ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยหุ้นส่วนและบริษัท
หลัก Constructive Notice:
มาตรา 1021 บัญญัติบังคับไว้ว่านายทะเบียนจะต้องแต่งย่อรายการซึ่งได้ลงทะเบียนแล้วส่งย่อรายการดังกล่าวไปลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษาเป็นคราว ๆ ตามแบบที่รัฐมนตรีกำหนด และมาตรา 1022 บัญญัติว่าเมื่อได้พิมพ์โฆษณาในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ถือว่าบรรดาเอกสารและข้อความซึ่งได้ลงทะเบียนอันได้กล่าวถึงในรายการย่อนั้น เป็นอันรู้แก่บุคคลทั้งปวงไม่เลือกว่าเป็นผู้เกี่ยวข้องด้วยห้างหุ้นส่วนหรือด้วยบริษัทนั้นหรือไม่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาฎีกาที่ 1928-1929/28 วินิจฉัยไว้ว่าข้อสันนิษฐานตามมาตรา 1022 เป็นข้อสันนิษฐานเด็ดขาด คู่ความฝ่ายที่ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานไม่ต้องนำสืบการเป็นนิติบุคคลประเภทหุ้นส่วน บริษัท และอำนาจของผู้แทนนิติบุคคลนั้น นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจะต้องแต่งย่อรายการซึ่งได้ลงทะเบียนส่งไปลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือราชกิจจานุเบกษา และถือว่าเป็นอันรู้แก่บุคคลทั้งปวงตาม ม. 1021 และ 1022 เมื่อจำเลยให้การแต่เพียงว่าโจทก์จะเป็นนิติบุคคลหรือไม่ และ กรรมการบริษัทจะเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนตามฟ้องหรือไม่จำเลยไม่ทราบและไม่รับรอง คำให้การของจำเลยฝ่าฝืนข้อสันนิษฐานเด็ดขาดตามกฎหมายจึงไม่เป็นประเด็นที่โจทก์จะต้องนำสืบ (ฎ. 4867/2530)
คำพิพากษาฎีกาที่ 347/2506 วินิจฉัยว่าข้อจำกัดอำนาจกรรมการบริษัทในอันที่จะลงนามผูกพันบริษัทที่ว่าจะต้องมีตราของบริษัทประทับด้วยนั้น เมื่อได้จดทะเบียนและได้ลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือราชกิจจานุเบกษาแล้วต้องถือว่าเป็นอันรู้แก่บุคคลโดยทั่วไป ดังนั้นหนังสือสัญญาเช่าซึ่งมีข้อความในตอนต้นว่า บริษัทโดยกรรมการผู้จัดการเป็นผู้เช่าและมีลายมือชื่อกรรมการผู้จัดการในช่องผู้เช่าแต่ไม่มีตราของบริษัทประทับด้วยนั้นย่อมไม่ผูกพันบริษัท
ข้อสันนิษฐานตามมาตรา 1022 ใช้กับกรณีมีการทำนิติกรรมและสัญญาเท่านั้นไม่รวมถึงกรณีละเมิด (ฎ. 569/2483) เช่น
คำพิพากษาฎีกาที่ 846/2519 ผ. มิได้เป็นกรรมการบริษัทโจทก์ได้ขอเปิดบัญชีเงินฝากในนามของบริษัทโจทก์ไว้กับธนาคารจำเลย แล้วนำเช็คออกชำระหนี้ให้กับโจทก์เข้าบัญชีเงินฝากนั้น และออกเช็คเบิกเงินโจทก์ไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวเสีย ดังนี้เมื่อได้ความว่าการที่ ผ. ขอเปิดบัญชีในนามบริษัทโจทก์ ได้มีเอกสารมาครบถ้วนตามระเบียบที่ธนาคารวางไว้ ทั้งเอกสารระบุว่า ผ. เป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนบริษัทโจทก์ได้ และพนักงานของธนาคารจำเลยตรวจพิจารณาเอกสารเหล่านั้นด้วยความระมัดระวังตามปกติธรรมดาที่เคยปฏิบัติมาของธนาคารซึ่งเป็นธุรกิจที่ต้องการความรวดเร็วเพื่อให้ความสะดวกแก่ลูกค้าแล้วเชื่อโดยสุจริตว่า ผ. เป็นกรรมการบริษัทโจทก์จริงจึงรับเปิดบัญชีเงินฝากให้ ผ. และไม่ได้สอบถามบริษัทโจทก์หรือกองทะเบียนกระทรวงพาณิชย์อีก แม้ต่อมาปรากฏว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารที่ ผ. กับพวกร่วมกันปลอมนั้นก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยกระทำโดยประมาท อันจะเป็นการละเมิดต่อโจทก์ (หมายความว่าจะนำ ม. 1022 มายันจำเลยไม่ได้)
แต่เดิมนั้น มาตรา 1023 กำหนดว่าผู้เป็นหุ้นส่วนก็ดีห้างหุ้นส่วนก็ดี หรือบริษัทก็ดีจะถือเอาประโยชน์แก่บุคคลภายนอกเพราะเหตุที่มีสัญญาหรือเอกสาร หรือข้อความบังคับให้จดทะเบียนตามลักษณะนี้ยังไม่ได้ จนกว่าจะได้ลงพิมพ์โฆษณาดังกล่าวแล้ว ซึ่งก็เป็นการสอดรับกับมาตรา 1022 ดังนั้น หากมีการจดทะเบียนแล้วแต่ยังไม่ได้ลงพิมพ์โฆษณาในราชกิจจานุเบกษาผู้เป็นหุ้นส่วน ผู้ถือหุ้น ห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทก็จะยังไม่อาจยกข้อสันนิษฐานเด็ดขาดตามมาตรา 1022 มายันบุคคลภายนอกได้ แต่บุคคลภายนอกนั้นสามารถยกเอาสัญญา หรือเอกสาร หรือข้อความที่ยังไม่ได้ลงพิมพ์โฆษณามายันผู้เป็นหุ้นส่วน ผู้ถือหุ้น ห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทได้
แต่ถึงกระนั้นก็ดี ผู้เป็นหุ้นส่วน ผู้ถือหุ้น ห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทซึ่งได้รับชำระหนี้ก่อนมีการโฆษณาในราชกิจจานุเบกษา ย่อมไม่จำต้องคืน
ศาสตราจารย์โสภณ รัตนากร ได้ยกตัวอย่างไว้ดังนี้คือ: ก. ข. และ ค. เข้าหุ้นส่วนสามัญกันและจดทะเบียนระบุว่า ก. เป็นผู้จัดการเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2520 และได้โฆษณาข้อความที่จดทะเบียนในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2520 แต่ในวันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2520 ได้มีการจดทะเบียนใหม่เปลี่ยนเป็น ข. เป็นผู้จัดการแทน ก. ยังไม่ทันได้มีการโฆษณาในราชกิจจานุเบกษา ในวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2520 ก. ได้ทำสัญญาในนามของห้างกับ ง. แม้ในวันนั้นจะได้จดทะเบียนเปลี่ยนให้ ข. เป็นผู้จัดการแล้ว ห้างหุ้นส่วนก็จะปฏิเสธสัญญานั้นโดยอ้างว่า ก. ไม่ใช่หุ้นส่วนผู้จัดการ ไม่มีอำนาจทำสัญญาแทนห้างหาได้ไม่ เพราะความข้อนี้ยังไม่ได้โฆษณาในราชกิจจานุเบกษา
สมมติว่าในวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2520 ข. ได้ทำสัญญาในนามของห้างกับ จ. แม้การเปลี่ยนตัวหุ้นส่วนผู้จัดการยังไม่ได้มีการโฆษณาก็ตาม จ. ก็ฟ้องห้างให้รับผิดตามสัญญาโดยอ้างว่า ข. เป็นผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนได้
ทั้งสองกรณีข้างต้นนั้นถ้า ง. หรือ จ. ได้ชำระหนี้ให้ห้างหุ้นส่วนตามสัญญานั้นแล้วจะขอคืนโดยอ้างว่าสัญญาไม่ผูกพันเพราะ ก. หรือ ข. มิใช่หุ้นส่วนผู้จัดการในขณะทำสัญญาหาได้ไม่
อย่างไรก็ตามบุคคลภายนอกที่จะได้รับประโยชน์จากมาตรา 1023 นี้ควรจะต้องเป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริตตามมาตรา 5 และมาตรา 72 ด้วย ดังในกรณีตัวอย่างข้างต้น ถ้าในขณะทำสัญญา ง. รู้อยู่แล้วว่า ก. มิได้เป็นผู้จัดการห้างหุ้นส่วนแล้ว ห้างหุ้นส่วนก็น่าที่จะปฏิเสธสัญญาที่ ก. ทำไว้กับ ง. ได้
คำพิพากษาฎีกา 1951-1952/2497 วินิจฉัยไว้ว่าบริษัทจำกัดต้องผูกพันตามสัญญาที่ตัวแทนได้กระทำไปหลังจากที่ได้จดทะเบียนตั้งบริษัทจำกัดแล้ว แม้ยังมิได้ลงพิมพ์โฆษณาในราชกิจจานุเบกษาก็ตาม แต่ข้อบังคับของบริษัทที่ว่ากรรมการผู้จัดการต้องลงนามในเอกสาร 2 ฉบับ และประทับตราบริษัทด้วยนั้นถ้ายังมิได้โฆษณาในราชกิจจานุเบกษาจะใช้ยันบุคคลภายนอกไม่ได้ และบริษัทต้องรับผิดแม้กรรมการผู้จัดการนายเดียวลงชื่อในหนังสือแต่งตั้งตัวแทนไปซื้อสินค้าจากโจทก์
คำพิพากษาฎีกาที่ 4949/2536 การที่ ส. ลงลายมือชื่อร่วมกับ ช. มอบอำนาจให้ จ. ฟ้องคดี เป็นการทำภายหลังจาก ส. ได้ลาออกจากกรรมการผู้จัดการผู้มีอำนาจของโจทก์ซึ่งเป็นบริษัทจำกัดแล้วจึงไม่ต้องด้วยข้อบังคับของโจทก์ตามหนังสือรับรองที่กำหนดให้กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ คือ ส. ช.และ จ. สองในสามคนนี้ลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราของบริษัทจึงจะกระทำการผูกพันโจทก์
ความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทโจทก์กับ ส. ผู้เป็นกรรมการนั้น ป.พ.พ. มาตรา 1167 บัญญัติให้บังคับตามกฎหมายว่าด้วยตัวแทน ดังนั้น ส. ย่อมจะบอกเลิกการเป็นผู้แทนของบริษัทโจทก์ในเวลา ใด ๆ ก็ได้ และการบอกเลิกนั้นมีผลทันทีเมื่อได้แสดงเจตนาแก่บริษัทโจทก์ตามมาตรา 826 มาตรา827 และมาตรา 386 หาใช่มีผลเมื่อนำความไปจดทะเบียนต่อสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทแล้วไม่ การที่กฎหมายมาตรา 1023 บังคับให้นำไปจดทะเบียนนั้นก็เป็นเรื่องที่โจทก์จะถือเอาประโยชน์แก่บุคคลภายนอกถึงการเปลี่ยนแปลงยังไม่ได้จนกว่าจะได้ลงพิมพ์โฆษณาในราชกิจจานุเบกษาแล้ว
คดีนี้จำเลยถูกฟ้องในฐานะกู้ยืมเงินจากบริษัทโจทก์ มิใช่ในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัทโจทก์ จำเลยจึงเป็นบุคคลภายนอก เมื่อ ส. ลาออกจากกรรมการแล้วแม้ยังไม่ได้นำความไปจดทะเบียนและลงโฆษณาในราชกิจจานุเบกษาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงอำนาจกรรมการบริษัทโจทก์ จำเลยซึ่งเป็นบุคคลภายนอกย่อมถือเอาประโยชน์ได้ การที่ ส. จะลงลายมือชื่อร่วมกับ ช. มอบอำนาจให้ จ. ฟ้องจำเลยเป็นการกระทำให้ปราศจากอำนาจ จ. จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์
มาตรา 1023 จึงมีเจตนารมณ์ที่จะคุ้มครองบุคคลภายนอกแต่ในปัจจุบันได้แก้ไขมาตรา 0123แล้วโดยมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติม ป.พ.พ. (ฉบับที่ 18 ) พ.ศ. 2551 โดยให้มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 120 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา (ประกาศเมื่อ 3 มี.ค. 2551) ซึ่งก่อให้เกิดความสับสนไม่น้อย
มาตรา 1023 ที่แก้ไขใหม่บัญญัติว่า “ผู้เป็นหุ้นส่วนก็ดี ห้างหุ้นส่วนก็ดี หรือบริษัทก็ดี จะถือเอาประโยชน์แก่บุคคลภายนอกเพราะเหตุที่มีสัญญาหรือเอกสารหรือข้อความอันบังคับให้จดทะเบียนตามลักษณะนี้ยังไม่ได้จนกว่าจะได้นำไปจดทะเบียนแล้ว แต่ฝ่ายบุคคลภายนอกจะถือเอาประโยชน์เช่นว่านั้นได้
แต่ถึงกระนั้นก็ดี ผู้เป็นหุ้นส่วน ผู้ถือหุ้น ห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทซึ่งได้รับชำระหนี้ก่อนจดทะเบียนนั้นย่อมไม่จำต้องคืน”
เมื่ออ่านมาตรา 1022 มาตรา 1023 และมาตรา 1023/1 แล้ว ผู้บรรยายเห็นว่า:
1) การแก้ไขมาตรา 1023 นี้ก็เพื่อแก้ปัญหาช่องว่างที่เกิดขึ้นตามกฎหมายเดิม เพราะตามมาตรา 1023 เดิมนั้น แม้จะได้นำสัญญาหรือเอกสารหรือข้อความไปจดทะเบียนแล้วก็ตาม ผู้เป็นหุ้นส่วนก็ดี ห้างหุ้นส่วนก็ดี หรือบริษัทก็ดี ก็ยังไม่อาจถือเอาประโยชน์แก่บุคคลภายนอกได้จนกว่าจะได้มีการโฆษณาในราชกิจจานุเบกษา แต่มาตรา 1023 ที่แก้ไขใหม่นี้ระบุว่าผู้เป็นหุ้นส่วนก็ดี ห้างหุ้นส่วนก็ดี หรือบริษัทก็ดี จะถือเอาประโยชน์แก่บุคคลภายนอกได้ก็ต่อเมื่อได้มีการนำเอาสัญญาหรือเอกสารหรือข้อความที่กฎหมายบังคับให้ต้องจดทะเบียนไปจดทะเบียนแล้ว
2) อย่างไรก็ตามเมื่อป.พ.พ. ยังคงมาตรา 1022 ไว้ตามเดิม นายทะเบียนก็ยังคงมีหน้าที่แต่งย่อรายการซึ่งได้ลงทะเบียนส่งไปลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือราชกิจจานุเบกษา ตราบใดที่ยังไม่มีการลงพิมพ์โฆษณาในราชกิจจานุเบกษา ก็จะถือว่าบรรดาเอกสารและข้อความดังกล่าวแม้จะได้จดทะเบียนแล้วเป็นอันรู้แก่บุคคลทั่วไปไม่ได้ ดังนั้นผู้เป็นหุ้นส่วนก็ดี ห้างหุ้นส่วนก็ดี หรือบริษัทก็ดีอาจจะต้องพิสูจน์ว่าบุคคลภายนอกนั้นได้รู้ถึงเอกสารหรือข้อความที่ได้จดทะเบียนนั้นแล้ว ซึ่งในทางปฏิบัติก็คงจะพิสูจน์ได้ค่อนข้างยาก
3) ผู้เป็นหุ้นส่วนก็ดี ห้างหุ้นส่วนก็ดี หรือบริษัทก็ดี จะยกมาตรา 1023 ขึ้นต่อสู้บุคคลภายนอกผู้สุจริตเพื่อไม่ให้ต้องรับผิดโดยอ้างว่าผู้เป็นหุ้นส่วน ห้างหุ้นส่วน บริษัท หรือกรรมการไม่มีอำนาจกระทำการไม่ได้ (ม. 1023/1)
4) ส่วนบุคคลภายนอกนั้นย่อมถือเอาประโยชน์จากสัญญา เอกสาร หรือข้อความที่กฎหมายบังคับให้ต้องจดทะเบียนได้แม้จะจะยังไม่ได้ทำการจดทะเบียน (มาตรา 1023 วรรค 1)
5) ผู้เป็นหุ้นส่วน ผู้ถือหุ้น ห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทซึ่งได้รับชำระหนี้ก่อนจดทะเบียนย่อมไม่จำต้องคืน (มาตรา 1023 วรรค 2)
ตัวอย่าง
ก. ข. และ ค. เข้าหุ้นส่วนสามัญกันและจดทะเบียนระบุว่า ก. เป็นผู้จัดการเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 และได้โฆษณาข้อความที่จดทะเบียนในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2552 ก. ได้ทำสัญญาในนามของห้างกับ ง. เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 โดย ง. ได้ไปขอคัดหนังสือรับรองจากนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทและทราบว่า ก. เป็นผู้จัดการของห้าง ต่อมาในวันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2552 ได้มีการจดทะเบียนใหม่เปลี่ยนเป็น ข. เป็นผู้จัดการแทน ก. ยังไม่ทันได้มีการโฆษณาในราชกิจจานุเบกษา ในวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2552 ก. ได้ทำสัญญาในนามของห้างกับ จ. แม้ในวันนั้นจะได้จดทะเบียนเปลี่ยนให้ ข. เป็นผู้จัดการแล้วก็ตามแต่ จ. ไม่ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว
กรณีดังกล่าวมานี้ เมื่อได้มีการจดทะเบียนว่า ก. เป็นผู้จัดการห้างหุ้นส่วนแล้วเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548 และ ง. ได้ทราบถึงข้อความที่จดทะเบียนแล้ว ห้างหุ้นส่วนย่อมถือเอาประโยชน์จากสัญญาที่ ก. ทำในนามของห้างกับ ง. ได้ แม้ขณะทำสัญญากันนั้น ข้อความที่จดทะเบียนไว้ว่า ก. เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จะยังไม่ได้ลงโฆษณาในราชกิจจานุเบกษาก็ตาม
ในกรณีของสัญญาที่ ก. ทำในนามของห้างกับ จ. ภายหลังจากที่ได้มีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงให้ ข. เป็นผู้จัดการห้างหุ้นส่วนแทน ก. แล้วนั้น จ. สามารถเรียกร้องให้ห้างหุ้นส่วนรับผิดตามสัญญาได้เพราะตามมาตรา 1023/1 นั้นห้างหุ้นส่วนจะยกมาตรา 1023 ขึ้นต่อสู้ จ. ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริตโดยอ้างว่า ก. ไม่มีอำนาจกระทำการแทนห้างไม่ได้
สมมติว่าในวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2552 ก. ข. และ ค. ตกลงกันให้ ข. เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการแทน ก. แต่ยังไม่ได้นำข้อความดังกล่าวไปจดทะเบียน ในวันที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2552 ข. ได้ทำสัญญาในนามของห้างกับ ฉ. ดังนี้ ฉ. ย่อมสามารถเรียกร้องให้ห้างหุ้นส่วนรับผิดตามสัญญาได้ตามความในมาตรา 1023 วรรค 1
แม้กระนั้นก็ดี หาก จ. และ ฉ. ชำระหนี้ให้กับห้างหุ้นส่วนตามสัญญาที่ได้ทำไว้นั้นแล้วจะขอคืนโดยอ้างว่าสัญญาไม่ผูกพันเพราะ ก. หรือ ข. มิใช่หุ้นส่วนผู้จัดการในขณะทำสัญญาหาได้ไม่
สมุดบัญชีเอกสารของห้างหุ้นส่วน หรือบริษัท หรือของผู้ชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทใด ๆ
มาตรา 1024 บัญญัติว่า ในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน หรือในระหว่างผู้ถือหุ้นด้วยกันหรือในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนกับห้างหุ้นส่วน หรือในระหว่างผู้ถือหุ้นกับบริษัทให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเอกสารดังกล่าวนี้ย่อมเป็นพยานหลักฐานอันถูกต้องตามข้อความที่ได้บันทึกไว้นั้นทุกประการ
คำพิพากษาฎีกาที่ 698/2539 พยานผู้ร้องเบิกความว่าผู้ร้องชำระค่าหุ้นตามมูลค่าแล้วโดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดสนับสนุน จึงไม่สามารถหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายได้ ผู้ร้องต้องรับผิดในหนี้ที่ค้างชำระตามที่ผู้คัดค้านมีหนังสือยืนยันไปตามบัญชีผู้ถือหุ้น
คำพิพากษาฎีกาที่ 1383/2525 ผู้ร้องอ้างว่าไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้น แต่เมื่อผู้ร้องนำสืบหักล้างบัญชีผู้ถือหุ้นฉบับสุดท้ายที่กรรมการบริษัทนำส่งต่อนายทะเบียนตามป.พ.พ. มาตรา 1139 วรรคสองไม่ได้ จึงต้องถือว่าผู้ร้องเป็นผู้ถือหุ้นและค้างชำระค่าหุ้นตามที่ปรากฏในบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น
ข้อสังเกต ข้อความในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นซึ่งจะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามมาตรา 1024 นี้ต้องเป็นข้อความที่กฎหมายกำหนด หรือให้อำนาจให้จดทะเบียนเท่านั้น เช่นรายการตาม ม. 1138 รายการอื่น ๆ ที่จดลงไปเองย่อมไม่ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐาน