Oops! It appears that you have disabled your Javascript. In order for you to see this page as it is meant to appear, we ask that you please re-enable your Javascript!
การบรรยายคำฟ้องในคดีอาญา | ศูนย์รวมข้อมูลกฎหมาย เตรียมสอบ 3 สนาม ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม
การบรรยายคำฟ้องในคดีอาญา
การบรรยายคำฟ้องในคดีอาญา
1. กรณีที่โจทก์บรรยายฟ้องไม่ครบอง
ค์ประกอบความผิด นอกจากจะเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยม
าตรา 158(5) ซึ่งศาลฎีกาถือเป็นฟ้องขาดสาระส
ำคัญของความผิด ไม่อาจลงโทษจำเลยได้แล้ว ยังเป็นฟ้องที่ศาลไม่อาจสั่งแก้
ไขให้ถูกต้องในชั้นตรวจรับฟ้องต
ามมาตรา 161 และโจทก์เองก็ไม่มีสิทธิที่จะขอ
แก้ไขคำฟ้องนั้นให้ถูกต้องสมบูร
ณ์ขึ้นในภายหลังตามมาตรา 163 และมาตรา 164
คำพิพากษาฎีกาที่ 1062/2504
โจทก์ฟ้องหาว่า
...
จำเลยออกเช็คโดยไม่มีเงินในธนาค
าร ขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้
เช็ค แต่ตามฟ้องของโจทก์ไม่ได้กล่าวข
้อความว่า ธนาคารปฏิเสธการใช้เงินตามเช็ค อันเป็นองค์ประกอบความผิดประการ
หนึ่ง ถือว่าฟ้องของโจทก์ไม่เป็นฟ้องท
ี่ถูกต้อง
2. ในกรณีที่ฟ้องโจทก์ไม่ถูกต้องมา
แต่ต้นแล้ว โจทก์จะมาขอแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อ
ให้เป็นฟ้องถูกต้องขึ้นมาหาได้ไ
ม่ การร้องขอแก้หรือเพิ่มเติมฟ้องเ
กี่ยวกับหรือรายละเอียดซึ่งต้อง
แถลงในฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 164 ฟ้องของโจทก์จะต้องเป็นฟ้องที่ถ
ูกต้องมาแต่ต้นแล้ว
คำพิพากษาฎีกาที่ 2006/2541
การออกเช็คที่จะเป็นความผิดตามพ
ระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเ
กิดจาการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4(1) ต้องเป็นการออกเช็คเพื่อการชำระ
หนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้บ
ังคับได้ตามกฎหมาย ดังนั้น หนี้ตามเช็คที่มีอยู่จริงและบัง
คับได้ตามกฎหมายหรือไม่ย่อมเป็น
ข้อเท็จจริงประการหนึ่งซึ่งเป็น
องค์ประกอบของความผิดด้วย เมื่อคำฟ้องโจทก์บรรยายแต่เพียง
ว่า จำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้เงินก
ู้โดยมิได้ระบุว่าเป็นหนี้ที่มี
อยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย ทั้งโจทก์มิได้แนบสำเนาสัญญากู้
ยืมมาท้ายฟ้อง คำฟ้องของโจทก์จึงขาดข้อเท็จจริ
งอันเป็นองค์ประกอบของความผิดตา
ม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้
เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 เป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ตามมาตรา 158 (5) โจทก์จะมาแก้ไขเพิ่มเติมภายหลัง
เพื่อให้ฟ้องโจทก์สมบูรณ์ขึ้นอั
นเป็นการกระทำให้จำเลยเสียเปรีย
บ ย่อมไม่อาจกระทำได้ ศาลจึงไม่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพ
ิ่มเติมฟ้องไม่ได้
3. ในกรณีที่ศาลยกฟ้องเพราะฟ้องขาด
องค์ประกอบของความผิดนั้น ถือว่าศาลได้วินิจฉัยเนื้อหาของ
ความผิดอันเป็นกรณีที่ศาลได้มีค
ำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซ
ึ่งได้ฟ้องแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไ
ปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาควา
มอาญา มาตรา 39(4) (ฎ. 2757/2544)
4. ในกรณีความผิดที่มี “พฤติการณ์ประกอบการกระทำ” เป็นองค์ประกอบภายนอกของความผิด
โจทก์ต้องบรรยายมาให้ครบองค์ประ
กอบด้วย
คำพิพากษาฎีกาที่ 5364/2536
โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยวางเพลิ
งเผาทรัพย์ของผู้เสียหาย โดยมิได้ระบุว่าการกระทำของจำเล
ยน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลหรือท
รัพย์ของบุคคลอื่นอันจะเป็นความ
ผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 220 ย่อมเป็นฟ้องที่ขาดองค์ประกอบคว
ามผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณ
าความอาญา มาตรา 158(5) แม้จำเลยมิได้หลงต่อสู้ ก็ลงโทษจำเลยตามมาตรานี้ไม่ได้
ในกรณีที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเ
ลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ทะเลาะกันโดยด่าซึ่งกันและกัน และใช้ผลฟักทองกับลังไม้ทุ่มใส่
กันและกันที่ตลาด พอเข้าใจว่าเป็นการทะเลาะกันอย่
างอื้ออึงในสาธารณสถาน ครบองค์ประกอบของความผิดตามประม
วลกฎหมายอาญา มาตรา 372 แล้ว (ฎ. 894/2515)
คำพิพากษาฎีกาที่ 894/2515
คำฟ้องในข้อหาความผิดฐานทะเลาะก
ันอย่างอื้ออึงในทางสาธารณะหรือ
สาธารณสถาน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 372 ไม่เคร่งครัดถึงกับต้องบรรยายใช
้ถ้อยคำในตัวบทกฎหมายเสมอไป เมื่ออ่านคำฟ้องทั้งหมดพอเข้าใจ
ได้ว่าเป็นการทะเลาะกันอย่างอื้
ออึงในทางสาธารณะหรือสาธารณสถาน
แล้ว ก็เป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย
เหตุฉกรรจ์ที่โจทก์ประสงค์ให้ลง
โทษหนักขึ้นตามบทมาตราใด โจทก์ต้องบรรยายลักษณะของเหตุฉก
รรจ์ตามบทมาตรานั้นมาในคำฟ้องด้
วย
คำพิพากษาฎีกาที่ 6416/2534
โจทก์ฟ้องจำเลยกับพวกที่หลบหนีว
่า ร่วมกันพยายามฆ่าโจทก์ร่วม โดยมิได้บรรยายฟ้องว่าโจทก์ร่วม
ได้รับอันตรายสาหัสอย่างไร เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลย
มีเจตนาเพียงทำร้ายร่างกาย ไม่มีเจตนาฆ่า แม้โจทก์ร่วมได้รับอันตรายสาหัส
ศาลก็พิพากษาลงโทษจำเลยตามประมว
ลกฎหมายอาญา มาตรา 297 ไม่ได้ ชอบที่จะพิพากษาว่าจำเลยมีความผ
ิดเพียงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 เท่านั้น
ในกรณีที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าชิง
ทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้ายด้ว
ยการชกตาซ้ายของผู้เสียหาย 1 ครั้ง
แต่มิได้บรรยายฟ้องว่าผู้เสียหา
ยได้รับอันตรายแก่กาย ย่อมลงโทษฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุใ
ห้อื่นได้รับอันตรายแก่กายไม่ได
้
คำพิพากษาฎีกาที่ 2407/2548
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยชิงทรัพย์ผู้เ
สียหายโดยใช้กำลังประทุษร้ายด้ว
ยการชกตาของผู้เสียหายหนึ่งครั้
ง แต่มิได้บรรยายฟ้องว่าเป็นอันตร
ายแก่กาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาว่า จำเลยกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอา
ญา มาตรา 339 วรรคสาม ซึ่งเป็นกรณีความผิดฐานชิงทรัพย
์เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตร
ายแก่กาย นั้น เป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ได้บรรยาย
ฟ้องไว้ จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค
์ลงโทษ ศาลไม่อาจนำข้อเท็จจริงที่ว่าจำ
เลยได้รับอันตรายแก่กายนั้นมาลง
โทษจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธี
พิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสี่ จำเลยคงมีความผิดฐานชิงทรัพย์ตา
มประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคหนึ่ง ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่
ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาขึ้นม
า ศาลก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมว
ลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 225 ประกอบมาตรา 195 วรรคสอง
ในกรณีที่โจทก์ฟ้องฐานปลอมเอกสา
รสิทธิ โจทก์ก็ต้องบรรยายฟ้องให้ปรากฏว
่าเอกสารที่ปลอมนั้นเป็นเอกสารส
ิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1(9)
ความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อก
ารอนาจาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสามนั้น องค์ประกอบความผิดในส่วนของการก
ระทำ “เพื่อการอนาจาร” เป็นเพียงเจตนาพิเศษอันเป็นมูลเ
หตุจูงใจให้กระทำความผิดที่ทำให
้ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้นเท่
านั้น ดังนั้นหากจำเลยกระทำโดยมีเจตนา
พิเศษเพื่อการอนาจาร ก็ครบองค์ประกอบความผิดตามประมว
ลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสามแล้ว แม้จำเลยยังไม่ได้กระทำถึงขั้นก
ระทำอนาจารแก่ผู้เสียหายก็ตาม
การบรรยายฟ้องขอให้ลงโทษตามประม
วลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม โจทก์จึงอยู่ในบังคับต้องบรรยาย
ฟ้องให้ปรากฏเพียงว่า จำเลยพรากผู้เยาว์ไปโดยมีเจตนาพ
ิเศษเพื่อการอนาจารก็เพียงพอแล้
ว หาจำต้องบรรยายฟ้องให้ปรากฏว่าจ
ำเลยได้กระทำอนาจารผู้เยาว์อย่า
งไรด้วยแต่อย่างใด (ฎ. 6632/2540)
ข้อสังเกต แต่ถ้า “การกระทำอนาจาร” เป็นองค์ประกอบของความผิดในส่วน
ของ “การกระทำ” เช่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 และมาตรา 279 เป็นต้น
โจทก์ต้องบรรยายฟ้องให้ชัดแจ้งด
้วยว่ากระทำอนาจารอย่างไร
ปิดหน้านี้
กดพิมพ์ (Print) หน้านี้
www.LawSiam.com : ศูนย์รวมข้อมูลกฎหมาย เตรียมสอบ 3 สนาม