Oops! It appears that you have disabled your Javascript. In order for you to see this page as it is meant to appear, we ask that you please re-enable your Javascript!
สำคัญผิดในข้อเท็จจริง มาตรา ๖๒ | ศูนย์รวมข้อมูลกฎหมาย เตรียมสอบ 3 สนาม ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม
สำคัญผิดในข้อเท็จจริง มาตรา ๖๒
สำคัญผิดในข้อเท็จจริง
มาตรา ๖๒
ข้อเท็จจริงไม่มีอยู่จริง
ผู้กระทำสำคัญผิดว่ามีอยู่จริง
ผู้กระทำได้กระทำไปเพราะการสำคั
ญผิดในข้อเท็จจริงนั้น
ผู้กระกระทำอาจไม่มีความผิด ไม่ต้องรับโทษ หรือได้รับโทษน้อยลง
มาตรา ๖๒ เป็นเรื่องสำคัญผิดในเหตุการณ์ แต่มาตรา ๖๑ เป็นเรื่องสำคัญผิดในตัวบุคคลที
่ถูกกระทำ ผลของการสำคัญผิดตามมาตรา ๖๒ ผู้กระทำอาจไม่มีความผิด อาจได้รับยกเว้นโทษ หรือได้รับโทษน้อย
...
ลง แต่การสำคัญผิดตามมาตรา ๖๑ ผู้กระทำไม่พ้นผิด
เมื่อมีการสำคัญผิดในข้อเท็จจริ
ง เราจะปรับด้วยมาตรา ๖๒ ไม่ปรับด้วยมาตรา ๖๑ เช่น มีคนร้ายมาวางเพลิงเผาทรัพย์ เจ้าของบ้านเห็นผู้ตายเดินอยู่ใ
กล้ๆ ที่เกิดเหตุ เข้าใจว่าเป็นคนร้ายที่มาเผาบ้า
น จึงยิงผู้นั้นไป ๑ นัด กรณีนี้หากอ้างความสำคัญผิดตามม
าตรา ๖๑ ว่า เป็นการยิงผิดตัว กรณีนี้เจ้าของบ้านยังมีความผิด
แต่ถ้าอ้างมาตรา ๖๒ เจ้าของบ้านสำคัญผิดว่าคนที่เดิ
นเป็นคนร้ายมาเผาบ้าน จึงยิงไปเพื่อป้องกัน กรณีนี้เป็นการสำคัญผิดในข้อเท็
จจริง แม้ความจริงผู้นั้นไม่ได้เป็นคน
ร้าย แต่เจ้าของบ้านเข้าใจว่าเป็นคนร
้าย เจ้าของบ้านก็ได้รับประโยชน์จาก
มาตรา ๖๒ วรรคแรก
คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๒๙/
๒๕๑๗ บ้านของจำเลยถูกลอบวางเพลิง ไฟกำลังไหม้หน้าบ้าน จำเลยออกมาจากบ้านถือปืนออกมาด้วย แสดงว่าจะยิงคนร้าย ครั้นเห็นผู้ตายยืนอยู่ที่หน้าบ
้านจำเลยก็สำคัญผิดคิดว่าเป็นคน
ร้ายที่มาลอบวางเพลิง จำเลยจึงยิงผู้ตาย ถือได้ว่าจำเลยกระทำไปเพื่อป้อง
กันทรัพย์ของจำเลย แต่ไม่ได้ความว่าผู้ตายกำลังทำอ
ะไรแก่บ้านของจำเลยที่ถูกไฟไหม้
ไม่มีเหตุอันสมควรที่จำเลยจะต้อ
งยิงผู้ตายจึงเป็นการเกินกว่ากร
ณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องก
ันทรัพย์
การสำคัญผิดในข้อเท็จจริง จะต้องมีเหตุการณ์เกิดขึ้น ทำให้ผู้กระทำสำคัญผิด จึงลงมือกระทำการเพราะความสำคัญ
ผิดนั้น ถ้าไม่มีเหตุการณ์ใดที่จะทำให้ส
ำคัญผิดได้เลย ผู้กระทำจะอ้างความสำคัญผิดไม่ไ
ด้
คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๑๙/
๒๕๓๗ คืนเกิดเหตุเวลาประมาณ 2 นาฬิกา สุนัขในบ้านจำเลยเห่า จำเลยรู้สึกตัวลุกออกจากบ้านเห็นโจทก์
ร่วม สำคัญผิดว่าเป็นคนร้าย
คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๘๗๑/
๒๕๓๘ ผู้เสียหายเข้าไปในโรงเรียนในเวลากลาง
คืนจำเลยทั้งสองทำร้ายผู้เสียหา
ยโดยเข้าใจว่าผู้เสียหายเป็นคนร
้ายจะเข้าไปลักทรัพย์ในโรงเรียน
คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๓๑๔/
๒๕๓๖ จำเลยถูก พ.ชกล้มลง ผู้ตายก้มตัวจะดึงจำเลยขึ้น จำเลยสำคัญผิดว่าผู้ตายจะเข้ามาทำร้าย
จำเลย จึงใช้มีดแทงผู้ตาย
คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๐๗๗/
๒๕๓๖ ขณะเกิดเหตุเป็นยามวิกาลและหมู่บ้านที
่เกิดเหตุมีโจรผู้ร้ายชุกชุม มีเสียงปืนจากทางฝ่ายผู้ตาย ย่อมมีเหตุอันสมควรที่จำเลยจะเข
้าใจว่าฝ่ายผู้ตายซึ่งใช้อาวุธป
ืนยิงก่อนนั้นเป็นคนร้ายและใช้อ
าวุธปืนยิงใส่จำเลย
คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๗๑๖/
๒๕๓๕ โจทก์ร่วมทั้งสองเดินผ่านสวนของจำเลยไ
ปทางหน้าบ้านจำเลยในเวลากลางคืน
โดยไม่ได้ร้องบอกว่าเป็นโจทก์ร่
วมที่ ๑ กับพวก ขออาศัยเดินผ่าน เป็นเหตุให้จำเลยสำคัญผิดว่าโจท
ก์ร่วมทั้งสองเป็นคนร้ายที่เข้า
มาลักทรัพย์
คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๑๔๕/
๒๕๓๑ จำเลยจูงรถจักรยานยนต์ของบุคคลอื่นซึ่
งเจ้าหน้าที่ตำรวจยึดไว้ไปจากที
่จอดรถหน้าสถานีตำรวจ โดยไม่มีเหตุที่จะทำให้สำคัญผิด
ได้ว่ารถจักรยานยนต์ดังกล่าวเป็
นของจำเลย เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจตามไปทันข
ณะจำเลยกำลังจูงรถจักรยานยนต์อย
ู่ จำเลยก็ไม่ได้โต้เถียงว่าเป็นรถ
จำเลย เจ้าหน้าที่ตำรวจขอดูใบอนุญาตขั
บขี่และสำเนาทะเบียนรถจำเลยก็ไม
่มีแสดง พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าจำเลยน
ำรถจักรยานยนต์ไปโดยเจตนาทุจริต
ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นและทำให้
เกิดความสำคัญผิดนั้นไม่จำต้องม
ีอยู่จริง แต่ถ้าหากข้อเท็จจริงนั้นมีอยู่
จริงจะทำให้การกระทำไม่เป็นความ
ผิด หรือไม่ต้องรับโทษ หรือได้รับโทษน้อยลง ผู้กระทำย่อมได้รับประโยชน์จากม
าตรา ๖๒ วรรคหนึ่ง
คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๖๖/
๒๕๑๔ (ประชุมใหญ่) ผู้ตายชอบทำตัวเป็นอันธพาล เคยพกปืนติดตัวอยู่เสมอ ทั้งเคยทำท่าจะไล่ยิงจำเลยมาครั้งหนึ
่งแล้ว ครั้นคืนเกิดเหตุเมื่อผู้ตายเข้
าใจว่าจำเลยแกล้งขว้างผู้ตาย ผู้ตายได้หันหลังกลับเข้าหาจำเล
ยในท่านั่งยอง ๆ ห่างกัน ๒ วา พร้อมกับเอามือล้วงกระเป๋ากางเก
งทำท่าจะล้วงอะไรออกมาและพูดว่า
" อ้ายเตี้ยมึงจะเอาอะไรกับกู มึงตาย เสียเถิดอย่าอยู่เลย " แม้ว่าผู้ตายจะไม่มีอาวุธปืน แต่เมื่อพฤติการณ์แห่งคดีมีเหตุ
ผลสมควรทำให้จำเลยสำคัญผิดเข้าใ
จว่าผู้ตายมีอาวุธปืนและกำลังจะ
ยิงทำร้ายจำเลยในระยะห่างกัน ๒ วา อันนับได้ว่าเป็นภยันตรายที่ใกล
้จะถึงตัวจำเลย จำเลยชอบที่จะใช้สิทธิกระทำเพื่
อป้องกันตนได้ และการที่จำเลยใช้ปืนยิงผู้ตายเ
พื่อป้องกันตนไป ๑ นัดในทันทีนั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นการป้อง
กันพอสมควรแก่เหตุตามประมวลกฎหม
ายอาญา มาตรา ๖๘ ด้วยความสำคัญผิดในข้อเท็จจริง
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๒ วรรคแรก
การสำคัญผิดในข้อเท็จจริงที่จะไ
ด้รับประโยชน์ตามมาตรา ๖๒ วรรคแรก ได้แก่
๑. การสำคัญผิดในข้อเท็จจริงที่ทำใ
ห้การกระทำไม่เป็นความผิด
๒. การสำคัญผิดในข้อเท็จจริงที่ทำใ
ห้ผู้กระทำไม่ต้องรับโทษ
๓. การสำคัญผิดในข้อเท็จจริงที่ทำใ
ห้ผู้กระทำได้รับโทษน้อยลง
การสำคัญผิดในข้อเท็จจริงที่ทำใ
ห้การกระทำไม่เป็นความผิด ได้แก่
๑. สำคัญผิดในข้อเท็จจริงว่าทรัพย์
นั้นเป็นของตนเอง
คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๘๗๘/
๒๕๓๖ ในคืนเกิดเหตุจำเลยเมาสุรามาก จำเลยจะกลับบ้านพบรถยนต์คันหนึ่งจอดอย
ู่โดยไม่ได้ล๊อกประตูและเสียบกุ
ญแจคาไว้ จำเลยจึงขับออกไปโดยสำคัญผิดว่า
รถยนต์คันนั้นเป็นของจำเลย ถือไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาลักรถย
นต์คันดังกล่าว จำเลยไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์
๒. สำคัญผิดในข้อเท็จจริงว่ามีภยัน
ตรายที่ใกล้จะถึง
คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๓๙/
๒๕๑๕ จำเลยได้ยินเสียงคนร้องทางฝั่งคลองตรง
ข้าม เข้าใจว่ามีเรื่องทะเลาะกัน จึงเดินลุยน้ำข้ามไปดู พอถึงก็ถูกคนตีที่แสกหน้าล้มลง เห็นคนตีวิ่งหนีไปทางทิศเหนือ แล้วมีคนวิ่งมาจากทางทิศเหนืออี
ก จำเลยเข้าใจว่าเป็นคนร้ายจะเข้า
มาทำร้ายจำเลย จึงใช้มีดดาบฟันคนที่วิ่งเข้ามา
นั้น ๑ ทีถูกศีรษะ กลับปรากฏว่าเป็นนายดินผู้ตายซึ
่งเป็นญาติกัน ดังนี้ ถือได้ว่าจำเลยสำคัญผิดในข้อเท็
จจริง กระทำป้องกันตัวพอสมควรแก่เหตุ
คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๐๙/
๒๕๐๒ แม้จำเลยจะคิดว่าพลตำรวจม้วนเป็นคนร้
ายงัดห้องแต่จำเลย ก็มิได้เจตนาจะยิงคนร้าย จำเลยเพียงแต่ยิงเพื่อขู่โดยไม่
เห็นตัวและได้ยิงลงต่ำ ไม่ประสงค์ให้ถูกใคร หากแต่เผอิญกระสุนไปถูกไม้คร่าว
จึงแฉลบไปถูกพลตำรวจม้วนเข้าถือ
ว่า จำเลยไม่มีเจตนาฆ่าหรือแม้แต่เจ
ตนาจะทำร้ายพลตำรวจม้วนเลย ฎีกานี้เป็นเรื่องมีเจตนายิงขู่
เท่านั้น
๓. สำคัญผิดในข้อเท็จจริงว่าเจ้าขอ
งทรัพย์อนุญาตให้เข้าไปในอสังหา
ริมทรัพย์และอนุญาตให้ตัดฟันต้น
ไม้ได้
ข้อสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา วันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๔๖ นายฟ้าเป็นพนักงานการไฟฟ้าส่วนภ
ูมิภาคได้รับคำสั่งจากผู้บังคับ
บัญชาให้ไปปรับปรุงระบบสายไฟฟ้า
บริเวณทางโค้งแห่งหนึ่ง ซึ่งมีต้นไม้กีดขวางแนวทางพาดสา
ยไฟฟ้าอยู่ ๔ ต้นในที่ดินของนายขาว นายฟ้าจึงไปสอบถามนายแดงซึ่งเป็
นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านท้องที่ นายแดงทราบดีว่าต้นไม้เป็นของนา
ยขาว แต่ต้องการแกล้งนายขาว จึงบอกแก่นายฟ้าว่าที่ดินดังกล่
าวเป็นของมารดานายแดง และมารดานายแดงอนุญาตให้ตัดต้นไ
ม้ได้ นายฟ้าเชื่อเช่นนั้นจึงไปจ้างนา
ยเขียวมาตัดต้นไม้ นายเขียวตัดฟันต้นไม้ทั้ง ๔ ตน โดยรู้ว่าเป็นของนายขาวและรู้ว่
านายขาวไม่ได้อนุญาตให้ตัดฟันต้
นไม้แต่อยากได้ค่าจ้าง
ให้วินิจฉัยว่า นายเขียว นายฟ้า นายแดง มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐา
นใด
คำตอบ นายเขียวเข้าไปตัดฟันต้นไม้ในที
่ดินของนายขาวโดยรู้ว่านายขาวมิ
ได้อนุญาตให้ตัดและไม่ยินยอมให้
นายเขียวเข้าไปตัดต้นไม้ เป็นการทำให้ต้นไม้ของนายขาวเสี
ยหาย แสดงว่านายเขียวมีเจตนาทำให้เสี
ยทรัพย์ และมีเจตนาที่จะเข้าไปกระทำการใ
ดๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสัง
หาริมทรัพย์ของนายขาวโดยปกติสุข
การกระทำของนายเขียวจึงเป็นความ
ผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๘ และฐานบุกรุกตามมาตรา ๓๖๒ อีกบทหนึ่งด้วย
นายฟ้า เชื่อตามที่นายแดงบอกว่าที่ดินเ
ป็นของมารดานายแดงและมารดานายแด
งอนุญาตให้เข้าไปตัดฟันต้นไม้ได
้ จึงว่าจ้างนายเขียวเข้าไปตัดฟัน
ต้นไม้ทั้ง ๔ ต้น ถือว่านายฟ้ากระทำไปโดยสำคัญผิด
ในข้อเท็จจริงว่าเจ้าของที่ดินแ
ละต้นไม้อนุญาตให้เข้าไปในที่ดิ
นและตัดฟันต้นไม้ได้ ซึ่งหากข้อเท็จจริงดังกล่าวมีอย
ู่จริงจะทำให้การกระทำไม่เป็นคว
ามผิด ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงดังกล่าวจะไม่มีอ
ยู่จริง แต่นายฟ้าสำคัญผิดว่ามีอยู่จริง
นายฟ้าย่อมไม่มีความผิดตามมาตรา
๖๒ วรรคแรก
นายแดง ทราบว่าที่ดินและต้นไม้เป็นของน
ายขาวแต่ต้องการแกล้งนายขาว จึงบอกแก่นายฟ้าว่าที่ดินดังกล่
าวเป็นของมารดาตนและมารดาอนุญาต
ให้ตัดฟันต้นไม้ได้นั้น แม้ถือไม่ได้ว่านายแดงเป็นผู้ใช
้ให้นายฟ้ากระทำความผิดตามมาตรา
๘๔ เพราะการกระทำของนายฟ้าไม่เป็นค
วามผิดก็ตาม แต่เมื่อปรากฏว่านายฟ้าจ้างนายเ
ขียวให้ตัดฟันต้นไม้ทั้ง ๔ ต้น และนายเขียวได้กระทำผิดโดยรู้ว่
านายขาวเจ้าของที่ดินไม่ได้อนุญ
าตให้เข้าไปในที่ดินและไม่ได้อน
ุญาตให้ตัดฟันต้นไม้ ย่อมถือได้ว่านายแดงเป็นผู้ก่อใ
ห้นายเขียวกระทำความผิดด้วยวิธี
อื่นใด จึงเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิด เมื่อนายเขียวไปกระทำความผิดตาม
ที่ใช้ นายแดงจึงต้องรับโทษเสมือนหนึ่ง
เป็นตัวการ นายแดงมีความผิดตามมาตรา ๓๕๘, ๓๖๒ ประกอบด้วยมาตรา ๘๔ ( เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ ๖๖๗๗/๒๕๔๐ )
๔. ความสำคัญผิดเรื่องอายุของผู้เส
ียหายในความผิดเกี่ยวกับเพศ
คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๖๙๘/
๒๕๔๐ พยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยนำสืบน่าเ
ชื่อว่าจำเลยไม่ทราบว่าผู้เสียห
ายอายุไม่เกิน ๑๕ ปี ข้อเท็จจริงจึงไม่พอฟังว่าจำเลย
กระทำชำเราผู้เสียหายโดยรู้อยู่
แล้วว่าผู้เสียหายมีอายุไม่เกิน
๑๕ ปี เป็นการสำคัญผิดในข้อเท็จจริงอั
นเป็นองค์ประกอบของความผิดตามปร
ะมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๗ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา ๖๒ วรรคหนึ่ง จำเลยไม่มีความผิดตามบทกฎหมายดั
งกล่าว
คดีนี้ จากคำเบิกความของพนักงานสอบสวนท
ี่ว่า ผู้เสียหายมีรูปร่างสูงใหญ่ และ
ผู้เสียหายก็เบิกความว่าหลังเกิ
ดเหตุได้มีการผูกข้อมือเป็นสามี
ภริยากับจำเลย แสดงว่าทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว
่าผู้เสียหายมีสภาพร่างกายเจริญ
เติบโตพร้อมที่จะเป็นภริยาจำเลย
ได้แล้ว และจำเลยอยู่กินกับผู้เสียหายอย
่างสามีภริยา จึงเป็นข้อเท็จจริงที่ทำให้จำเล
ยสำคัญผิดได้
การสำคัญผิดที่ทำให้ไม่ต้องรับโ
ทษ เช่น แดงลักสร้อยคอทองคำของมารดาไปโด
ยเข้าใจว่าเป็นสร้อยคอของนางดำภ
ริยา กรณีนี้ แม้สร้อยคอจะไม่ใช่ของภริยา แต่นายแดงสำคัญผิดว่าเป็นสร้อยค
อของภริยา นายแดงไม่ต้องรับโทษตามมาตรา ๖๒ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๗๑ วรรคแรก
การสำคัญผิดที่ทำให้รับโทษน้อยล
ง เช่น แดงถูกดำทำร้าย แดงโกรธจึงวิ่งไล่จะทำร้ายดำ แดงไปพบขาวสำคัญผิดว่าขาวเป็นดำ
ที่ทำร้ายตน แดงจึงทำร้ายขาว กรณีนี้แดงมีความผิดฐานทำร้ายร่
างกายขาวตามมาตรา ๒๙๕, ๗๒ โดยสำคัญผิดข้อเท็จจริงตามมาตรา
๗๒
การสำคัญผิดข้อเท็จจริงอาจเป็นก
ารกระทำโดยประมาทได้
มาตรา ๖๒ วรรคสาม ถ้าความสำคัญผิดเกิดขึ้นโดยความ
ประมาท ให้ผู้กระทำรับผิดฐานกระทำโดยปร
ะมาทด้วย จะต้องมีข้อเท็จจริงให้เห็นว่าผ
ู้กระทำมีความประมาทหรือไม่
กรณีที่มีการสำคัญผิดในข้อเท็จจ
ริงแม้จะมีผลให้ผู้กระทำไม่มีคว
ามผิด ไม่ต้องรับโทษ หรือได้รับโทษน้อยลง เป็นข้อยกเว้นให้สำหรับความผิดท
ี่ได้กระทำโดยเจตนาเท่านั้น การสำคัญผิดในข้อเท็จจริงถ้ากระ
ทำโดยไม่ระมัดระวังในการพิจารณา
ข้อเท็จจริงให้ดี เป็นการกระทำโดยประมาท เพราะไม่ดูข้อเท็จจริงให้ดี ถ้าดูให้ดีก็จะไม่สำคัญผิด กรณีเช่นนี้หากเกิดผลที่กฎหมายบ
ัญญัติว่าเป็นความผิดฐานกระทำโด
ยประมาท ผู้กระทำจะไม่ได้รับยกเว้นความผ
ิด หรือยกเว้นโทษ หรือได้รับโทษน้อยลง
คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๗๒/
๒๕๑๐ (ประชุมใหญ่) จำเลยใช้ปืนยิงเด็กซึ่งส่องไฟหากบที่
ริมรั้วบ้านจำเลยถึงแก่ความตาย โดยจำเลยสำคัญผิดว่าเป็นคนร้ายจ
ะมาฆ่าพี่จำเลย เป็นการป้องกันเกินกว่ากรณีแห่ง
การจำต้องกระทำเพื่อป้องกัน มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘, ๖๙
จำเลยยิงคนตายโดยสำคัญผิดว่าเป็
นคนร้าย เป็นการกระทำโดยเจตนา แต่เป็นการป้องกันซึ่งเกินกว่าก
รณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้อง
กัน จึงเป็นความผิดตามมาตรา ๒๘๘, ๖๙
และความสำคัญผิดนั้นก็เกิดโดยคว
ามประมาทของจำเลย เช่นนี้ จำเลยย่อมผิดฐานทำให้คนตายโดยปร
ะมาทโดยผลของมาตรา ๖๒ วรรคสอง ด้วย กรณีเช่นนี้เป็นเรื่องกรรมเดียว
ผิดกฎหมายหลายบท
จึงต้องลงโทษในเรื่องฆ่าโดยป้อง
กันเกินกว่ากรณี อันเป็นบทหนักตามมาตรา ๙๐ แต่ถ้าการกระทำของจำเลยเป็นการป
้องกันพอสมควรแก่เหตุซึ่งไม่เป็
นความผิดก็คงเหลือเพียงความผิดใ
นส่วนที่สำคัญผิดโดยประมาทตามมา
ตรา ๖๒ วรรคสอง คือความผิดฐานทำให้คนตายโดยประม
าทตามมาตรา ๒๙๑ ฐานเดียว
คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๑/
๒๕๑๒ สามีนอนอยู่ชั้นบนของเรือน ภริยานอนอยู่ชั้นล่างต่างคนก็หลับไป
แล้ว ต่อมาสุนัขเห่า ภริยาจึงตื่นไปแอบฝาห้องดูคนร้า
ยที่ห้องนอนของสามี สามีตื่นภายหลังมองเห็นคนอยู่ที
่ฝาห้องตะคุ่มๆ เข้าใจว่าเป็นคนร้ายเพราะมืด จึงหยิบมีดฟันไป ๑ ที ภริยาถึงแก่ความตาย ดังนี้ ถือว่าเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง
สามีมีสิทธิป้องกันได้โดยไม่ต้อ
งพูดจาไต่ถาม หรือรอให้ผู้นั้นแสดงกิริยาว่าจ
ะเข้ามาประทุษร้ายก่อน และสามีไม่รู้ว่าคนที่เข้าใจว่า
เป็นคนร้ายจะมีอาวุธร้ายแรงหรือ
ไม่สามีฟันไปทีเดียว ถือได้ว่ากระทำไปพอสมควรแก่เหตุ
และยังไม่พอถือว่าการกระทำของสา
มีเกิดขึ้นด้วยความสำคัญผิดในข้
อเท็จจริงโดยประมาทตามมาตรา ๖๒ วรรคสอง
คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๓๙/
๒๕๑๕ จำเลยได้ยินเสียงคนร้องทางฝั่งคลองตรง
ข้าม เข้าใจว่ามีเรื่องทะเลาะกันจึงเ
ดินลุยน้ำข้ามไปดู พอถึงก็ถูกคนตีที่แสกหน้าล้มลง เห็นคนตีวิ่งหนีไปทางทิศเหนือ แล้วมีคนวิ่งมาจากทางทิศเหนืออี
ก ซึ่งจำเลยเข้าใจว่าเป็นคนร้ายจะ
เข้ามาทำร้ายจำเลย จำเลยจึงใช้มีดดาบฟันคนที่วิ่งเ
ข้ามานั้น ๑ ทีถูกศีรษะ กลับปรากฏว่าเป็นนายดินผู้ตายซึ
่งเป็นญาติกัน ดังนี้ ถือได้ว่าจำเลยสำคัญผิดในข้อเท็
จจริง กระทำป้องกันตัวพอสมควรแก่เหตุ และไม่ปรากฏว่าความสำคัญผิดนี้เ
กิดขึ้นจากความประมาทของจำเลย จำเลยไม่มีความผิด
หมายเหตุ ตามคำพิพากษาฎีกาเรื่องนี้ภยันต
รายเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว บุคคลที่อยู่ในภาวะ วิสัย และพฤติการณ์เช่นเดียวกับจำเลยย
่อมไม่อาจใช้ความระมัดระวังในกา
รพิจารณาข้อเท็จจริงให้ดีกว่านี
้ได้ จึงไม่ถือว่าเป็นการกระทำโดยประ
มาท
คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๖๑๓/
๒๕๓๔ จำเลยสำคัญผิดว่าคนที่มาเคาะประตูห้อง
พักเป็นสามีเก่าของผู้ตายจะมาทำ
ร้ายจำเลย แต่กลับเป็นผู้ตาย ข้อเท็จจริงนั้นก็ไม่มีอยู่จริง
ตาม ป.อ. มาตรา ๖๒ วรรคแรก ซึ่งตามกฎหมายกรณีดังกล่าวจำเลย
มีสิทธิป้องกันได้ แต่สำหรับคดีนี้ปรากฏว่าประตูห้
องเกิดเหตุมีโซ่คล้องอยู่สามารถ
เปิดได้ประมาณ ๑ คืบ การที่จำเลยใช้ปืนยิงออกไปจึงเก
ินกว่ากรณีแห่งการจำต้องทำเพื่อ
ป้องกันตามมาตรา ๖๙
เหตุเกิดในแฟลตซึ่งมีคนเช่าอยู่
จำนวนมาก และผู้ตายซึ่งมาเคาะประตูก็อยู่
บนทางเดินระหว่างกลางห้องพัก ทั้งขณะเกิดเหตุไฟฟ้าระหว่างทาง
เดินก็เปิดแล้ว จำเลยซึ่งอยู่ในห้องสามารถมองออ
กไปทางหน้าห้องได้ชัดเจน ประตูห้องเกิดเหตุมีโซ่คล้องอยู
่ การที่จำเลยยิงผู้ตายจึงเกิดขึ้
นด้วยความประมาทตาม มาตรา ๖๒ วรรคสอง ด้วย
(อ.อุทัย โสภาโชติ)
ปิดหน้านี้
กดพิมพ์ (Print) หน้านี้
www.LawSiam.com : ศูนย์รวมข้อมูลกฎหมาย เตรียมสอบ 3 สนาม