Oops! It appears that you have disabled your Javascript. In order for you to see this page as it is meant to appear, we ask that you please re-enable your Javascript!
สรุปหลักกฎหมายว่าด้วยหุ้นส่วน คำพิพากษาฎีกาที่น่าสนใจ | ศูนย์รวมข้อมูลกฎหมาย เตรียมสอบ 3 สนาม ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม
สรุปหลักกฎหมายว่าด้วยหุ้นส่วน คำพิพากษาฎีกาที่น่าสนใจ
กฎหมายว่าด้วยหุ้นส่วน
1. สัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วน
...ประมวลกฎหมายกฎหมายแพ่งและพา
ณิชย์ (“ป.พ.พ.”) มาตรา 1012 ได้นิยามไว้ว่า “อันว่าสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่ว
นหรือบริษัทนั้นคือ สัญญาซึ่งบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้น
ไปตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจการร
่วมกัน ด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรอันจะพ
ึงได้แต่กิจการที่ทำนั้น”
...จากคำนิยามดังกล่าว สัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนจึงประ
กอบด้วยหลักเกณฑ์สามประการคือ
...1. ต้องมีบุคคลตั้งแ
...
ต่สองคนขึ้นไปเข้าทำสัญญา
...2. ตกลงเข้ากันเพื่อทำกิจการร่วมกั
น
...3. มีวัตถุประสงค์จะแบ่งกำไรอันจะพ
ึงได้จากกิจการที่หาได้นั้น
...1. 1 บุคคลตั้งแต่สองคนเข้าทำสัญญากั
น
...มาตรา 1012 ชี้ให้เห็นว่าการทำสัญญาจัดตั้ง
ห้างหุ้นส่วนนั้นจะต้องมีบุคคลต
ั้งแต่สองคนขึ้นไป หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือว่าห้
างหุ้นส่วนจะต้องมีผู้เป็นหุ้นส
่วนอย่างน้อยสองคน และเนื่องจากบทบัญญัติในมาตรา 1012 ใช้คำว่า “บุคคล” ไม่ได้เฉพาะเจาะจงว่าจะต้องบุคค
ลธรรมดาหรือนิติบุคคล จึงเข้าใจได้ว่าผู้ที่จะทำสัญญา
จัดตั้งห้างหุ้นส่วนนั้นอาจเป็น
บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ได้ ซึ่งศาลฎีกาก็เคยวินิจฉัยไว้ในค
ำพิพากษาฎีกาที่ 3657/
2531 ว่านิติบุคคลก็อาจเข้ามาเป็นหุ้นส่วนใ
นห้างหุ้นส่วนได้ แต่อย่าไรก็ตามพระราชบัญญัติ บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 (“พ.ร.บ. บริษัทมหาชนจำกัดฯ”) มาตรา 12 ได้บัญญัติห้ามบริษัทมหาชนจำกัด
เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามั
ญหรือหุ้นส่วนชนิดไม่จำกัดความร
ับผิดในห้างหุ้นส่วนจำกัด ความตกลงที่ฝ่าฝืนข้อห้ามนี้เป็
นโมฆะ แต่มาตรา 12 พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัดฯก็ไม่ได
้ห้ามบริษัทมหาชนจำกัดฯเข้าเป็น
หุ้นส่วนชนิดจำกัดความรับผิดในห
้างหุ้นส่วนจำกัด แต่สำหรับบริษัทจำกัดนั้นป.พ.พ.
ไม่ได้มีบทบัญญัติใดห้ามบริษัทจ
ำกัดเข้าเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้น
ส่วนประเภทใด ๆ ดังเช่น พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัดฯ ดังนั้นบริษัทจำกัดซึ่งจัดตั้งข
ึ้นตามป.พ.พ.จึงสามารถที่จะเป็น
หุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญหรื
อเป็นหุ้นส่วนชนิดไม่จำกัดความร
ับผิดในห้างหุ้นส่วนจำกัดได้
...การที่ควรจะห้ามหรือไม่ห้ามบ
ริษัทจำกัดเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ
้นส่วนสามัญหรือหุ้นส่วนชนิดไม่
จำกัดความรับผิดในห้างหุ้นส่วนจ
ำกัดนั้นมีข้อน่าคิดในทางทฤษฎีอ
ยู่บ้างเช่นเดียวกัน กล่าวคือหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วน
สามัญหรือหุ้นส่วนชนิดไม่จำกัดค
วามรับผิดในห้างหุ้นส่วนจำกัดนั
้นจะต้องรับผิดในหนี้ทั้งหลายขอ
งห้างหุ้นส่วนอย่างไม่จำกัด ถ้ายอมให้บริษัทจำกัดเข้าเป็นหุ
้นส่วนได้แล้วก็อาจเป็นช่องทางใ
ห้มีการหลีกเลี่ยงหลักกฎหมายดัง
กล่าว เพราะบุคคลธรรมดาซึ่งประสงค์จะเ
ป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญ
ก็ดีหรือเป็นหุ้นส่วนชนิดไม่จำก
ัดความรับผิดในห้างหุ้นส่วนจำกั
ดก็ดีอาจเกรงว่าถ้าตนเข้าเป็นหุ
้นส่วนเช่นว่ามานี้จะมีผลทำให้ต
นต้องรับผิดในหนี้ของห้างหุ้นส่
วนอย่างไม่จำกัด ดังนั้นจึงหลีกเลี่ยงด้วยการไปจ
ัดตั้งบริษัทจำกัดขึ้นมาแล้วนำบ
ริษัทจำกัดเข้ามาเป็นหุ้นส่วนแท
น ซึ่งผู้ถือหุ้นในบริษัทจำกัดย่อ
มรับผิดเพียงเงินค่าหุ้นที่จะต้
องชำระให้แก่บริษัทจำกัดเท่านั้
น อย่างไรก็ตามมีข้อโต้แย้งได้เช่
นเดียวกันว่าบุคคลธรรมดาก็มีทรั
พย์สินอย่างจำกัดเช่นเดียวกัน ดังนั้นการที่บุคคลธรรมดาเข้ามา
เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามั
ญหรือหุ้นส่วนชนิดไม่จำกัดความร
ับผิดในห้างหุ้นส่วนจำกัด แม้กฎหมายจะให้รับผิดในหนี้ของห
้างหุ้นส่วนอย่างไม่จำกัด แต่ผู้นั้นจะชำระหนี้ให้เจ้าหนี
้ของห้างหุ้นส่วนได้ครบถ้วนหรือ
ไม่นั้นส่วนหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับข
้อเท็จจริงว่าเขามีทรัพย์สินที่
จะถูกบังคับให้นำมาชำระหนี้มากน
้อยเพียงใด จึงไม่มีผลแตกต่างกับกรณีของบริ
ษัทจำกัดที่เข้ามาเป็นหุ้นส่วนใ
นห้างหุ้นส่วนสามัญหรือหุ้นส่วน
ชนิดไม่จำกัดความรับผิดในห้างหุ
้นส่วนจำกัดแต่อย่างไร
... มาตรา 1012 นี้กล่าวถึงการทำสัญญาจัดตั้งบร
ิษัทด้วย ดังนั้นหลักเกณฑ์ที่ปรากฏอยู่ใน
มาตรานี้จึงต้องนำไปใช้กับสัญญา
จัดตั้งบริษัทด้วยเว้นแต่จะมีกา
รกำหนดในเรื่องใดเรื่องหนึ่งไว้
เป็นการเฉพาะในกฎหมายลักษณะบริษ
ัท เป็นต้นว่า ป.พ.พ. มาตรา 1097 กำหนดว่าบุคคลใด ๆ ตั้งแต่สามคนขึ้นไปจะเริ่มก่อกา
รและตั้งเป็นบริษัทจำกัดก็ได้ โดยเข้าชื่อกันทำหนังสือบริคณห์
สนธิ และกระทำการอย่างอื่นตามบทบัญญั
ติแห่งประมวลกฎหมายนี้ ซึ่งแม้ว่ามาตรา 1097 จะใช้คำว่าบุคคลใด ๆ แต่ในทางปฏิบัติที่ผ่านมานั้น นายทะเบียนจะไม่รับจดทะเบียนหนั
งสือบริคณห์สนธิที่มีนิติบุคคลเ
ป็นผู้เริ่มก่อการ หรือมาตรา 16 พ.ร.บ. บริษัททมหาชนจำกัดฯ ก็ได้กำหนดไว้ชัดเจนว่าบุคคลธรร
มดาตั้งแต่สิบห้าคนขึ้นไปจะเริ่
มจัดตั้งบริษัทมหาชนจำกัดได้โดย
จัดทำหนังสือบริคณห์สนธิและกระท
ำการอย่างอื่นตามพระราชบัญญัติน
ี้
...1.2 ตกลงเข้ากันเพื่อทำกิจการร่วมกั
น
...การเข้ากันคือ การตกลงนำทุนมาเข้ากัน ดังที่มาตรา 1026 บัญญัติว่าผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคน
ต้องมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดมาลงหุ้นด
้วย โดยสิ่งซึ่งจะนำมาลงหุ้นนั้นอาจ
เป็นเงินหรือทรัพย์สินอื่นหรือแ
รงงานก็ได้ อย่างไรก็ตามมาตรา 1083 บังคับไว้ว่าผู้เป็นหุ้นส่วนประ
เภทจำกัดความรับผิดในห้างหุ้นส่
วนจำกัดนั้นจะต้องลงหุ้นเป็นเงิ
นหรือทรัพย์สินอื่นเท่านั้น จะลงหุ้นด้วยแรงงานไม่ได้ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้สับสนกับการท
ี่ผู้เป็นหุ้นส่วนชนิดจำกัดความ
รับผิดสอดเข้าจัดการงานของห้างห
ุ้นส่วนจำกัด
...เกี่ยวกับการลงหุ้นด้วยแรงงา
นนั้น กฎหมายไม่ได้กำหนดไว้โดยชัดเจนว
่าแรงงานที่จะนำมาตีราคาเป็นหุ้
นนั้นจะต้องเป็นแรงงานที่ได้กระ
ทำไปแล้วหรือเป็นแรงงานที่จะกระ
ทำในภายหลัง แต่ในทางปฏิบัติที่ผ่านมาของนาย
ทะเบียนนั้นถือว่า ในการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนนั้น
แรงงานที่จะนำมาตีราคาเป็นทุนจด
ทะเบียนของห้างหุ้นส่วนจะเป็นแร
งงานที่ได้กระทำไปแล้วหรือจะกระ
ทำในภายหลังก็ได้
...สิ่งที่ผู้เป็นหุ้นส่วนนำมาล
งหุ้นนั้นจะตกเป็นของห้างหุ้นส่
วนหรือบริษัทที่จัดตั้งขึ้น ไม่ใช่เป็นทรัพย์สินส่วนตัวของผ
ู้ที่นำมาลงอีกต่อไป ยกเว้นกรณีของห้างหุ้นส่วนสามัญ
ที่ไม่ได้จดทะเบียนย่อมไม่เป็นน
ิติบุคคลแยกต่างหากจากผู้เป็นหุ
้นส่วน ดังนั้นสิ่งที่นำนำมาลงหุ้นนั้น
ก็ตกเป็นของผู้เป็นหุ้นส่วนทุกค
นร่วมกัน ทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ในกิจการข
องห้างหุ้นส่วนก็ต้องถือว่าเป็น
ของหุ้นส่วนทุกคนร่วมกันจนกว่าจ
ะได้มีการแบ่งปันหรือมีการชำระบ
ัญชีเมื่อเลิกห้าง (ดู ฎ. 3133/2529)
...คำพิพากษาฎีกาที่ 177/
2472 สองคนร่วมกันซื้อที่ดินด้วยประสงค์จะ
หากำไรมาแบ่งกัน ท่านว่าเป็นหุ้นส่วนกัน แม้จะใส่ชื่อผู้หนึ่งผู้ใดแต่เพ
ียงผู้เดียวก็ดี หาทำให้ที่ดินเป็นสิทธิแก่ผู้นั
้นไม่ ต้องเป็นของทั้งสองคนอันเป็นหุ้
นส่วนกัน
...คำพิพากษาฎีการที่ 10866/
2546 โจทก์และ ธ. ซึ่งมีชื่อถือกรรมกสิทธิ์ร่วมกันในที่พ
ิพาทได้นำที่พิพาทมาลงหุ้นในห้า
งหุ้นส่วนจำกัด ร. แม้จะไม่มีการจดทะเบียนโอนในโฉน
ดที่ดิน ที่ดินพิพาทก็ย่อมเป็นทรัพย์สิน
ของห้างหุ้นส่วนจำกัด ร. เมื่อห้างหุ้นส่วนจำกัด ร. เป็นหนี้ค่าภาษีอากรค้างชำระ จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ย่อมมีคำสั่งให้อายัดและยึดที่ด
ินพิพาทได้
...การลงทุนหรือการลงหุ้นร่วมกั
นเป็นเงื่อนไขสำคัญของความเป็นห
ุ้นส่วน โดยผู้เป็นหุ้นส่วนต้องมีเงิน ทรัพย์สินอื่นหรือแรงงานมาลงหุ้
น ถ้าไม่ได้ลงหุ้นแม้จะมีสิทธิได้
รับส่วนแบ่งกำไรก็ไม่ถือว่าเป็น
หุ้นส่วน การทำมาหาได้ร่วมกันฉันพี่น้องห
รือการทำมาหากินฉันสามีภริยา ที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส หากพิจารณาไม่ได้ความว่ามีการลง
ทุนเป็นหุ้นส่วนกันแล้วศาลก็ไม่
แบ่งทรัพย์สินให้ในฐานะหุ้นส่วน
...คำพิพากษาฎีกาที่ 832/
2492 การทำมาหาได้ร่วมกันฉันพี่น้องหรือกา
รทำมาหากินฉันสามีภริยาที่ไม่ได
้จดทะเบียนสมรสกัน หากพิจารณาไม่ได้ความว่ามีการลง
ทุนเป็นหุ้นส่วนกันแล้ว ศางลก็ไม่แบ่งทรัพย์สินให้ในฐาน
ะหุ้นส่วน
...คำพิพากษาฎีกาที่ 1399/
2523 ผู้เป็นหุ้นส่วนต้องมีเงินหรือทรัพย์ส
ินอื่นหรือแรงงานมาลงหุ้น ถ้าไม่ได้ลงหุ้นแม้มีสิทธิได้รั
บส่วนแบ่งกำไรก็ไม่ถือว่าเป็นหุ
้นส่วน
...คำพิพากษาฎีกาที่ 5252/
2533 โจทก์และจำเลยต่างมีคู่สมรสอยู่ก่อนแล
้ว ต่อมาได้มาอยู่กินกันฉันสามีภริ
ยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรสและช่วย
กันประกอบอาชีพรถรับส่งผู้โดยสา
ร ทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ในระหว่าง
นั้นเป็นของโจทก์และจำเลยร่วมกั
น โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องขอแบ่งส่วน
ของโจทก์จากจำเลยได้ แต่ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับ
จำเลยไม่ใช่เป็นหุ้นส่วนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1012
...การตกลงเข้ากันนั้นเพื่อกระท
ำกิจการร่วมกัน กล่าวคือต้องเป็นกิจการเดียวกัน
และล่มหัวจมท้ายด้วยกัน เป็นฝ่ายเดียวกัน ถ้าเป็นผู้ซื้อก็เป็นฝ่ายซื้อด้
วยกัน ไม่ใช่อยู่คนละฝ่ายหรือมมีผลประ
โยชน์ขัดกัน ดังนั้นผู้เป็นหุ้นจะประกอบกิจก
ารซึ่งมีสภาพดุจเดียวกัน และเป็นการแข่งขันกับกิจการของห
้างหุ้นส่วนไม่ได้ (มาตรา 1038) และกฎหมายให้สิทธิแก่หุ้นส่วนทุ
กคนในการจัดการงานของห้างหุ้นส่
วน (มาตรา 1033)
...คำพพิพากษาฎีกาที่ 1375/
2513 โจทก์และจำเลยทำสัญญาซื้อขายปอกัน แม้จะมีข้อตกลงกันด้วยว่าเมื่อจ
ำเลยส่งปอให้โจทก์ครบแล้ว คิดราคาปอตามท้องตลาด โจทก์มีกำไรเท่าใดจะแบ่งให้จำเล
ยครึ่งหนึ่ง ก็ไม่ทำให้สัญญาซื้อขายเป็นสัญญ
าเข้าหุ้นส่วน
...คำพิพากษาฎีกาที่ 1165/
2521 โจทก์จำเลยร่วมกันทำไร่อ้อยส่งขายโรงง
านน้ำตาล โจทก์ออกกค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น จำเลยออกที่ดินปลูกอ้อย ให้โจทก์เป็นผู้ตัดอ้อยขายผู้เด
ียว ฝ่ายใดผิดสัญญาปรับ 56,000 บาท ดังนี้ไม่ใช่หุ้นส่วน จำเลยผิดสัญญาเข้าตัดอ้อยขาย ศาลให้จำเลยใช้ค่าเสียหายที่โจท
ก์ลงทุนไปและผลกำไร
...คำพิพากษาฎีกาที่ 428/
2522 การที่โจทก์และจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะข
ายที่ดินกัน โดยมีข้อกำหนดว่าจำเลยจะไปจดทะเ
บียนให้โจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธ
ิ์ร่วมภายใน 1 ปี นับแต่วันทำสัญญาและมีข้อตกลงพิ
เศษยอมให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดนำที่ด
ินที่จะซื้อจะขายกันนี้ไปขายให้
แก่บุคคลภายนอกในราคาที่ไม่ต่ำก
ว่าราคาที่กำหนดไว้ได้ โดยจะต้องนำเงินที่ขายได้มาแบ่ง
กันคนละครึ่งนั้น ย่อมไม่ใช่สัญญาหุ้นส่วน เพราะไม่ปรากฏว่าได้มีการประกอบ
กิจการร่วมกันแต่อย่างใด
...คำพิพากษาฎีกาที่ 2062/
2532 โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้ง 3 รับผิดร่วมกันในฐานะหุ้นส่วน จำเลยที่ 1 โต้แย้งว่าตนไม่ใช่หุ้นส่วนจึงไม่ต้อง
รับผิดร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะขายที่ดินให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 เพื่อทำการปลูกสร้างตึกแถวใหม่ใ
นที่ดินดังกล่าว แล้วจะเสนอขายแก่บุคคลภายนอกเป็
นรายห้อง โดยในข้อสัญญามีข้อตกลงว่า ถ้ามีความจำเป็นต้องฟ้อง ขับไล่ผู้เช่าเดิม จำเลยที่ 2 จะฟ้องขับไล่เองและจะไม่เรียกร้
องจากจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับค่าทดแทนใด ๆ ที่จะให้ผู้เช่าเดิม และจำเลยที่ 2 มีสิทธิเสนอขายตึกแถวใหม่พร้อมท
ั้งที่ดินได้ในนามของจำเลยที่ 2 ในระหว่างที่กำลังตกลงหรือฟ้องข
ับไล่ผู้เช่าให้ออกจากตึกแถวเดิ
ม โดยต้องได้รับความยินยอมและต้อง
ให้จำเลยที่ 1 ได้รับเงินค่าขายผ่อนชำระเป็นค่
าที่ดินก่อน ศาลเห็นว่าทั้งหมดเป็นเรื่องข้อ
ตกลงในการซื้อขายและการชำระราคา
ที่ดินไม่มีข้อตกลงตอนใดแสดงให้
เห็นว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นฝ่ายจะขายได้เข้าไปร่วม
ประกอบกิจการในการปลูกสร้างตึกแ
ถวใหม่กับจำเลยที่ 2 ที่โจทก์ฎีกาอ้างว่า จำเลยที่ 1 ได้ไปชี้แนวเขตที่ดินเพื่อปลูกส
ร้างตึกแถวใหม่ด้วยตนเอง ถือเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำระหว
่างจำเลย ทั้ง 3 ผู้เป็นหุ้นส่วนกันแล้วนั้น ศาลเห็นว่าลำพังการที่จำเลยที่ 1 ไปชี้แนวเขตที่ดินให้เจ้าพนักงา
นโยธาตรวจตามหน้าที่ที่จำเลยที่
1 ต้องทำเพื่อให้จำเลยที่ 2 และ 3 ได้รับอนุญาตให้ปลูกสร้างอาคารจ
ึงหาใช่เป็นการเข้าไปร่วมประกอบ
กิจการในการปลูกสร้างตึกแถวใหม่
กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่
...คำพิพากษาฎีกาที่ 7498/
2540 ข้อตกลงโครงการซื้อที่ดินเพื่อขายเอาก
ำไรระหว่างผู้เริ่มโครงการและผู
้ลงทุนระบุว่าเป็นโครงการจัดหาซ
ื้อที่ดินเพื่อขายเอากำไร โดยมีผู้ร่วมดำเนินการคือโจทก์ จำเลยและจำเลยร่วม โจทก์และจำเลยร่วมลงทุนเป็นเงิน
ส่วนจำเลยเป็นผู้ดำเนินการจัดซื
้อที่ดินและดำเนินการออกโฉนดที่
ดินที่ซื้อมาได้ เมื่อขายที่ดินดังกล่าวได้แล้วใ
ห้จ่ายเงินคืนแก่ผู้ออกเงินพร้อ
มดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปีนับแต่วันชำเงินซื้อที่ดิน
จนถึงวันขายที่ดินได้ และจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเน
ินการต่าง ๆ หากมีเงินเหลือซึ่งเป็นกำไรก็จะ
จัดแบ่งปันกันในระหว่างผู้ร่วมด
ำเนินการทุกคน ดังนี้ข้อตกลงระหว่างโจทก์ จำเลยและจำเลยร่วมจึงเป็นสัญญาจ
ัดตั้งห้างหุ้นส่วน หาใช่เป็นสัญญาร่วมลงทุนไม่ และเมื่อห้างหุ้นส่วนดังกล่าวยั
งไม่เลิกกันตามป.พ.พ.มาตรา 1055,1056 และ 1057 จึงยังไม่ได้จัดการชำระบัญชีตาม
มาตรา 1061 โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกเงิ
นที่ร่วมลงทุนในห้างหุ้นส่วนจาก
หุ้นส่วนคนอื่น ๆ
...ในการทำกิจการร่วมกันนั้นอาจ
มีการตกลงมอบหมายให้คนใดคนหนึ่ง
หรือหลายคนเป็นผู้ทำก็ได้ แต่ต้องทำเพื่อประโยชน์ของผู้เป
็นหุ้นส่วนทุกคน (ม. 1037) ถ้าไม่มีข้อตกลงเกี่ยวกับการจัด
การห้างหุ้นส่วนนั้น ผู้เป็นหุ้นส่วนย่อมจัดการห้างห
ุ้นส่วนนั้นได้ทุกคน แต่ผู้เป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งคนใดจ
ะเข้าทำสัญญาอันใดซึ่งผู้เป็นหุ
้นส่วนอีกคนหนึ่งทักท้วงไม่ได้ (ม. 1033) อย่างไรก็ตามหุ้นส่วนอาจว่าจ้าง
บุคคลที่มีความรู้ความสามารถมาเ
ป็นผู้จัดการห้างหุ้นส่วน โดยบุคคลดังกล่าวได้รับเงินเดือ
นและได้รับประโยชน์ส่วนแบ่งกำไร
จากผู้เป็นหุ้นส่วน ในกรณีนั้นผู้จัดการมีสถานะเป็น
ลูกจ้างเท่านั้น ไม่ได้เป็นหุ้นส่วน
...คำพิพากษาฎีกาที่ 191/
2501 ผู้เป็นหุ้นส่วนอาจเป็นผู้จัดการห้าง
หุ้นส่วนด้วยกันทุกคน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1033 ก็ได้หรืออาจตกลงกันให้หุ้นส่วน
คนใดคนหนึ่งเป็นผู้จัดการตามมาต
รา 1037 ก็ได้
...คำพิพากษาฎีกาที่ 917-918/
2476 ผู้จัดการห้างหุ้นส่วนสามัญซึ่งเป็นแต่ได
้รับเงินเดือนและได้รับส่วนแบ่ง
กำไรจากผู้เป็นหุ้นส่วน เมื่อขาดทุนไม่ต้องออกด้วย ดังนั้นย่อมไม่ใช่เป็นหุ้นส่วนข
องห้าง
...1.3 มีวัตถุประสงค์เพื่อแบ่งปันกำไร
อันจะพึงได้จากกิจการที่ทำนั้น
...การตกลงเข้ากันเพื่อทำกิจการ
ร่วมกันของผู้เป็นหุ้นส่วนนั้น ต้องเป็นกิจการที่มุ่งหากำไร และผู้เป็นหุ้นส่วนมีวัตถุประสง
ค์ที่จะแบ่งปันกำไรอันพึงได้จาก
กิจการนั้น ถ้าเป็นกิจการที่ไม่ได้มุ่งหากำ
ไร หรือไม่ได้มีวัตถุประสงค์จะแบ่ง
ปันกำไรอันพึงได้จากกิจการนั้น เช่นกิจการที่ทำเพื่อสาธารณประโ
ยชน์ หรือการกุศลต่าง ๆ ย่อมไม่เป็นหุ้นส่วน การนำเงินมาลงร่วมกันเพื่อซื้อท
รัพย์สินแล้วนำทรัพย์สินที่ซื้อ
มานั้นมาแบ่งกัน ก็ไม่เป็นหุ้นส่วนเพราะไม่ได้มี
วัตถุประสงค์ที่จะแบ่งกำไรกัน
...คำพิพากษาฎีกาที่ 177/
2472 สองคนตกลงร่วมกันซื้อที่ดินด้วยประสง
ค์จะหากำไรมาแบ่งกันท่านว่าเป็น
หุ้นส่วนกันแม้จะใส่ชื่อผู้หนึ่
งผู้ใดแต่เพียงผู้เดียวก็ดีหาทำ
ให้ที่ดินเป็นสิทธิแก่ผู้นั้นไม
่ ต้องเป็นของทั้งสองคนอันเป็นหุ้
นส่วนกัน
...คำพิพากษาฎีกาที่ 696/
2484 สองคนร่วมกันซื้อที่ดินแปลงหนึ่ง เมื่อซื้อแล้วเอาที่ดินแปลงนั้น
มาแบ่งกัน ไม่ใช่สัญญาหุ้นส่วน
...คำพิพากษาฎีกาที่ 427/
2495 ก. ข. และ ค. ตกลงกันว่า ข. กับ ค. รับเป็นผู้ทำนาให้ ก. ในที่นาของ ก. โดยแบ่งข้าวในนาคนละครึ่ง ก. เป็นผู้ออกพันธุ์ข้าว และออกค่าจ้างแรงกระบือเหยียบที่กล้า
ปรากฏว่า ข. และ ค. หว่านกล้าและลงมือไถนาบ้างแล้วท
อดทิ้งไม่ทำนาให้เสร็จตามสัญญา ปล่อยให้ร้าง ก. เตือน ข. แล้วแต่ไม่ทำ เป็นเหตุให้ไม่ได้ข้าวตามกำหนด จึงฟ้องร้องค่าเสียหาย ดังนี้ไม่ใช่สัญญาหุ้นเข้าส่วน เป็นสัญญารับทำนา เมื่อผิดสัญญาต้องชดใช้ค่าเสียห
าย
...คำพิพากษาฎีกาที่ 10482/
2546 ตามเอกสารเกี่ยวกับสัญญาการเงิน ไม่มีสัญญาว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจการ
ร่วมกันด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไ
รอันจะพึงได้จากกิจการที่ทำนั้น
อันเป็นหลักการของการเป็นหุ้นส่
วนกันตามป.พ.พ. มาตรา 1012 ทั้งจำเลยที่ 1 ต้องคืนทุนทั้งหมดให้แก่โจทก์ บ่งชี้ให้เห็นชัดเจนว่าโจทก์และ
จำเลยที่ 1 มิใช่หุ้นส่วนกัน จำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นตัวแทนของโจทก์ในกิจก
ารนั้นเท่านั้น ดังนั้นโจทก์ซึ่งเป็นตัวการย่อม
มีสิทธิในเงินที่ได้จากการขายที
่ดินแปลงพิพาทแต่เพียงผู้เดียว ห้างหุ้นส่วนต้องจัดตั้งขึ้นเพื
่อประสงค์จะแบ่งกำไรที่ได้จากกิ
จการนั้น
...คำพิพากษาฎีกาที่ 7148/
2542 ผู้เป็นหุ้นส่วนมีสิทธิได้รับส่วนกำไร
อันเกิดจากกิจการที่ทำนั้น หากไม่ได้รับส่วนแบ่งในผลกำไร แต่ได้รับเป็นอย่างอื่น ไม่ถือว่าเป็นหุ้นส่วน ปรากกว่าระหว่างโจทก์และจำเลยมี
การแบ่งผลประโยชน์ให้กันทุกเดือ
น เดือนละสองเปอร์เซ็นต์ของเงินลง
ทุน โดยไม่ต้องคำนึงถึงผลกำไรหรือขา
ดทุน แสดงว่าโจทก์ได้รับผลประโยชน์จา
กเงินที่ลงทุนทุกเดือนโดยไม่ได้
รอผลกำไรจากกิจการแต่อย่างใด จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์เป็นหุ้นส่
วนกับจำเลยเพื่อทำกิจการซื้อขาย
ทองรูปพรรณ แต่เป็นกรณีที่จำเลยให้ค่าตอบแท
นแก่โจทก์จากการที่โจทก์ให้เงิน
จำเลยไปลงทุนทำกิจการเกี่ยวกับท
องรูปพรรณอันเป็นกิจการของจำเลย
เองจำเลยประกอบธุรกิจค้าขายทองม
าเป็นเวลาเกือบ 30 ปี ย่อมรู้ดีว่าการลงลายมือชื่อในเ
ช็คสั่งจ่ายเงินให้บุคคลอื่นต้อ
งผูกพันตนเองอย่างไร จึงไม่น่าเชื่อว่าจำเลยจะยอมสั่
งจ่าย เช็คพิพาทให้โจทก์โดยที่ไม่มีมู
ลหนี้ต่อกัน เมื่อโจทก์ยืนยันว่ามูลเหตุที่จ
ำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาท ให้โจทก์มาจากการที่จำเลยกู้เงิ
นโจทก์หลายครั้งรวมยอดหนี้ได้ 1,000,000 บาท จำเลย จึงสั่งจ่ายเช็คพิพาทเพื่อชำระห
นี้ เมื่อเช็คพิพาทถึงกำหนดนำไปเรีย
กเก็บเงิน แต่ธนาคารได้ปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยซึ่งเป็นผู้ลงลายมือชื่อสั
่งจ่ายเช็คพิพาทจึงต้องรับผิดชำ
ระเงินตามเช็คพิพาทให้โจทก์
...คำพิพากษาฎีกาที่ 3199/
2543 โจทก์และผู้รับประกันภัยรายอื่นรวม 12 ราย ตกลงเข้ารับประกันภัยการขนส่งสิ
นค้าร่วมกันโดยระบุชื่อและกำหนด
สัดส่วนความรับผิดชอบของแต่ละคน
ไว้แน่นอน โดยมุ่งหวังแบ่งปันกำไรอันพึงได
้ตามสัดส่วนดังกล่าวจากการรับปร
ะกันภัยรายนี้ ย่อมเข้าลักษณะเป็นสัญญาจัดตั้ง
ห้างหุ้นส่วนสามัญ ตาม ป.พ.พ. ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนมิได้ตกลงกัน
ไว้ในกระบวนจัดการห้างหุ้นส่วน ผู้เป็นหุ้นส่วนย่อมจัดการห้างห
ุ้นส่วนนั้นได้ทุกคน ดังนั้น โจทก์ซึ่งเป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งย่
อมมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายทั
้งหมดเพื่อประโยชน์แก่ผู้รับประ
กันภัยรายอื่น ซึ่งเป็นหุ้นส่วนทุกคนด้วยโดยไม
่ต้องคำนึงว่าผู้รับประกันภัยรา
ยอื่นจะทำหนังสือมอบสิทธิของตนใ
ห้แก่โจทก์หรือไม่
...คำพิพากษาฎีกาที่ 9758/
2539 โจทก์ประกอบกิจการประมง อ. เป็นผู้ควบคุมดูแลเรือ อุปกรณ์ตลอดจนลูกเรือ โจทก์ออกค่าใช้จ่าย เช่น ค่าน้ำมันและค่าอาหาร เมื่อขายปลาที่จับได้และหักค่าใช้จ่าย
ให้โจทก์แล้วจะแบ่งกันตามส่วน อ. ไม่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่าย แม้ขาดทุนเพราะหาปลาไม่ได้ก็ไม่
ต้องรับผิดชอบ เช่นนี้ อ. เป็นเพียงลูกจ้าง มิใช่หุ้นส่วน
...การแบ่งกำไรนั้นต้องเป็นกำไร
จากกิจการที่ทำร่วมกัน และแบ่งกำไรกันในฐานะที่เป็นผู้
กระทำกิจการร่วมกัน ไม่ใช่ในฐานะอย่างอื่น เช่น การขายทรัพย์สินให้แก่ผู้ซื้อแล
้วผู้ซื้อนำทรัพย์สินนั้นไปขายอ
ีกทอดหนึ่ง เมื่อได้กำไรก็นำกำไรมาแบ่งให้ก
ับผู้ขายด้วย ดังนี้ไม่ได้มีผลทำให้ผู้ขายและ
ผู้ซื้อเป็นหุ้นส่วนกัน
...คำพิพากษาฎีกาที่ 1375/
2513 นาย ก. รับเงินจาก นาย ข. เพื่อไปหาปอมาให้นาย ข. ขาย นาย ข.สัญญาว่าเมื่อหักทุนออกแล้ว นาย ข. ได้กำไรจะแบ่งกำไรให้นาย ก. ข้อตกลงนี้ไม่ทำให้สัญญาซื้อขายกลายเป
็นสัญญาเข้าหุ้นส่วน เพราะนาย ก. ยอมรับแต่กำไรอย่างเดียว
...การทราบส่วนลงหุ้นของหุ้นส่ว
นแต่ละคนนั้นมีความสำคัญต่อการค
ำนวณส่วนแบ่งกำไรและขาดทุนของหุ
้นส่วนแต่ละคน โดยการแบ่งส่วนกำไรและขาดทุนเป็
นไปตามสัดส่วนที่ลงหุ้นของหุ้นส
่วนแต่ละคน (มาตรา1044) แต่ผู้เป็นหุ้นส่วนอาจตกลงแบ่งส
่วนกำไรหรือขาดทุนแตกต่างไปจากส
ัดส่วนของการลงหุ้นก็ได้
ดังได้กล่าวมาแล้วว่าหุ้นส่วนทุ
กคนต้องมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาลงหุ
้น สิ่งที่ลงหุ้นนั้นอาจเป็นเงิน ทรัพย์สินอื่นหรือแรงงานก็ได้ สำหรับการแบ่งส่วนกำไรและขาดทุน
ของผู้เป็นหุ้นส่วนที่ลงแต่แรงง
านของตนเข้าเป็นหุ้นนั้น ถ้าในสัญญาเข้าหุ้นส่วนได้ตีราค
าค่าแรงไว้เท่าใดก็คำนวณแบ่งส่ว
นกำไรไปตามนั้น แต่ถ้าในสัญญาเข้าหุ้นส่วนไม่ได
้ตีราคาค่าแรงไว้ การคำนวณส่วนกำไรของผู้เป็นหุ้น
ส่วนที่ลงหุ้นด้วยแรงงานนั้นจะเ
ป็นไปตามส่วนถัวเฉลี่ยของผู้เป็
นหุ้นส่วนซึ่งได้ลงเงินหรือลงทร
ัพย์สินเข้าหุ้นในการนั้น (มาตรา 1028)
...ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนตกลงกันว่
าหากห้างได้กำไรตนจะแบ่งเอากำไร
เท่าไรหรือขาดทุนจะรับขาดทุนเท่
าไรเพียงข้างเดียว มาตรา 1045 ให้สันนิฐานไว้ก่อนว่าหุ้นส่วนข
องผู้นั้นมีส่วนกำไรและส่วนขาดท
ุนเป็นอย่างเดียวกัน เช่น ก ข และ ค ทำสัญญาเข้าหุ้นส่วนกันเพื่อดำเ
นินกิจการร้านขายกาแฟ โดย ก ตกลงกับ ข และ ค ว่าหากร้านได้กำไร ก จะขอแบ่งส่วนกำไร 30% โดยไม่ได้กล่าวถึงเรื่องขาดทุนเ
อาไว้เลย ดังนี้มาตรา 1045 สันนิฐานไว้ว่า หากร้านขาดทุน ก ก็ต้องรับส่วนขาดทุน 30% เช่นกัน
....คำพิพากษาฎีกาที่ 556/
2505 เมื่อรูปคดีฟังได้ว่าโจทก์และจำเลยได
้ตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจการร่
วมกันด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรอ
ันจะพึงได้จากกิจการที่ทำนั้น ซึ่งเป็นการเข้าหุ้นส่วนกันตามป
.พ.พ. มาตรา 1012 และแม้เรื่องขาดทุนจะมิได้ตกลงก
ันไว้ก็หาเป็นข้อสำคัญไม่ ถ้าหากมีการขาดทุนก็ต้องขาดทุนต
ามส่วนของหุ้นอยู่ในตัว เว้นแต่จะตกลงกันเป็นอย่างอื่น
คำพิพากษาฎีกาที่ 817/
2476 หุ้นส่วนที่ได้มีข้อตกลงแบ่งส่วนกำไร
นั้น ถ้าขาดทุนก็ต้องขาดด้วยตามส่วนท
ี่ได้กำไรแม้เป็นเพียงหุ้นส่วนท
ี่ลงแรงงาน
...ปัญหาว่าผู้เป็นหุ้นส่วนจะตก
ลงกันให้ผู้เป็นหุ้นส่วนบางคนได
้รับแต่ส่วนแบ่งผลกำไร โดยไม่ต้องร่วมขาดทุนได้หรือไม่
เรื่องนี้มีความเห็นเป็น 2 แนวทางคือ
...ความเห็นแรกก็คือว่า การที่ผู้เป็นหุ้นส่วนบางคนยอมร
ับแต่ผลกำไรอย่างเดียวโดยไม่ร่ว
มขาดทุนด้วยนั้น ไม่ถือเป็นสัญญาเข้าหุ้นส่วน (อ้าง ฎ. ที่ 1375/2513)
...อีกความเห็นหนึ่งก็คือว่า มาตรา 1012 ป.พ.พ.ไม่ได้ระบุไว้ว่าหุ้นส่วน
จะต้องร่วมแบ่งขาดทุนด้วย นอกจากนี้ มาตรา 1025 ในเรื่องของห้างหุ้นส่วนสามัญบั
งคับว่าผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนต้อ
งรับผิดร่วมกันเพื่อหนี้ทั้งปวง
ของห้างหุ้นส่วนนั้นต่อบุคคลภาย
นอก ดังนั้นการมีสัญญาระหว่างหุ้นส่
วนด้วยกันว่าหุ้นส่วนคนหนึ่งจะไ
ม่รับขาดทุนด้วยกันย่อมไม่มีผลก
ระทบต่อเจ้าหนี้ของห้างหุ้นส่วน
จึงไม่น่าที่จะห้ามการตกลงเป็นก
ารภายในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด
้วยกัน
...อย่างไรก็ตามการตกลงกันว่าผู
้เป็นหุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งจะรับแ
ต่เพียงส่วนขาดทุนอย่างเดียวโดย
ไม่รับแบ่งกำไรด้วยนั้นทำไม่ได้
เพราะขัดกับมาตรา 1012 ที่บัญญัติการตกลงเข้าเป็นหุ้นส
่วนนั้นก็เพื่อวัตถุประสงค์ในกา
รแบ่งกำไรอันพึงได้จากกิจการที่
ทำร่วมกันนั้น ดังนั้นถ้ามีวัตถุประสงค์เพื่อแ
บ่งส่วนขาดทุนเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีวัตถุประสงค์ที่จะแบ่งก
ำไรแล้วก็ไม่เป็นสัญญาเข้าหุ้นส
่วน
ปิดหน้านี้
กดพิมพ์ (Print) หน้านี้
www.LawSiam.com : ศูนย์รวมข้อมูลกฎหมาย เตรียมสอบ 3 สนาม