| ธงคำตอบข้อสอบเนติบัณฑิต ภาค 1 สมัย 65 (อาญา)
ข้อ 1. นายใสเป็นเจ้าพนักงานตำแหน่งหัวหน้าส่วนโยธาขององค์การบริหารส่วนตำบลดีงาม ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ควบคุมงานกรรมการตรวจการจ้างทำถนนความยาว 1,350 เมตร มีนายขาวซึ่งเป็นกำนันและเป็นเจ้าพนักงานในตำแหน่งกรรมการบริหารส่วนตำบลดีงาม เป็นประธานกรรมการตรวจการจ้าง ซึ่งนายขาวนำห้างหุ้นส่วนจำกัดซื่อตรงของนายขาวเข้าทำสัญญาทำถนนกับองค์การบริหารส่วนตำบลดีงามแ...ละแอบนำรถยนต์ขององค์การบริหารส่วนตำบลดีงามที่นายขาวมีหน้าที่จัดการดูแลรักษามาใช้ขนอุปกรณ์ทำถนน ต่อมาห้างหุ้นส่วนจำกัดซื่อตรงขอส่งมอบงาน นายขาวและนายใสไม่ได้ออกไปตรวจรับ แต่ทำเอกสารตรวจรับงานว่า ตรวจรับแล้ว ผู้รับเหมาทำถนนแล้วเสร็จถูกต้องครบถ้วนตามสัญญา ความจริงถนนที่ทำเสร็จมีความยาวเพียง 1,024 เมตร องค์การบริหารส่วนตำบลดีงามก็ได้จ่ายเงินค่าจ้างทั้งหมดให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดซื่อตรงไป
ให้วินิจฉัยว่า นายใสและนายขาวมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานใดบ้าง
ธงคำตอบ
นายใสและนายขาวเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ตรวจผลการทำงานและตรวจรับงานทำถนน ไม่ออกไปตรวจรับการก่อสร้าง แต่กลับทำเอกสารว่าตรวจรับแล้ว ผู้รับเหมาทำถนนแล้วเสร็จถูกต้องครบถ้วนตามสัญญา ทั้้งที่ความจริงถนนที่ทำเสร็จมีความยาวเพียง 1,024 เมตร ไม่ใช่ 1,350 เมตร ตามสัญญา การกระทำดังกล่าวเป็นการทำเอกสารเท็จ ทำให้เกิดความเสียหายแก่องค์การบริหารส่วนตำบลดีงามที่ต้องจ่ายเงินค่าจ้างเกินไปจากผลงาน และทำให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดซื่อตรงได้ประโยชน์เป็นเงินส่วนเกินอันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย นายใสและนายขาวจึงมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ีทำเอกสารรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162(4) และฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามมาตรา 157
นอกจากนี้ นายขาวซึ่งเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ตรวจผลการทำงานและตรวจรับงานทำถนนให้องค์การบริหารส่วนตำบลดีงาม อันถือเป็นหน้าที่จัดการหรือดูแลการทำถนนนั้น นำห้างหุ้นส่วนจำกัดซื่อตรงของนายขาวเข้าทำสัญญารับเหมาทำถนน ถือเป็นการเข้ามามีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเอง เนื่องด้วยกิจการที่ตนเองมีหน้าที่จัดการหรือดูแล จึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152 และการที่นายขาวแอบนำรถยนต์ขององค์การบริหารส่วนตำบลดีงามที่นายขาวมีหน้าที่จัดการดูแลรักษามาใช้ขนอุปกรณ์ทำถนนดังกล่าว จึงเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการหรือรักษาทรัพย์ใดๆใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่องค์การบริหารส่วนตำบลดีงาม นายขาวจึงมีความผิดตามมาตรา 151 ด้วย (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ 9368/2552)
ข้อ 2. นายแดงเป็นนักกีฬาว่ายน้ำ ระหว่างที่นายแดงและเพื่อน ๆ นักกีฬาว่ายน้ำด้วยกันเสร็จจากการฝึกซ้อมและเดินทางกลับบ้าน ได้เห็นชายคนหนึ่งตกน้ำใกล้จะตาย เพื่อน ๆ ของนายแดงทุกคนกำลังจะว่ายน้ำไปช่วย แต่นายแดงร้องตะโกนไม่ให้ไป โดยบอกว่าตนไปช่วยคนเดียวก็พอแล้ว คนอื่น ๆ ไม่ต้องช่วย เพื่อน ๆ ของนายแดงเห็นว่านายแดงซึ่งเป็นหัวหน้าทีมนักว่ายน้ำสามารถไปช่วยคนเดียวได้ จึงไม่ว่ายน้ำไปช่วยตามที่นายแดงร้องห้าม เมื่อนายแดงว่ายน้ำไปใกล้ถึงตัวคนตกน้ำ ซึ่งความจริงก็คือนายขาวบิดาของนายแดงเอง แต่เนื่องจากเป็นเวลาพลบค่ำ นายแดงจึงมองเห็นไม่ชัดและเข้าใจผิดว่าเป็นนายเหลืองศัตรูของนายแดง นายแดงเกิดความคิดขึ้นมาทันทีต้องการให้นายเหลืองจมน้ำตาย จึงไม่เข้าไปช่วยและว่ายน้ำกลับเข้าฝั่งทันที ในระหว่างนั้นนายขาวก็จมน้ำถึงแก่ความตาย ข้อเท็จจริงปรากฏว่า หากนายแดงว่ายน้ำพานายขาวไปที่ฝั่งซึ่งอยู่ใกล้ ๆ นายขาวก็จะไม่จมน้ำตาย
ให้วินิจฉัยว่า นายแดงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานใดบ้าง
ธงคำตอบ
นายแดงตะโกนห้ามมิให้นักว่ายน้ำคนอื่นๆว่ายน้ำไปช่วยคนตกน้ำ โดยบอกว่าตนจะไปช่วยเพียงคนเดียวก็พอแล้ว ทำให้คนอื่นๆเปลี่ยนใจไม่ว่ายน้ำไปช่วย นายแดงจึงมีหน้าที่โดยเฉพาะที่จะต้องช่วย การไม่ช่วยโดยปล่อยให้คนตกน้ำจมน้ำตาย ย่อมเป็นการกระทำโดยงดเว้นการที่จักต้องกระทำเพื่อป้องกันผลนั้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 วรรคท้าย จึงเป็นการฆ่าผู้อื่น เมื่อนายแดงต้องการให้คนตกน้ำนั้นถึงแก่ความตาย แสดงว่ามีเจตนาฆ่าผู้นั้น นายแดงจึงมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามมาตรา 288
นายแดงเข้าใจว่านายขาวคนที่ตกน้ำคือนายเหลืองศัตรูของตน นายแดงจะยกเอาความสำคัญผิดในตัวบุคคลเป็นข้อแก้ตัวว่าไม่มีเจตนาไม่ได้ ทั้งนี้ ตามที่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 61 บัญญัติไว้
แม้นายขาวคนที่ตกน้ำตายจะเป็นบิดาของนายแดงก็ตาม นายแดงก็ไม่ต้องได้รับโทษหนักขึ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(1) ฐานฆ่าบุพการี เพราะนายแดงไม่รู้ว่าคนที่ตกน้ำเป็นบิดาของตน ทั้งนี้ ตามที่มาตรา 62 วรรคท้าย บัญญัติไว้ว่า บุคคลจะต้องรับโทษหนักขึ้นโดยอาศัยข้อเท็จจริงใด บุคคลนั้นจะต้องได้รู้ข้อเท็จจริงนั้น
ข้อ 3. นายจิตและนายเป็นศัตรูกัน ทั้งสองคนไปพบกันโดยบังเอิญในงานเลี้ยงแห่งหนึ่งซึ่งมีผู้มาร่วมงานจำนวนมาก ขณะที่นายใจเผลอ นายจิตซึ่งนั่งร่วมโต๊ะอาหารเดียวกับนายใจเกิดความคิดขึ้นมาทันทีที่จะฆ่านายใจ จึงลอบเอายาพิษร้ายแรงจำนวนหนึ่งที่นำติดตัวมาเพื่อจะไปใช้ฆ่าสัตว์ ใส่ในจานอาหารของนายใจที่วางอยู่บนโต๊ะอาหาร แต่ก่อนที่นายใจจะกินอาหารในจานนั้น นายใจได้ตักอาหารใส่ปากเด็กหญิงแจ๋วบุตรของตนก่อน สักครู่หนึ่งเด็กหญิงแจ๋วหมดสติมีน้ำลายฟูมปาก ขณะที่กำลังรอรถพยาบาลรับเด็กหญิงแจ๋ว นายจิตสำนึกผิดพาเด็กหญิงแจ๋วไปรักษาที่โรงพยาบาลเสียก่อนจนเด็กหญิงแจ๋วปลอดภัย
ให้วินิจฉัยว่า นายจิตมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานใดบ้าง
ธงคำตอบ
นายจิตเอายาพิษใส่ในจานอาหารของนายใจ เป็นการปลอมปนอาหารเพื่อบุคคลอื่นเสพ โดยการปลอมปนนั้นน่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่สุขภาพของนายใจ นายจิตมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 236
เมื่อนายใจตักอาหารใส่ปากเด็กหญิงแจ๋ว นายจิตก็มีความผิดดังกล่่าวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 236 ต่อเด็กหญิงแจ๋วด้วย โดยเป็นการกระทำโดยพลาดตามมาตรา 60
นายจิตเอายาพิษร้ายแรงใส่ในจานอาหารของนายใจแสดงว่ามีเจตนาฆ่านายใจ เมื่อเป็นการกระทำขั้นตอนสุดท้ายในการทำให้นายใจถึงแก่ความตาย จึงเป็นการกระทำที่ใกล้ชิดต่อผลคือความตายของนายใจ แต่เมื่อการกระทำไม่บรรลุผล นายจิตจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่านายใจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบ มาตรา 80
นายจิตเจตนาฆ่านายใจ แต่ผลของการกระทำไปเกิดแก่เด็กหญิงแจ๋วโดยพลาด นายจิตจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าเด็กหญิงแจ๋วโดยพลาดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288,60 ประกอบมาตรา 80 ด้วย
การที่นายจิตสำนึกผิดพาเด็กหญิงแจ๋วไปรักษาจนปลอดภัย ไม่ใช่การกลับใจแก้ไขไม่ให้การกระทำนั้นบรรลุผลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 82 เพราะขณะนั้นกำลังรอรถพยาบาลจะมารับเด็กหญิงแจ๋วไปรักษาอยู่แล้ว นายจิตจึงไม่ได้รับยกเว้นโทษในความผิดฐานพยายามฆ่า (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ 3688/2541)
ข้อ 4. นายขาวทำเครื่องมือสำหรับทำเหรียญห้าบาทซึ่งรัฐบาลออกใช้ขึ้นมา 1 ชุด แล้วเก็บไว้ วันรุ่งขึ้นนายขาวใช้เครื่องมือดังกล่าวทำเหรียญห้าบาทขึ้นมาจำนวนหนึ่ง ตั้งใจว่าจะใช้เหรียญห้าบาทนั้นไปซื้อสิ่งของ แต่ยังไม่ทันได้นำไปใช้ เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายขาวได้เสียก่อน
ให้วินิจฉัยว่า นายขาวมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานใดบ้าง
ธงคำตอบ
นายขาวทำเครื่องมือสำหรับปลอมเงินตราคือเหรียญห้าบาท ซึ่งเป็นเหรียญกระษาปณ์ซึ่งรัฐบาลออกใช้ และมีเครื่องมือเช่นว่านั้นเพื่อใช้ในการปลอมเหรียญห้าบาท นายขาวจึงมีความผิดฐานทำและมีเครื่องมือทำปลอมเงินตรา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 246 เมื่อนายขาวใช้เครื่องมือดังกล่าวทำเหรียญห้าบาทขึ้นมา จึงเป็นการทำปลอมขึ้นซึ่งเงินตราเหรียญห้าบาทอันเป็นเหรียญกระษาปณ์ซึ่งรัฐบาลออกใช้ นายขาวจึงมีความผิดฐานปลอมเงินตรา ตามมาตรา 240 อีกกระทงหนึ่ง และการที่นายขาวตั้งใจว่าจะใช้เหรียญห้าบาทนั้นไปซื้อสิ่งของ แม้จะยังไม่ทันได้ใช้ก็เป็นการมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งเหรียญห้าบาทปลอมที่นายขาวได้มาโดยรู้ว่าเป็นของปลอมอันเป็นความผิดสำเร็จแล้ว นายขาวจึงมีความผิดฐานมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งเงินตราปลอม ตามมาตรา 244 อีกกระทงหนึ่ง แต่นายขาวเป็นผู้กระทำความผิดฐานปลอมเงินตรา ได้กระทำความผิดฐานทำและมีเครื่องมือทำปลอมเงินตรา และฐานมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งเงินตราปลอม จึงเป็นกรณีที่นายขาวกระทำความผิดตามมาตราอื่นอันเกี่ยวกับสิ่งที่ตนปลอมนั้นด้วย ต้องลงโทษนายขาวฐานปลอมเงินตรา ตามมาตรา 240 ประกอบมาตรา 248 กระทงเดียว(เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ 92/2521 ,2846/2519)
ข้อ 5. กลางดึกของวันหนึ่ง นายเก่งแอบปีนเข้าไปในบ้านของนายเข้มและนางเขียว เข้าไปหานางสาวสด อายุ 17 ปี บุตรสาวของบุคคลทั้งสอง โดยไม่ได้นัดหมายกับนางสาวสดมาก่อน เพื่อจะคุยเรื่องนางสาวสดตั้งครรภ์กับตนว่าควรจะดำเนินการอย่างไรก่อนที่ครรภ์ของนางสาวสดจะมองเห็นได้ชัดเจน หลังจากพบกันแล้ว นายเก่งชวนนางสาวสดออกมาจากบ้านและคุยกันจนถึงรุ่งเช้าแต่ตกลงกันไม่ได้ เพราะนางสาวสดไม่ยอมทำแท้งตามความประสงค์ของนายเก่ง นายเก่งจึงใช้กำลังชกต่อยไปที่หน้าท้องและร่ายกายของนางสาวสดอย่างแรงหลายที เป็นเหตุให้เด็กคลอดออกมาโดยไม่มีชีวิต และนางสาวสดถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา
ให้วินิจฉัยว่า นายเก่งมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานใดบ้าง
ธงคำตอบ
นายเก่งปีนเข้าไปในบ้านอันเป็นเคหสถานของผู้อื่นในเวลากลางดึก โดยไม่มีผู้ใดนัดหมายหรืออนุญาตให้เข้าไป เป็นการเข้าไปโดยพลการ จึงเป็นการเข้าไปโดยไม่มีเหตุอันสมควร นายเก่งมีความผิดฐานบุกรุกเคหสถานของผู้อื่นในเวลากลางคืน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365(3) ประกอบมาตรา 364
นายเก่งชวนนางสาวสดออกมาจากบ้าน แม้นางสาวสดจะยินยอมมาด้วย ก็ถือเป็นการพรากผู้เยาว์ไปจากการปกครองดูแลของนายเข้มและนางเขียวบิดามารดาแล้ว แต่ไม่เป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก เพราะนายเก่งมิได้พรากนางสาวสดไปเพื่อหากำไรหรือเพื่อการอนาจาร เพียงแต่ต้องการหารือเรื่องการตั้งครรภ์ของนางสาวสดเท่านั้น
นายเก่งใช้กำลังทำร้ายนางสาวสด โดยเจตนาทำให้นางสาวสดแท้งลูก เมื่อเด็กคลอดออกมาโดยไม่มีชีวิตและเป็นเหตุให้นางสาวสดถึงแก่ความตาย นายเก่งมีความผิดฐานทำให้หญิงแท้งลูกโดยหญิงไม่ยินยอม และเป็นเหตุให้หญิงนั้นถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 303 วรรคสาม เมื่อการทำแท้งเกิดจากการทำร้าย มิได้มีเจตนาฆ่า และเป็นเหตุให้นางสาวสดถึงแก่ความตาย นายเก่งจึงมีความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย ตามมาตรา 290 วรรคหนึ่ง อีกบทหนึ่งด้วย
ข้อ 6. นายจุกทราบว่านางแต๋วภริยากำลังจะไปเล่นการพนัน จึงขอร้องไม่ให้ไปเล่นเพราะนางแต๋วเล่นการพนันเสียเป็นประจำ นางแต๋วนอกจากไม่เชื่อแล้วยังโต้เถียงไม่หยุดและยืนยันว่าจะไปเล่น นายจุกจึงชกปากนางแต๋วอย่างแรงโดยทราบว่านางแต๋วใส่ฟันปลอมไว้ เป็นเหตุให้ริมฝีปากแตกเป็นแผลและฟันปลอมหักแตกกระจายใช้เคี้ยวอาหารไม่ได้ จากนั้นนายจุกกระชากสร้อยคอทองคำของนางแต๋วมาเก็บไว้ เพื่อไม่ให้นางแต๋วนำไปเล่นการพนัน ต่อมาอีก 3 วัน นายจุกเปลี่ยนใจยกสร้อยคอดังกล่าวให้นางสาวสมรที่นายจุกหลงชอบมานานแล้ว
ให้วินิจฉัยว่า นายจุกมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานใดบ้าง
ธงคำตอบ
กรณีที่นายจุกใช้กำลังประทุษร้ายแย่งสร้อยคอทองคำมาจากนางแต๋ว ไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคหนึ่ง เพราะไม่มีเจตนาเอาสร้อยคอเป็นของตน เพียงต้องการเก็บรักษาไว้ไม่ให้นางแต๋วนำไปเล่นการพนัน (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่2188/2545)
การที่นายจุกชกปากนางแต๋วอย่างแรงจนริมฝีปากแตก ถือว่านางแต๋วได้รับอันตรายแก่กาย นายจุกมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ส่วนกรณีการชกทำให้ฟันปลอมของนางแต๋วหักแตกกระจายไม่อาจใช้เคี้ยวอาหารได้นั้น เมื่อฟันปลอมเป็นเพียงทรัพย์มิใช่อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย นายจุกจึงไม่มีความผิดฐานทำร้ายร่่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส ตามมาตรา 297 แต่นายจุกเล็งเห็นผลได้ว่าการชกนั้นจะถูกฟันปลอม นายจุกคงมีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ตามมาตรา 358
ส่วนที่นายจุกเอาทรัพย์ของนางแต๋วที่อยู่ในความครอบครองของตนไปยกให้นางสาวสมร เป็นการเบียดบังเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยทุจริต นายจุกจึงมีความผิดฐานยักยอก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก |