเห
็นได้ว่าผู้ตายต้องหักหลบไปทางข
วาและชนกับรถโดยสารนั้น ซึ่งจำเลยย่อมเล็งเห็นผลของการก
ระทำของจำเลยได้ว่าจะมีผู้ได้รั
บอันตรายบาดเจ็บและตายเกิดขึ้นจ
ากเหตุที่รถยนต์ชนกันนั้น ฉะนั้นเมื่อผู้ตายถึงแก่ความตาย
ด้วยผลแห่งการกระทำของจำเลยดังก
ล่าว จึงได้ชื่อว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู
้ตาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๙๙๑/
๒๕๓๖ จำเลยอยู่บนรถกระบะที่กำลังขับไล่ติดต
ามรถจักรยานยนต์ที่ผู้เสียหายขั
บไปตามถนนซึ่งเป็นทางลูกรังแคบแ
ละขรุขระใช้อาวุธปืนเล็กกล (เอ็ม.๑๖) ยิงไปที่รถจักรยานยนต์ของผู้เสี
ยหายหลายนัด แม้จำเลยมีเจตนายิงยางรถจักรยาน
ยนต์ เพื่อให้รถจักรยานยนต์ล้ม แต่จำเลยย่อมเล็งเห็นได้ว่ากระส
ุนปืนอาจถูกผู้เสียหายได้การที่
จำเลยใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงไปใ
นลักษณะเช่นนั้น จำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่า กระสุนปืนอาจถูกผู้เสียหายที่บร
ิเวณอวัยวะสำคัญทำให้ผู้เสียหาย
ทั้งสองถึงแก่ความตายได้ จึงเป็นการกระทำโดยเจตนาฆ่า
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๒๗/
๒๕๔๐ นอกจากโจทก์จะมีมารดาผู้ตายเป็นประจั
กษ์พยานแล้วยังมีแพทย์ผู้รักษาผ
ู้ตายเบิกความสนับสนุนว่าวันเกิ
ดเหตุมารดาผู้ตายแจ้งว่าผู้ตายถ
ูกจำเลยจับโยนและพนักงานสอบสวนเ
บิกความว่าหลังจากผู้ตายถึงแก่ค
วามตายจำเลยได้มอบตัวและให้การร
ับสารภาพโดยนำไปชี้ที่เกิดเหตุซ
ึ่งพยานโจทก์สอดคล้องกันมีน้ำหน
ักน่าเชื่อจำเลยเองก็เบิกความรั
บว่าวันเกิดเหตุได้ผลักผู้ตายเข
้าไปหามารดาผู้ตายจริงจึงเจือสม
กับพยานโจทก์และเมื่อผู้ตายตายเ
พราะกระดูกต้นคอท่อนที่ ๗ เคลื่อนที่ไปข้างหลังจากการกระท
ำของจำเลยทำให้ภาวะการหายใจล้มเ
หลวมิได้ตายเพราะโรคเลือดคั่งใน
สมองกำเริบอันเป็นอาการบาดเจ็บท
ี่มีอยู่เดิมซึ่งแม้จำเลยจะไม่ม
ีเหตุโกรธเคืองกับผู้ตายโดยตรงแ
ต่ก็มีสาเหตุกับมารดาผู้ตายการท
ี่จำเลยจับผู้ตายซึ่งเป็นเด็กอา
ยุเพียง ๓ ปี โยนใส่มารดาผู้ตายหลายครั้งจนศี
รษะผู้ตายกระแทกตะกร้ากระดูกต้น
คอเคลื่อนย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าอ
าจเป็นต้นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่คว
ามตายได้จำเลยจึงมีความผิดฐานฆ่
าผู้อื่นโดยเจตนา
เจตนาทำร่ยโดยเล็งเห็นผล
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๓๒๑/
๒๕๓๑ เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้พร้อมอาวุ
ธปืนของกลางรวม ๘ กระบอก แม้ไม่มีพยานหลักฐานอื่นแสดงว่า
จำเลยมีอาวุธปืนเหล่านั้นไว้เพื
่อการค้า แต่การมีอาวุธถึง ๘ กระบอกนั้นแสดงอยู่ในตัวว่าน่าจ
ะมิใช่มีไว้เพื่อป้องกันทรัพย์ส
ินหากแต่เป็นการมีไว้เพื่อการค้
า จำเลยจึงมีความผิดฐานมีอาวุธปืน
ไว้ในความครอบครองเพื่อการค้า
เจตนาทำให้เสียทรัพย์โดยเล็งเห็
นผล
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๑๕๕/
๒๕๒๐ การที่จำเลยถ่อเรือเข้าไปตัดใบบัวในหน
องสาธารณะซึ่งผู้เสียหายปลูกต้น
ข้าวไว้โดยต้นข้าวขึ้นปะปนอยู่ก
ับกอบัวจนเป็นเหตุให้ต้นข้าวเน่
าตายไปจำนวนหนึ่ง เช่นนี้จำเลยย่อมเล็งเห็นอยู่ว่
าการถ่อเรือเข้าไปในป่าข้าวทำคว
ามเสียหายแก่ต้นข้าวได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการเจตน
าทำให้เสียทรัพย์
เจตนาเผาโรงเรือนโดยเล็งเห็นผล
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๑๔/
๒๕๓๑ การที่จำเลยจุดไฟเผาที่นอนในห้องของโ
รงน้ำชาเพราะไม่พอใจหญิงบริการข
องโรงน้ำชานั้น จำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าเมื่อ
ที่นอนถูกเผาไหม้แล้วไฟอาจจะลุก
ลามไหม้เตียงนอน ฝาผนัง เพดาน จนกระทั่งโรงน้ำชาแห่งนั้นทั้งห
มดได้ เมื่อได้ความว่าโรงน้ำชานั้นมีค
นอยู่อาศัยด้วย จำเลยจึงต้องมีความผิดฐานวางเพล
ิงเผาโรงเรือนที่คนอยู่อาศัยตาม
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๑๘ (๑)
สรุป การกระทำอันเดียวอาจจะประสงค์ต่
อผลต่อทรัพย์อย่างหนึ่งและเล็งเ
ห็นผลต่อทรัพย์อีกอย่างหนึ่งก็ไ
ด้ เป็นกรรมเดียวแต่ผิดกฎหมายหลายบ
ท มาตรา ๙๐ ให้ลงโทษบทหนักบทเดียว
เจตนาพิเศษ
ความผิดอาญาบางฐานนอกจากผู้กระท
ำจะต้องมีเจตนาธรรมดา กฎหมายยังกำหนดว่าผู้กระทำจะต้อ
งมีเจตนาพิเศษด้วย (เจตนาธรรมดาคือเจตนาประสงค์ต่อ
ผลหรือเจตนาเล็งเห็นผล)
เจตนาพิเศษ คือ มูลเหตุจงใจในการกระทำ (มักแสดงไว้ในคำว่า “เพื่อ” และ “โดยทุจริต” ถ้าขาดเจตนาพิเศษไปการกระทำยังไ
ม่เป็นความผิด เจตนาพิเศษนี้จะไม่มีการเล็งเห็
นผลแต่เป็นเจตนาโดยตรงเพื่อการน
ั้น
ตัวอย่าง นายแดงต้องการแสดงให้นายดำดูว่า
ตนสามารถเซ็นต์ชื่อนายขาวได้เหม
ือนลายมือชื่อนายขาวจริงๆ แดงขโมยเช็คของขาวมาได้ ๑ ใบ เขียนสั่งจ่ายเงินให้ดำต่อหน้าด
ำ ๑ แสนบาท ลงลายมือชื่อขาวเพื่ออวดดำ เช่นนี้แดงจะผิดมาตรา ๒๖๔ หรือไม่
องค์ประกอบภายนอกของมาตรา ๒๖๔
(๑) ผู้ใด (กระทำ)
(๒) ทำเอกสารปลอมขึ้นทั้งฉบับ.... (การกระทำ)
(๓) เอกสาร (วัตถุแห่งการกระทำ)
(๔) โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียห
ายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน
องค์ประกอบภายในของมาตรา ๒๖๔
(๑) เจตนาธรรมดา ได้แก่ เจตนาประเภทประสงค์ต่อผล
(๒) เจตนาพิเศษ “เพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อ
ว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง”
แม้จะเป็นลงลายมือชื่อปลอมในเอก
สารก็ไม่ผิดเพราะไม่ได้ทำไปให้ด
ำหลงเชื่อว่าเป็น
ลายเซ็นต์ของขาว ถือว่าขาดองค์ประกอบภายในคือเจต
นาพิเศษ
ถ้าดำเห็นว่าลายเซ็นต์นั้นเหมือ
นของขาวจริงๆ จึงแนะนำให้แดงนำเช็คไปขึ้นเงิน
กับธนาคาร เช่นนี้จึงจะถือว่าแดงผิดมาตรา ๒๖๔
ตัวอย่าง แดงซื้อสลากกินแบ่งเลขท้ายลงท้า
ยที่ ๘๐ แต่เลขที่ออกคือ ๘๘ แดงจึงแก้เป็น ๘๘ เพื่อจะหลอกดำซึ่งเป็นเพื่อนรัก
ให้ดำหลงเชื่อว่าตนถูกสลากกินแบ
่ง เพื่อให้ดำเลี้ยงอาหารกลางวันก่
อนแล้วจึงบอกดำว่าตนจะเลี้ยงอาห
ารเย็นให้แก่ดำคืน ดำหลงเชื่อ หลังจากเลี้ยงอาหารกลางวันเสร็จ
แดงก็บอกความจริงแก่ดำ แล้วแดงก็ขยำสลากกินแบ่งทิ้ง แต่ทั้งหมดนี้ขาวเห็นเหตุการณ์โ
ดยตลอดจึงนำสลากกินแบ่งไปขึ้นเง
ิน
การกระทำของแดงเป็นการเติมด้วยป
ระการใดๆ ในเอกสารที่แท้จริง มีเจตนาประสงค์ต่อผลและเจตนาพิเ
ศษก็มี แต่ศาลฎีกาก็ยกฟ้องเพราะการกระท
ำดังกล่าวไม่น่าจะเกิดความเสียห
ายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนเพราะแด
งทำเล่นสนุกๆ กับเพื่อน
ถ้อยคำที่ว่า “โดยประการที่น่าจะเกิดความเสีย
หายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน” เป็นองค์ประกอบภายนอกแต่ไม่ใช่ข
้อเท็จจริง ซึ่งอาจารย์จิตติ เรียกว่า “พฤติการณ์ประกอบการกระทำ” ซึ่งสิ่งนี้ต้องมีอยู่การกระทำจ
ึงจะมีความผิด แต่เนื่องจากไม่ใช่ข้อเท็จจริงจ
ึงไม่อยู่ภายใต้มาตรา ๕๙ วรรคสาม หมายความว่า เสียหายหรือไม่ไม่คำนึงถึงความร
ู้ของผู้กระทำ แต่ใช้มาตรฐานของผู้กระทำแต่ใช้
มาตรฐานของวิญญูชน ถ้าวิญญูชนเห็นว่าเสียหาย การกระทำก็เป็นความผิด ถ้าวิญญูชนเห็นว่าไม่เสียหายการ
กระทำก็ไม่เป็นความผิด แม้พยายามก็ไม่ผิดฐานพยายาม
ปิดหน้านี้
กดพิมพ์ (Print) หน้านี้
www.LawSiam.com : ศูนย์รวมข้อมูลกฎหมาย เตรียมสอบ 3 สนาม