หลักบุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาก็ต่อเมื่อ | ศูนย์รวมข้อมูลกฎหมาย เตรียมสอบ 3 สนาม ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม

หลักบุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาก็ต่อเมื่อ



หลักความรับผิดในทางอาญา

หลักบุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาก็ต่อเมื่อ
๑. การกระทำครบองค์ประกอบที่กฎหมายบัญญัติ
๒. การกระทำไม่มีกฎหมายยกเว้นความผิด
๓. การกระทำไม่มีกฎหมายยกเว้นโทษ
ถ้ามีกฎหมายยกเว้นความผิด เช่น เรื่องป้องกัน การกระทำก็ไม่เป็นความผิด ผลคือ
ผู้กระทำก็ไม่ต้องรับผิด แม้ไม่มีกฎหมายยกเว้นความผิด ผู้กระทำมีความผิดแต่ถ้ามีกฎหมายยกเว้นโทษ ผลคือผู้กระทำก็ไม่ต้องรับผิด เช่น การกระทำผิดด้วยความจำเป็...
๑. การกระทำครบองค์ประกอบที่กฎหมายบัญญัติ มี ๔ ประการ
๑.๑ ต้องมีการกระทำ
๑.๒ การกระทำครบองค์ประกอบภายนอกของความผิดในเรื่องนั้นๆ
ตัวอย่าง แดงใช้ปืนยิงดำตาย คิดถึงมาตรา ๒๘๘ ในการพิจารณาว่าแดงต้องรับผิดหรือไม่
แดงมีการกระทำ
ความผิดอาญาแต่ละฐานมีองค์ประกอบภายนอก ๓ ส่วน คือ
(๑) ผู้กระทำ ได้แก่ ผู้ใด
(๒) การกระทำ ได้แก่ การฆ่า
(๓) วัตถุแห่งการกระทำ ได้แก่ ผู้อื่น
จะเห็นได้ว่า การที่แดงใช้ปืนยิงดำตาย ครบองค์ประกอบภายนอก เพราะแดงคือผู้ใด
การใช้ปืนยิงคือการฆ่า และดำคือผู้อื่น
๑.๓ การกระทำครบองค์ประกอบภายในของความผิดในเรื่องนั้นๆ
ความผิดอาญาแต่ละฐานองค์ประกอบภายในคือเจตนา เช่น มาตรา ๒๘๘ องค์ประกอบภายในคือเจตนา ตามหลักทั่วไปในมาตรา ๕๙ แต่ความผิดอาญาบางฐานไม่เจตนาต้องประมาทจึงจะผิด เช่น มาตรา ๒๙๑ ความผิดบางฐานซึ่งเป็นข้อยกเว้นไม่เจตนา ไม่ประมาท ก็อาจจะผิดได้ตามที่มาตรา ๕๙ วรรคแรก ตอนท้ายบัญญัติไว้
ตัวอย่าง แดงต้องการแกล้งประชาชนในหมู่บ้าน จึงเอาสารเคมีที่เป็นพิษโรยลงไปในสระน้ำทำให้น้ำเกิดสิ่งปฏิกูล แดงผิดมาตรา ๓๘๐ ตรงนี้แดงมีเจตนาฆ่าอย่างแน่นอน
ถ้าแดงมีหน้าที่ทำให้น้ำในหมู่บ้านสะอาด แดงไม่ระมัดระวังดูให้ดี หยิบเอาสารเคมีที่ทำให้น้ำเสียโรยลงไปในสระน้ำโดยคิดว่าเป้นสารที่ทำให้น้ำใสสะอาด ทำให้น้ำเกิดเป็นปฏิกูล แดงผิดมาตรา ๓๘๐ เช่นกัน
ถ้าแดงมีหน้าที่ทำให้น้ำในหมู่บ้านสะอาด แดงโรยสารเคมีที่ทำให้น้ำสะอาด แต่ว่าในวันเกิดเหตุแดงหยิบสารเคมีที่มีกลิ่น ห่อ และสีอย่างเดียวกันโรยลงไป ทำให้น้ำเกิดสิ่งปฏิกูล แม้แดงไม่เจตนา แดงก็ไม่ประมาท แต่แดงก็มีความผิดตามมาตรา ๓๘๐ เพราะความผิดตามมาตรา ๓๘๐ ไม่เจตนา ไม่ประมาทก็ผิด ซึ่งเรียกกันว่า “เป็นความผิดเด็ดขาด” ตรงตามหลักในมาตรา ๕๙ วรรคแรกตอนท้ายที่ว่า “เว้นแต่ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยแจ้งชัดให้ต้องรับผิดแม้ได้กระทำโดยไม่มีเจตนา”
จะถือว่าผู้กระทำมีเจตนาได้ก็ต่อเมื่อ
(๑) ผู้กระทำรู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบภายนอกของความผิดฐานนั้นๆ (หลักจากมาตรา ๕๙ วรรคสาม)
(๒) ผู้กระทำประสงค์ต่อผล (ผลในที่นี้คือความตาย) หรือเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น (หลักจากมาตรา ๕๙ วรรคสอง)
จากตัวอย่างแดงรู้ว่าการกระทำเป็นการฆ่า รู้ว่าวัตถุแห่งการกระทำเป็นผู้อื่น (ฆ่าและผู้อืนเป็นข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบภายนอกของมาตรา ๒๘๘) แดงก็ประสงค์ให้ดำตาย (เพราะอาวุธที่ใช้คือปืนและยิงไปที่หน้าอก)
ผลโดยตรง หมายความว่า ถ้าผู้กระทำไม่กระทำผลก็ไม่เกิด ถือว่าผลที่เกิดเป็นผลโดยตรง แต่ถ้าผู้กระทำไม่กระทำผลก็ยังเกิด ผลที่เกิดไม่ใชผลโดยตรง
จากตัวอย่างความตายของดำเป็นผลโดยตรงจากการที่แดงยิงเพราะถ้าแดงไม่ยิงดำก็ไม่ตาย
๒. การกระทำไม่มีกฎหมายยกเว้นความผิด
แม้การกระทำของแดงจะครบองค์ประกอบตามกฎหมายมาตรา ๒๘๘ ครบทุกประการแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่า แดงจะต้องรับผิดทันที ต้องดูต่อไปว่ามีกฎหมายยกเว้นความผิดให้แก่แดงหรือไม่ กฎหมายยกเว้นความผิดเรียกอีกนัยหนึ่งว่า “อำนาจที่ผู้กระทำกระทำได้”
สมมุติว่า แดงยิงดำเพราะดำก่อเหตุขึ้นก่อนด้วยการจะยิงแดง แดงจึงหยิบปืนของดำมายิงดำ การกระทำของแดงจึงเป็นการกระทำเพื่อป้องกันตนเองตามมาตรา ๖๘ ผลคือมาตรา ๖๘ เป็นกฎหมายยกเว้นความผิด แดงจึงไม่มีความผิดตามมาตรา ๒๘๘
ถ้าข้อเท็จจริงไม่ใช่เรื่องป้องกันเพราะดำไม่ใช่ผู้ก่อเหตุ แต่เป็นแดงต่างหาก เช่นนี้ แดงจะอ้างป้องกันไม่ได้และไม่มีกฎหมายยกเว้นความผิดให้แก่แดง แต่แดงก็อาจไม่ต้องรับผิดเพราะต้องดูว่า แม้การกระทำของแดงจะเป็นความผิด (การกระทำครบองค์ประกอบตามโครงสร้างข้อ ๑) รวมทั้งไม่มีกฎมายยกเว้นความผิดตามโครงสร้างข้อ ๒ และการกระทำนั้นเป็นความผิด แต่แดงก็อาจไม่ต้องรับผิดถ้ามีกฎหมายยกเว้นโทษให้แก่แดงตามโครงสร้างข้อ ๓
๓. การกระทำไม่มีกฎหมายยกเว้นโทษ
หากแดงอายุไม่เกิน ๑๔ ปี จะมีมาตรา ๗๔ ยกเว้นโทษให้แก่แดง แดงจึงไม่ต้องรับโทษ (แต่การกระทำของแดงก็ยังถือว่าเป็นความผิดอยู่) ถ้าแดงอายุเกิน ๑๔ ปีแล้ว ไม่มีกฎหมายยกเว้นโทษให้แก่แดงและไม่มีเหตุยกเว้นโทษอื่นๆ เช่นนี้ แดงก็ต้องรับผิดตามมาตรา ๒๘๘
มีเหตุอีกเหตุหนึ่งเรียกว่า “เหตุลดโทษ” ซึ่งอยู่นอกโครงสร้างเพราะผู้กระทำต้องรับผิดแล้วเพียงแต่กฎหมายให้ดุลพินิจแก่ศาลที่จะลงโทษผู้กระทำน้อยกว่าขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดไว้ สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้ เหตุลดโทษมีอยู่หลายกรณี เช่น ดำเมาสุราจึงเอาเท้าพาดหัวแดงเล่น แดงโกรธจึงใช้ปืนยิงดำ ในขณะนั้นแดงอ้างบันดาลโทสะต่อดำได้ ผลคือศาลจะลงโทษแดงน้อยกว่าขั้นต่ำตามมาตรา ๒๘๘ เพียงใดก็ได้
การกระทำที่ครบองค์ประกอบที่กฎหมายบัญญัติตามโครงสร้างข้อที่ ๑ นั้น อาจจะมีกฎหมายยกเว้นความผิดก็ได้ ถ้ามีกฎหมายยกเว้นความผิดก็ถือว่าผู้กระทำมีอำนาจกระทำได้ ผลคือการกระทำไม่เป็นความผิด เมื่อไม่เป็นความผิด ผู้กระทำก็ไม่ต้องรับผิด
กฎหมายยกเว้นความผิดมีหลายกรณี ดังนี้
(๑) กฎหมายยกเว้นความผิดตามมาตรา ๖๘ เรื่องป้องกัน ตัวอย่างเช่น ถ้าดำก่อเหตุขึ้นก่อนด้วยการจะยิงแดง แดงกลัวจึงยิงดำตาย การที่แดงยิงดำนันครบโครงสร้างข้อ ๑
(๑.๑) แดงมีการกระทำ
(๑.๒) การที่แดงยิงดำนั้นครบองค์ประกอบภายนอกตามมาตรา ๒๘๘
(๑.๓) การที่แดงยิงดำครบองค์ประกอบภายในของมาตรา ๒๘๘ คือ เจตนา (ดูมาตรา ๒๘๘+๕๙) ที่ว่าครบองค์ประกอบภายในก็เพราะแดงมีเจตนาฆ่าดำ แดงมีเจตนาฆ่าดำก็เพราะ
ก. แดงรู้ว่าเป็นการฆ่าและรู้ว่าดำเป็นผู้อื่น (รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบภายนอกของมาตรา ๒๘๘ องค์ประกอบภายนอกของมาตรา ๒๘๘ คือ ผู้ใดฆ่าผู้อื่น)
ข. แดงประสงค์ต่อผล (ผลคือความตายของดำ) เพราะแดงใช้ปืนเป็นอาวุธและยิงไปที่อวัยวะสำคัญ ถือว่าแดงประสงค์ให้ดำตาย
(๑.๔) ความตายของดำเป็นผลโดยตรงจากการที่แดงยิง แต่มีกฎหมายยกเว้นความผิดให้แก่แดงก็คือเรื่องป้องกันตามมาตรา ๖๘ การที่แดงยิงดำจึงเป็นการชอบด้วยกฎหมาย
กฎหมายยกเว้นความผิดในประมวลกฎหมายอาญานอกจากมาตรา ๖๘ แล้ว ยังมีมาตรา ๓๐๕ มาตรา ๓๒๙ และมาตรา ๓๓๑
(๒) กฎหมายยกเว้นความผิดอาจจะไม่ได้บัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษรก็ได้ “โดยอาจจะเป็นหลักกฎหมายทั่วไป” ก็ได้ เช่นหลักกฎหมายทั่วไปในเรื่องความยินยอม
ตัวอย่าง แดงเป็นโรคร้าย แพทย์แนะนำให้ผ่าตัดด้วยการตัดขาข้างซ้ายทิ้ง แดงตกลง แพทย์ให้แดงเซ็นต์หนังสือให้ความยินยอมในการผ่าตัด (เสียขาถือว่าอันตรายสาหัส) การที่แพทย์ตัดขาแดงทิ้ง เหตุใดแพทย์จึงไม่ต้องรับผิดตามมาตรา ๒๙๗ เหตุผลก็คือการกระทำของแพทย์ครบองค์ประกอบตามที่กฎหมายบัญญัติในมาตรา ๒๙๗ (ครบโครงสร้างข้อ ๑ ทุกประการ) เพราะ
ก. แพทย์มีการกระทำ
ข. การกระทำครบองค์ประกอบภายนอก (องค์ประกอบภายนอกของมาตรา ๒๙๗ คือ
ผู้กระทำการกระทำ+วัตถุแห่งการกระทำ ผู้ใด+ทำร้ายร่างกายรับอันตรายสาหัส+ผู้อื่น) การที่แพทย์ตัดขาแดงทิ้ง ครบองค์ประกอบภายนอกของมาตรา ๒๙๗ แล้ว เพราะแพทย์คือผู้ใด การตัดขาคือการทำร้ายร่างกาย (ทำร้ายร่างกายหมายความว่าทำให้เสียหายเป็นภัยแก่กายหรือจิตใจ) แดงถูกตัดขาเป็นอันตรายสาหัสตามมาตรา ๒๙๗ (๓) การกระทำของแพทย์จึงครบองค์ประกอบภายนอกทุกประการ
ค. การกระทำครบองค์ประกอบภายใน องค์ประกอบภายในของมาตรา ๒๙๗ คือ
เจตนา (ดูมาตรา ๒๙๗+๕๙) แพทย์มีเจตนาทำร้ายแดงรับอันตรายสาหัส เพราะ

๑) แพทย์รู้ว่าเป็นการทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนได้รับอันตรายสาหัส
๒) แพทย์ประสงค์ต่อผลเพราะประสงค์ให้ขาขาด แพทย์จึงมีเจตนาทำร้ายร่างกายแดงรับอันตรายสาหัส
ง. การที่แดงขาขาดเป็นผลโดยตรงจากการที่แพทย์ตัดขา
สรุป การกระทำของแพทย์ครบองค์ประกอบที่กฎหมายมาตรา ๒๙๗ บัญญัติไว้ทุก
ประการ แต่แพทย์ไม่ต้องรับผิดตามมาตรา ๒๙๗ เพราะมีกฎหมายยกเว้นความผิดให้แก่แพทย์ตามโครงสร้างข้อ ๒ กฎหมายในที่นี้ไม่ได้บัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษรเหมือนเรื่องป้องกัน แต่เป็นหลักกฎหมายทั่วไปที่ว่า “ความยินยอมของผู้ถูกกระทำ ถ้าไม่ขัดต่อสำนึกในศีลธรรมอันดี เช่น ยอมให้แพทย์ผ่าตัดเพื่อรักษาโรค ยอมชกมวยตามกติกาบนเวที ยอมให้มีการกระทบกระแทกร่างกายในการเล่นกีฬาบางประเภท ความยินยอมเช่นนี้ยกเว้นความผิดให้แก่ผู้กระทำได้”
การนำหลักในเรื่องความยินยอมอันเป็นหลักกฎหมายทั่วไปมาใช้เพื่อยกเว้นความผิดให้แก่แพทย์ (ทำให้แพทย์ไม่ต้องรับผิดตามมาตรา ๒๙๗) จะขัดกับมาตรา ๒ หรือไม่ เพราะหลักดังกล่าวไม่มีบทบัญญัติไว้ในมาตราใด จะเห็นได้ว่า ไม่ขัดต่อมาตรา ๒ เพราะมาตรา ๒ ห้ามนำสิ่งที่มิได้บัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษรมาลงโทษบุคคล แต่ในการณีนี้นำสิ่งที่มิได้บัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษรมาใช้เพื่อเป็นคุณได้
หลักกฎหมายทั่วไปดังกล่าวนี้ยกเว้นความผิดให้แก่แพทย์ ดุจเดียวกับเรื่องป้องกันที่ยกเว้นความผิดให้แก่ดำตามตัวอย่างข้างต้น
(๓) กฎหมายยกเว้นอาจจะอยู่ในรัฐธรรมนูญ
(๔) กฎหมายยกเว้นความผิดอยู่ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
ตัวอย่าง แดงและดำมีที่ดินอยู่ติดต่อกัน ดำปลูกต้นไม้ในที่ดินของตนซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของแดง รากไม้ของต้นไม้ดำรุกเข้ามาติดกับที่ดินของแดง แดงไม่พอใจจึงตัดรากไม้นั้นทิ้ง (มาตรา ๓๕๘ ทำให้เสียทรัพย์ ทำให้ต้นไม้ของดำตาย แดงจะต้องรับผิดตามมาตรา ๓๕๘ หรือไม่
การกระทำของแดงครบองค์ประกอบที่กฎหมายมาตรา ๓๕๘ บัญญัติไว้ทุกประการ เพราะ
๑. แดงมีการกระทำ
๒. การกระทำครบองค์ประกอบภายนอก
๓. การกระทำครบองค์ประกอบภายใน องค์ประกอบภายในคือเจตนา เพราะ
๓.๑ แดงรู้ว่าเป็นการทำลาย
๓.๒ แดงประสงค์ต่อผลเพราะประสงค์ให้เสียหาย
๔. การที่ต้นไม้ตายเป็นผลโดยตรงจากการที่แดงตัดรากไม้
แต่แดงไม่ต้องรับผิดตามมาตรา ๓๕๘ เพราะประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา
๑๓๔๗ ให้อำนาจแดงกระทำได้โดยบัญญัติว่า “เจ้าของที่ดินอาจตัดไม้ซึ่งรุกเข้ามาจากที่ดินติดต่อและเอาไว้เสีย” บทบัญญัติดังกล่าวถือว่าเป็นข้อยกเว้นความผิดให้แก่แดง
นอกจากมาตรา ๑๓๔๗ ยังมีมาตรา ๓๙๕ มาตรา ๓๙๗ มาตรา ๔๕๐ และมาตรา ๑๕๖๗ (๒)
ตัวอย่าง แดงเป็นบิดาใช้ไม้เรียวตีดำ (บุตรผู้เยาว์) ซึ่งไม่ยอมทำการบ้าน แม้การกระทำของแดงจะครบองค์ประกอบที่กฎหมายบัญญัติไว้ทุกประการตามมาตรา ๓๙๑ ตามโครงสร้างข้อ ๑ ทุกประการ แต่แดงไม่ต้องรับผิด เพราะมาตรา ๑๕๖๗ (๒) ให้อำนาจกระทำได้
ข้อสังเกตุภายใต้หัวข้อ ๔
เนื่องจากฎีกาที่ ๑/๒๕๑๒ วินิจฉัยว่า แม้ห้องพิพาทจะเป็นอสังหาริมทรัพย์ของจำเลย แต่เมื่อโจทก์ยังครอบครองอสังหาริมทรัพย์นั้นและยังโต้แย้งสิทธิตามสัญญาเช่าอยู่ถ้าจำเลยเข้าไปกระทำการใดๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองของโจทก์โดยปกติสุข จำเลยก็มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 ได้ การที่จำเลยใช้ไม้กระดานตีขวางทับประตูห้องที่โจทก์ครอบครองในขณะที่โจทก์ไม่อยู่และปิดห้องไว้ ทำให้โจทก์เข้าอยู่ในห้องไม่ได้เป็นการล่วงล้ำเข้าไปในอำนาจการครอบครองของโจทก์ถือได้ว่าเข้าไปกระทำการรบกวนการครอบครองของโจทก์โดยปกติสุขตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 แล้ว (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 29/2511)
ฎีกาที่ ๒๖๒๙/๒๕๒๒ , ๔๘๕๔/๒๕๓๗ , ๓๐๒๕/๒๕๔๑ ตัดสินว่าถ้าผู้ให้เช่าและผู้เช่าทำสัญญาเช่ากันว่าถ้าผู้เช่าไม่ชำระค่าเช่า ผู้เช่าย่อมให้ผู้ให้เช่าเอาไม้ไปปิดหรือเอากุญแจไปใส่ห้องที่ให้เช่าได้ทันที สัญญาเช่าทำ ๑ มกราคม ๒๕๔๑ วันเกิดเหตุ ๑ ธันวาคม ๒๕๔๑ ผู้ให้เช่ากำลังจะเอากุญแจไปปิดห้องให้เช่าเพราะผู้เช่าไม่ยอมชำระค่าเช่า เช่นนี้ผู้เช่าจะทำได้หรือไม่
ผู้ให้เช่าทำได้ ไม่เป็นบุกรุก เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องความยินยอม เพราะความยินยอมนั้นเป็นความยินยอมขณะที่ทำสัญญาคือ ๑ มกราคม แต่วันเกิดเหตุคือ ๑ ธันวาคม แม้ผู้เช่าไม่ยอม ผู้ให้เช่าก็ทำได้
สรุป ข้อตกลงตามสัญญาระหว่างผู้ให้เช่าและผู้เช่าบางกรณี ก่อให้เกิดอำนาจแก่ผู้ให้เช่าที่สามารถจะกระทำได้ โดยที่การกระทำไปไม่เป็นความผิดฐานบุกรุก แม้ว่าจะมีฎีกาที่ ๑/๒๕๑๒ ได้วินิจฉัยเป็นบรรทัดฐานอยู่ก็ตาม
(๕) กฎหมายยกเว้นความผิดอาจจะอยู่ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาก็ได้ เช่น มาตรา ๘๓ ให้อำนาจแก่ตำรวจผู้จับที่จะกระทำการจับกุมโดยเหมาะสมแก่พฤติการณ์แล้วแต่กรณี
คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๙๙/๒๕๐๒ จำเลยเป็นพนักงานป่าไม้ บอกให้รถยนต์ซึ่งบรรทุกไม้ผิดกฎหมายหยุด รถไม่หยุด จำเลยจึงยิงยางที่ล้อรถเพื่อให้รถหยุดจะได้จับคนและไม้ผิดกฎหมายตามอำนาจโดยใช้วิธีเท่าที่เหมาะแก่พฤติการณ์แห่งเรื่องในการจับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 83 แล้ว การกระทำของจำเลยไม่เป็นผิดฐานทำให้เสียทรัพย์

 ปิดหน้านี้  กดพิมพ์ (Print) หน้านี้

www.LawSiam.com : ศูนย์รวมข้อมูลกฎหมาย เตรียมสอบ 3 สนาม