Oops! It appears that you have disabled your Javascript. In order for you to see this page as it is meant to appear, we ask that you please re-enable your Javascript!
คดีที่มีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกแต่รอการลงโทษ โจทก์จะอุทธรณ์ขอให้ไม่รอการลงโทษได้หรือไม่ | ศูนย์รวมข้อมูลกฎหมาย เตรียมสอบ 3 สนาม ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม
คดีที่มีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกแต่รอการลงโทษ โจทก์จะอุทธรณ์ขอให้ไม่รอการลงโทษได้หรือไม่
คำถาม คดีที่มีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสา
มปีหรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกแต่
รอการลงโทษ โจทก์จะอุทธรณ์ขอให้ไม่รอการลงโ
ทษได้หรือไม่
คำตอบ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ดังน
ี้
คำพิพากษาฎีกาที่ 6698/
2554 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 300 พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 43, 157 ระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ ส.
...
มารดา ช. ผู้เสียหายเข้าร่วมเป็นโจทก์ โดยมิได้ระบุว่าอนุญาตให้เข้าร่
วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานใด แต่ก็พอแปลได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญ
าตให้ ส. เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหากระ
ทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นไ
ด้รับอันตรายสาหัสตาม ป.อ. มาตรา 300 เพราะตามฟ้องโจทก์ระบุว่า ช. ได้รับอันตรายสาหัส ช. จึงเป็นผู้เสียหายแต่เฉพาะในข้อ
หาดังกล่าวเท่านั้น ต่อมาศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพาก
ษาลงโทษจำเลยโดยรอการลงโทษจำคุก
ให้แก่จำเลย ซึ่งความผิดตาม ป. อ. มาตรา 300 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โจทก์ร่วมจึงต้องห้ามอุทธรณ์ในป
ัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ ที่โจทก์ร่วมอุทธรณ์ขอให้ลงโทษจ
ำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษจำคุก
นั้น เป็นอุทธรณ์โต้เถียงดุลพินิจในก
ารลงโทษ จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจร
ิงต้องห้ามตามบท บัญญัติของกฎหมายดังกล่าว
คำถาม กรณีที่ทางพิจารณาได้ความว่าการ
กระทำของจำเลยเป็นความผิด แต่เป็นความผิดต่อผู้เสียหายต่า
งคนจากที่โจทก์บรรยายในฟ้อง จะถือว่าแตกต่างในข้อที่เป็นสาร
ะสำคัญหรือไม่
คำตอบ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ดังน
ี้
คำพิพากษาฎีกาที่ 9663/
2555 ตามทางบรรยายฟ้องและตามข้อเท็จจริงที่
รับฟังเป็นยุติ ผู้เสียหายไม่ได้มอบหมายให้จำเล
ยเบิกเงิน 490,000 บาท จากบัญชีของผู้เสียหายที่เปิดไว
้ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาตาก แต่เป็นเจตนาของจำเลยที่ต้องการ
ได้เงินโดยมิชอบ และหาวิธีการโดยการปลอมใบถอนเงิ
นนำไปหลอกลวงเจ้าหน้าที่ธนาคารเ
พื่อให้ได้มาซึ่งเงินจำนวนดังกล
่าว ดังนั้น เงินที่จำเลยได้มาตามฟ้อง แม้จะเป็นเงินที่เจ้าหน้าที่ธนา
คารทำพิธีการทางบัญชีของธนาคารห
ักจากบัญชีของผู้เสียหายก็ตาม แต่เป็นเพราะจำเลยนำเอกสารปลอมไ
ปหลอกลวงเจ้าหน้าที่ของธนาคารหล
งเชื่อ เงินที่จำเลยได้ไปจึงเป็นเงินขอ
งธนาคาร มิใช่เงินของผู้เสียหายตาม ป.พ.พ.มาตรา 672 จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานยักยอกเ
งินผู้เสียหาย
แม้ทางพิจารณาจะได้ความว่า ความผิดฐานยักยอกที่โจทก์ฟ้องแท
้จริงแล้วเป็นความผิดฐานฉ้อโกง แต่เป็นความผิดต่อผู้เสียหายต่า
งคนจากที่โจทก์บรรยายในฟ้อง จึงเป็นข้อเท็จจริงแตกต่างจากที
่กล่าวในฟ้องในข้อที่เป็นสาระสำ
คัญ ไม่อาจลงโทษจำเลยฐานฉ้อโกงได้ตา
ม ป.วิ.อ.มาตรา 192 วรรคสอง
ปิดหน้านี้
กดพิมพ์ (Print) หน้านี้
www.LawSiam.com : ศูนย์รวมข้อมูลกฎหมาย เตรียมสอบ 3 สนาม