สรุปฎหมายลักษณะพยานหลักฐาน ครั้งที่ 1 รวมคำบรรยาย เล่มที่ 2
ศ.(พิเศษ)จรัญ ภักดีธนากุล เนติบัณฑิต ภาค2/67
โดยหลักการแล้วกฎหมายลักษณะพยานหลักฐานเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายวิธีพิจารณาความ ซึ่งจะต้องแยกไปตามประเภทของคดีแพ่ง คดีอาญา คดีชำนัญพิเศษ คดีอาญาที่มีวิธีพิจารณาเป็นพิเศษ คดีปกครอง คดีรัฐธรรมนูญ ในการเรียนกฎหมาย ลักษณะพยานหลักฐานจะเน้นพยานหลักฐานในคดีแพ่งสามัญและคดีอาญาสามัญเป็นหลักกฎหมายลักษณะพยานหลักฐานคือกฎหมายที่ว่าด้วยการวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริง โดยจะต้องใช้พยานหลักฐานมาเป็นตัวพิสูจน์ให้เห็นว่าข้อเท็จจริงในคดีนั้นเป็นอย่างไร
กฎหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษรสำหรับพยานหลักฐานในคดีแพ่งสามัญและคดีอาญา สามัญแบ่งออกเป็น ๓ กลุ่ม
กลุ่มที่ ๑ เป็นกลุ่มกฎหมายที่เป็นแกน ได้แก่ บ่.วิ.พ. มาตรา ๘๔ ถึงมาตรา ๑๓๐ และ ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖ ถึงมาตรา ๒๔๔/๑ เนื่องจากประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญาไม่นิยมบัญญัติให้ครบถ้วนสมบูรณ์ในตัวเอง แต่จะใช้วิธีการนำกฎเกณฑ์ที่ตรงกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลมตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕ ด้วยเหตุนี้จึงไม่จำเป็นต้องนำบทบัญญัติที่ตรงกันมาบัญญัติซ้ำข้อนไว้ ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยจะบัญญัติเฉพาะที่ผิดแผกแตกต่างจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเท่านั้น
กลุ่มที่ ๒ เป็นกลุ่มกฎหมายที่ไม่ได้เป็นบทบัญญัติในหมวดพยานหลักฐาน โดยตรง แต่กระจายอยู่ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญาส่วนอื่น ไม่ใช่กฎหมายลักษณะพยานหลักฐาน แต่เวลาใช้งานจะต้องนำไปใช้เชื่อมโยงกับกฎหมายลักษณะพยานหลักฐาน อาจจะเรียกชื่อว่าบทบัญญัติ กฎหมายที่สนับสนุนหรือเชื่อมโยงกับกฎหมายลักษณะพยานหลักฐานในกลุ่มที่ ๑ เช่น ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๗ วรรคสอง ว่าด้วยหลักเกณฑ์ในการเขียนคำให้การของจำเลยในคดีแพ่ง หรือ ป.วิ.พ. มาตรา ๑๘๓ ว่าด้วยหลักเกณฑ์ในการชี้สองสถานในคดีแพ่ง ส่วนในคดีอาญามีบัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา ๗/๑ มาตรา ๘๔ วรรคท้าย มาตรา ๑๓๓ ทวิ มาตรา ๑๓๔/๑ ถึงมาตรา ๑๓๔/๔ มาตรา ๑๗๒ มาตรา ๑๗๒ ทวิ มาตรา ๑๗๒ ตรี และ มาตรา ๑๗๓/๑ ถึงมาตรา ๑๗๓/๒ เป็นต้น
กลุ่มที่ ๓ เป็นกลุ่มกฎหมายตามพระราชบัญญัติที่อยู่นอกประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่งและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ได้แก่ ประมวล รัษฎากร มาตรา ๑๑๘ ว่าด้วยบทตัดพยานเอกสารในคดีแพ่งพระราชบัญญัติ วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๑๐ ที่ไม่ให้นำ ป.วิ.พ. มาตรา ๙๔ ว่าด้วย บทตัดพยานบุคคลในคดีแพ่งไปใช้ตัดพยานบุคคลของฝ่ายผู้บริโภค แต่ยังคงนำไปใช้ตัดพยานบุคคลของผู้ประกอบธุรกิจการค้าได้เหมือนคดีแพ่งทั่วไป และมาตรา ๒๙ ที่วาง หลักเกณฑ์เปลี่ยนภาระการพิสูจน์จากผู้บริโภคให้ไปเป็นภาระของผู้ประกอบธุรกิจการค้า ในปัญหาข้อเท็จจริงที่พิพาทกันเกี่ยวกับเรื่องการผลิต การประกอบ การออกแบบ หรือ ส่วนผสมของสินค้า การให้บริการ หรือการดำเนินการใดๆ ซึ่งศาลเห็นว่าข้อเท็จจริง ดังกล่าวอยู่ในความรู้เห็นโดยเฉพาะของคู่ความฝ่ายที่เป็นผู้ประกอบธุรกิจ ให้ภาระการพิสูจน์ในประเด็นดังกล่าวตกอยู่แก่คู่ความฝ่ายที่เป็นผู้ประกอบธุรกิจนั้น และพระราชบัญญัติ ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกลั พ.ศ. ๒๕๔๔ มาตรา ๑๑ ที่บัญญัติว่า ห้ามมิให้ปฏิเสธการรับฟังข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เป็นพยานหลักฐานในกระบวนการพิจารณาตามกฎหมายทั้งในคดีแพ่ง คดีอาญา หรือคดีอื่นใด เพียงเพราะเหตุว่าเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ เว้นแต่ข้อมูลเหล่านั้นจะถูกห้ามรับฟังโดยบทตัดพยานหลักฐานบทใดบทหนึ่ง นอกจากนี้ กฎหมายดังกล่าวยังบัญญัติถึงหลักเกณฑํวิธีการรวมทั้งแนวทางในการชั่งน้ำหนักพยาน หลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์ไว้เป็นการเฉพาะด้วย กฎหมายทั้งหมดที่รวบรวมมาสามารถ นำมาแบ่งออกเป็นขั้นตอนในการใช้งานได้ ๕ ขั้นตอน ดังนี้
ขั้นตอนแรก หลักกฎหมายที่วางหลักเกณฑ์ว่าเมื่อใดต้องใช้พยานหลักฐาน เมื่อใดไม่ต้องใช้พยานหลักฐาน และเมื่อใดต้องห้ามไม่ให้ใช้พยานหลักฐาน กฎหมายพยานหลักฐานในหมวดนี้ คือ ป.วิ.พ. มาตรา ๘๔ ซึ่งอนุโลมไปใช้ในคดีอาญาด้วยโดย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕ โดยวางเงื่อนไขของการนำ ป.วิ.พ. มาใช้ในคดีอาญาไว้ ๒ ข้อ
ข้อแรก คือ เรื่องนั้นไม่มีบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และ
ข้อที่สอง ต้องใช้ให้สอดคล้องกับสภาพหรือลักษณะเฉพาะในประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา จะอนุโลมไปใช้ให้ขัดแย้งกับสภาพลักษณะเฉพาะในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาไม่ได้ โดยต้องอยู่ภายใต้ ป.วิ.อ. มาตรา มาตรา ๑๗๒ วรรคหนึ่ง มาตรา ๑๗๖ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๑๘๕ วรรคหนึ่ง
ขั้นตอนที่สอง เมื่อต้องใช้พยานหลักฐาน กฎหมายจะกำหนดให้เป็นหน้าที่ของ บุคคลใดในการนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์ปัญหาข้อเท็จจริงที่เป็นประเด็นข้อพิพาทกัน ในคดีนั้น ซึ่งเป็นกฎหมายว่าด้วยเรื่องหน้าที่นำสืบหรือในปัจจุบัน ป.วิ.พ. มาตรา ๘๔/๑ เรียกชื่อว่า ภาระการพิสูจน์ ซึ่งต้องอนุโลมนำไปใช้ในคดีอาญาด้วยตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕ ทั้งสองขั้นตอนดังกล่าวเป็นภาพการใช้กฎหมายลักษณะพยานหลักฐานในขั้นเตรียมการ ก่อนการนำพยานหลักฐานเข้าสืบ
ขั้นตอนที่สามและขั้นตอนที่สี่ เป็นหลักกฎหมายว่าด้วยการรับฟังพยานหลักฐาน และหลักกฎหมายว่าด้วยการยื่นพยานหลักฐานหรือการนำสืบพยานหลักฐานต่อศาล ซึ่งเป็นภาพการใช้กฎหมายลักษณะพยานหลักฐานในขั้นตอนที่จะนำพยานหลักฐานเข้าสู่สำนวนคดีของศาล แนวคิดคือต้องทำให้ถูกต้องทั้งขั้นตอนที่สามและขั้นตอนที่สี่ ถ้าไปนำพยานหลักฐานที่กฎหมายห้ามรับฟังมาสืบก็ไม่ได้ประโยชน์ ถ้าฝ่ายตรงข้ามคัดค้านศาลจะไม่อนุญาตให้นำมาสืบเป็นพยานหลักฐาน หรือจะไปวินิจฉัยตอนทำคำพิพากษาว่าเป็นพยานหลักฐานที่รับฟังไม่ได้ หรือถ้าเป็นพยานหลักฐานที่รับฟังได้แล้วจะต้องระมัดระวังถึงวิธีการนำสืบต่อศาลต้องทำให้ถูกขั้นตอน วิธีการและกรอบเวลาที่กฎหมายบัญญัติเอาไว้ ด้วย ถ้าทำผิดขั้นตอน วิธีการหรือกรอบเวลาที่กฎหมายบัญญัติไว้ก็อาจถูกศาลวินิจฉัย ตัดทิ้งได้ในตอนเขียนคำพิพากษา เมื่อผ่านขั้นตอนการนำสืบพยานหลักฐานต่อศาลแล้ว จะมาถึงขั้นตอนสุดท้าย
ขั้นตอนสุดท้าย เป็นขั้นตอนของศาลที่จะทำคำพิพากษา ในการทำคำพิพากษา ของศาลโดยสากลและของไทยจะต้องวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงให้เป็นที่ยุติเสียก่อนแล้ว จึงวินิจฉัยข้อกฎหมายหรือนำกฎหมายมาปรับใช้กับข้อเท็จจริงนั้น ตอนที่ศาลจะเขียนคำพิพากษาวินิจฉัยข้อเท็จจริงจะต้องใช้หลักกฎหมายว่าด้วยพยานหลักฐานตั้งแต่ขั้นตอน ที่หนึ่งถึงขั้นตอนที่สี่ว่าพยานหลักฐานของคู่ความแต่ละฝ่ายเหลืออยู่เพียงใดแล้วจึงมาสรุปว่า น้ำหนักของพยานหลักฐานทั้งหมดในคดีนั้นชี้ไปที่ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร โดยมีเป้าหมาย ที่สำคัญจะต้องให้ได้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องตรงตามความจริงที่เกิดขึ้นในคดีนั้นให้ได้ คดีแพ่ง บัญญัติไว้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๐๔ ในคดีอาญาบัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๗/๑
กล่าวโดยสรุป ขั้นตอนที่หนึ่งถึงขั้นตอนที่ห้า แบ่งได้เป็น ๒ ภาคใหญ่ ๆ ภาคแรก เรียกชื่อว่า ขั้นเตรียมความพร้อมก่อนที่จะนำพยานหลักฐานเข้าสืบต่อศาล แบ่งออกเป็น ๓ ขั้น คือ
ขั้นแรก ได้แก่ หลักกฎหมายในเรื่องการกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า มีทั้งหมดกี่ประเด็น เวลานำพยานหลักฐานเข้าสืบจะได้ไม่สับสน เมื่อได้ประเด็นข้อพิพาท ในคดีนั้นครบถ้วนถูกต้องแล้ว
ขั้นที่สอง ศาลจะต้องกำหนดภาระการพิสูจน์ในแต่ละประเด็นข้อพิพาทที่เป็นปัญหาข้อเท็จจริงไปทีละประเด็นว่าคู่ความฝ่ายใดมีภาระการพิสูจน์ คู่ความฝ่ายนั้นจะได้เตรียมพยานหลักฐานมาพิสูจน์ตามหน้าที่ของตน หากไม่นำพยาน หลักฐานมาสืบต่อศาลตามหน้าที่หรือนำสืบไม่ได้มาตรฐานการพิสูจน์ที่กฎหมายกำหนดไว้ ก็จะต้องเป็นฝ่ายแพ้ในประเด็นนั้น หมายความว่า ศาลจะต้องฟังข้อเท็จจริงตรงข้ามกับที่คู่ความฝ่ายนั้นกล่าวอ้าง ซึ่งอาจมีผลทำให้เขาแพ้คดีได้
ดังนั้นในขั้นแรกและขั้นที่สอง เรียกว่า การชี้สองสถานในคดีแพ่ง
ขั้นที่สาม หลังจากรู้ประเด็นข้อพิพาทครบถ้วนถูกต้องแล้ว กำหนดภาระการพิสูจน์ในแต่ละประเด็นข้อพิพาทได้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ใน ป.วิ.พ. มาตรา ๘๔/๑ แล้ว ต่อจากนั้นจะถึงขั้นตอนการสืบพยานหลักฐาน แต่ก่อนที่จะให้คู่ความนำพยานหลักฐานเข้าสืบ ศาลควรจะต้องจัดลำดับในการนำพยานหลักฐานเข้าสืบ ให้ชัดเจนว่าจะให้คู่ความฝ่ายใดเป็นฝ่ายนำพยานหลักฐานเข้าสืบต่อศาลก่อน ฝ่ายใด นำพยานหลักฐานเข้าสืบต่อศาลภายหลัง เพื่อจะได้ไม่ชลมุนวุ่นวาย หลักกฎหมายตรงนี้ไม่ค่อยสำคัญ เพราะไม่ได้นำไปสู่การแพ้ชนะเหมือนสองขั้นแรก
ภาคที่สอง เรียกชื่อว่า ขั้นนำพยานหลักฐานเข้าสู่สำนวนคดีของศาล เวลาใช้งานจะต้องใช้หลักกฎหมายว่า ด้วยการรับฟังพยานหลักฐานและหลักกฎหมายว่าด้วยการยื่นพยานหลักฐานต่อศาล ประกอบกัน นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงน้ำหนักของพยานหลักฐานที่คู่ความแต่ละฝ่ายจะนำเข้าสืบด้วย เพราะถ้าคู่ความมีความรู้ในเรื่องแนวทางในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน จะสามารถประเมินพยานหลักฐานของฝ่ายตรงข้ามได้
ขั้นตอนสำคัญอยู่ที่การรับฟังพยานหลักฐานและการยื่นพยานหลักฐาน ซึ่งมีบทบังคับที่รุนแรงคือห้ามคู่ความนำเข้ามาสืบ ถ้าศาลตรวจพบตั้งแต่ตอนจะนําสืบ แม้จะตรวจไม่พบและให้สืบเข้าไปเป็นพยานหลักฐาน ในสํานวน ศาลจะต้องไปวินิจฉัยตัดทิ้งในตอนเขียนคำพิพากษาคือห้ามรับฟัง ห้ามรับฟัง หมายถึง ห้ามศาล และ ห้ามนำสืบ หมายถึง ห้ามคู่ความ แต่ผลเหมือนกันคือพยานหลักฐานชิ้นนั้นใช้ไม่ได้ แล้วจึงถึงขั้นตอนสุดท้ายไปชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานกัน นี่เป็นภาคของ คดีแพ่ง
ในคดีอาญาไม่มีการชี้สองสถานจึงไม่อนุโลมนำ ป.วิ.พ. มาตรา ๑๘๒ มาตรา ๑๘๓ และมาตรา ๑๘๓ ทวิ ไปใช้ในคดีอาญา เนื่องจากประเด็นข้อพิพาทและภาระการพิสูจน์ในคดีอาญานั้นไม่ซับข้อนเหมือนในคดีแพ่ง แต่ในคดีอาญาก็มีปัญหาที่จะต้องวิเคราะห์ให้ชัดเจนก่อนที่จะนำพยานหลักฐานเข้าสืบว่า คดีนั้นมีประเด็นข้อพิพาท อะไรบ้างและภาระการพิสูจน์ในแต่ละประเด็นข้อพิพาทตกอยู่แก่คู่ความฝ่ายใด ในคดีอาญา จะต้องเตรียมความพร้อมไปที่ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๗๓ เรื่องการตรวจสอบทนายความให้ จำเลยก่อน โดยวรรคหนึ่งบังคับเด็ดขาดเป็นมาตรฐานขั้นต่ำ ถ้าจะดำเนินคดีอาญาที่มีอัตราโทษประหารชีวิตหรือในคดีอาญาที่จำเลยมีอายุไม่เกิน ๑๘ ปี ในวันที่ถูกฟ้องต่อ ศาล ต้องมีทนายความช่วยเหลือเขา เราตัดเรื่องเด็กออกไปเพราะไปเข้าระบบงาน ยุติธรรมสำหรับเด็กและเยาวชนไปแล้ว ป.วิ.อ. มาตรา ๑๗๓ วรรคหนึ่ง เวลานี้จึงใช้กับ คดีอาญาที่มีอัตราโทษประหารชีวิตเท่านั้น แม้จำเลยจะปฏิเสธไม่ต้องการทนายความ ศาลก็ต้องตั้งให้ไม่เช่นนั้นถือว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาฝ่าฝืนกฎหมาย ที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน กระบวนพิจารณานั้นใช้ไม่ได้
ส่วนวรรคสอง สำหรับคดีอาญาทั่วไป ให้ศาลสอบถามก่อนว่าจำเลยมีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีและ จำเลยต้องการทนายความ ก็ให้ศาลตั้งทนายความให้ ถ้าจำเลยทราบถึงสิทธินั้นแล้ว ไม่ต้องการความช่วยเหลือ ถือว่าจำเลยสละสิทธิ เมื่อตรวจสอบเรื่องทนายความให้แก่ จำเลยเสร็จแล้วจึงย้อนกลับไปที่ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๗๒ วรรคสอง โดยศาลจะสอบถาม คำให้การของจำเลย ซึ่งจะต้องทำหลังจากตรวจสอบทนายความให้จำเลยแล้ว เพราะถ้าจำเลยให้การรับสารภาพตามคำฟ้อง ศาลขั้นต้นมีดุลพินิจที่จะฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติตามที่จำเลยให้การรับสารภาพตามคำฟัองนั้นได้เลย โดยไม่ต้องสืบพยานหลักฐานใด เว้นแต่ เป็นคดีอุกฉกรรจ์ที่กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ ๕ ปีขึ้นไปหรือ โทษสถานที่หนักกว่านั้น โจทก์มีหน้าที่ต้องนำพยานหลักฐานเข้ามาสืบประกอบคำรับสารภาพ ของจำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๗๖ วรรคหนึ่งตอนท้าย ถ้าโจทก์ไม่นำพยานหลักฐานเข้าสืบ ศาลต้องพิพากษายกฟ้อง เพราะลำพังคำรับสารภาพตามฟ้องของจำเลยในคดีอุกฉกรรจ์ นั้นยังฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติไม่ได้ แต่ผลจะไปที่มาตรฐานการพิสูจน์ว่าจำเลยรับสารภาพตามฟ้อง โจทก์มีหน้าที่ต้องนำสืบพยานหลักฐานประกอบคำรับสารภาพ โดยไม่จำเป็นต้องนำสืบให้ชัดแจ้งตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๗ ที่ต้องพิสูจน์ จนปราศจากความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำผิดหรือไม่ เนื่องจาก ป.วิ.อ.มาตรา ๑๗๖ วรรคหนึ่งตอนท้าย ใช้มาตรฐานที่หย่อนลงมาจากมาตรฐานการพิสูจน์ ความผิดของจำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๗ โดยบัญญัติว่า ศาลต้องฟังพยานโจทก์ จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริงตามที่โจทก์ฟ้องเนื่องจากมีคำรับสารภาพ ตามคำฟ้องของจำเลยอยู่แล้ว ในบางประเทศที่ใช้ระบบคอมมอนลอว์ไม่ต้องมีข้อยกเว้น เลย ถ้าจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องต่อศาล ศาลฟังข้อเท็จจริงยุติตามคำฟ้องแล้ว กำหนดโทษจำเลยได้เลย
กรณีจำเลยไม่ให้การรับสารภาพตามคำฟ้อง เช่น ให้การปฏิเสธหรือไม่ให้การ หรือให้การยอมรับข้อเท็จจริงบางข้อต่อศาล ข้อเท็จจริงที่จำเลยยอมรับฟังได้เป็นยุติ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๘๔ (๓) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕ แต่ยังมีข้อเท็จจริงที่จำเลย ไม่ยอมรับ โจทก์จะต้องสืบพยานหลักฐานจะนำ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๗๖ วรรคหนึ่ง มาใช้ บังคับไม่ได้ เมื่อจะต้องสืบพยานหลักฐานกันในคดีอาญาให้แยกพิจารณาว่า ศาลชั้นต้น ใช้ดุลพินิจกำหนดให้มีการตรวจพยานหลักฐานก่อนการสืบพยานหรือไม่ ถ้าศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจกำหนดให้มีการตรวจพยานหลักฐานก่อนการสืบพยานหลักฐานจะเกิดผล ๒ ประการ กล่าวคือ
ประการที่หนึ่ง คู่ความทั้งสองฝ่ายต้องยื่นบัญชีระบุพยานต่อศาลก่อนวันตรวจพยานหลักฐานไม่น้อยกว่า ๗ วัน ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๗๓/๑ วรรคสอง ถ้าได้ยื่น บัญชีระบุพยานหลักฐานครั้งแรกภายในกำหนดแล้ว ก็มีสิทธิยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติม อีกกี่ครั้งก็ได้ก่อนที่ศาลจะตรวจพยานหลักฐานเสร็จสิ้น นอกจากนั้นยังมีสิทธิขอยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมเมื่อล่วงพ้นระยะเวลาตามวรรคสองได้ แต่ต้องได้รับอนุญาตจากศาล ภายใต้เงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดไว้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๗๓/๑ วรรคสาม ถ้าฝ่าฝืนไม่ยื่นบัญชีระบุพยานหลักฐานให้ถูกต้อง พยานหลักฐานที่ไม่ปรากฏในบัญชีระบุพยานนั้น ห้ามนำสืบห้ามรับฟังตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๙/๑ วรรคท้าย
ประการที่สอง คู่ความทั้งสองฝ่ายต้องส่งพยานเอกสารและพยานวัตถุตาม บัญชีระบุพยานที่ยังอยู่ในความครอบครองของตนต่อศาลเพื่อให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง ตรวจสอบ เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่นตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๗๓/๒ วรรคหนึ่ง ถ้าคู่ความฝ่ายใดไม่ส่งพยานเอกสารหรือพยานวัตถุ ให้ศาลมีอำนาจไม่รับฟังพยานหลักฐาน นั้นตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๔๐ วรรคท้าย
แต่ถ้าศาลชั้นต้นไม่กำหนดให้มีวันตรวจพยานหลักฐานก่อนกำหนดวันนัด สืบพยาน โจทก์มีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีระบุพยานหลักฐานล่วงหน้าก่อนวันสืบพยานหลักฐาน ครั้งแรกไม่น้อยกว่า ๑๕ วัน ส่วนจำเลยให้ยื่นบัญชีระบุพยานหลักฐานก่อนวันสืบพยาน จำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๙/๑ วรรคหนึ่ง และเมื่อคู่ความประสงค์จะอ้างเอกสาร ที่อยู่ในความครอบครองของตนเป็นพยานหลักฐาน ให้ยื่นพยานเอกสารนั้นต่อศาลก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า ๑๕ วัน ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๔๐ วรรคหนึ่ง กรณีนี้ไม่รวมถึง วัตถุพยาน หากคู่ความฝ่าฝืนให้ศาลมีอำนาจไม่รับฟังพยานหลักฐานนั้นตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๒๔๐ วรรคท้าย
กฎหมายลักษณะพยานหลักฐานของไทยสำหรับคดีแพ่งเริ่มที่ ป.วิ.พ. มาตรา ๘๔ โดยวางหลักกฎหมายไว้ ๒ กฎ ซึ่งอนุโลมนำไปใช้ในคดีอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕ ด้วย
กฎข้อที่ ๑ การวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงในคดีใดจะต้องกระทำโดยอาศัยพยานหลักฐาน ศาลจะไปเอาสิ่งที่ไม่ใช่พยานหลักฐานมาวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงในทางคดี ไม่ได้ แต่มีข้อยกเว้น ๓ ข้อ ได้แก่
ข้อยกเว้นที่ ๑ ข้อเท็จจริงซึ่งรู้กันอยู่ทั่วไป ข้อเท็จจริงประเภทนี้ไม่ต้องใช้ พยานหลักฐานก็ได้ ศาลวินิจฉัยได้เองโดยใช้ความรู้ทั่วไปของศาล ในทางตำราสากลเรียก ชื่อว่า judicial notice ให้ศาลใช้ความรู้ทั่วไปวินิจฉัยได้เอง ไม่ค่อยมีนัยยะสำคัญในทางปฏิบัติ
ข้อยกเว้นที่ ๒ ข้อเท็จจริงซึ่งไม่อาจโต้แย้งได้ ข้อเท็จจริงประเภทนี้ห้าม ไม่ให้ใช้พยานหลักฐาน ศาลจะนำพยานหลักฐานในสำนวนมาวินิจฉัยข้อเท็จจริงซึ่งไม่อาจ โต้แย้งได้ให้ผิดเพี้ยนเป็นอย่างอื่นต่างไปจากที่กฎหมายบังคับไว้เป็นการเด็ดขาดไม่ได้ มิฉะนั้น ถือว่าเป็นคำวินิจฉัยข้อเท็จจริงที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เพราะข้อเท็จจริงยกเว้นประเภทนี้เกิดโดยกฎหมายลายลักษณ์ อักษรบัญญติไว้เป็นการเด็ดขาด
ข้อยกเว้นที่๓ ข้อเท็จจริงที่คู่ความรับหรือถือว่ารับกันแล้วในศาล ศาลในคดีแพ่งต้องฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติตามที่คู่ความรับกันต่อศาลหรือที่กฎหมายถือว่ารับกันแล้ว ในศาลโดยเด็ดขาด ซึ่งอนุโลมนำไปใช้ในคดีอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕ ด้วย แต่ในคดีอาญาไม่เคร่งครัดต้องไปอยู่ภายใต้บังคับ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๗๒ วรรคหนึ่ง มาตรา ๑๗๖ วรรคหนึ่ง และ มาตรา ๑๘๕ วรรคหนึ่ง
กฎข้อที่ ๒ พยานหลักฐานที่จะนำมาใช้วินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงในคดีใด ต้องเป็นพยานหลักฐานในสำนวนคดีนั้นเท่านั้น ศาลจะไปเอาพยานหลักฐานในคดีเรื่องอื่น หรือนอกสำนวนคดีนั้นมาใช้วินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงในคดีไม่ได้
ในทางปฏิบัติไม่ใช่เริ่มต้นที่ ป.วิ.พ. มาตรา ๘๔ แต่จะไปเริ่มต้นที่ประเด็น ข้อพิพาทก่อน ทั้งคดีแพ่งคดีอาญาและคดีทุกประเภทควรจะเหมือนกัน โดยพิจารณาว่า คดีนั้นมีประเด็นข้อพิพาททั้งหมดกี่ประเด็น และต้องวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทให้ครบถ้วน ถูกต้องไม่ขาดไม่เกินไม่ผิดเพี้ยนไปจากที่คู่ความพิพาทกัน แล้วจึงจะมาสู่ ป.วิ.พ. มาตรา ๘๔ สำหรับปัญหาข้อเท็จจริง ส่วนที่เป็นปัญหาข้อกฎหมายไม่อยู่ในบังคับตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๘๔ เพราะปัญหาข้อกฎหมายไม่ใช้พยานหลักฐานมาพิสูจน์ ศาลต้องใช้ความรู้ทางกฎหมายของศาลมาวินิจฉัยเอง เว้นแต่เป็นข้อกฎหมายต่างประเทศ ข้อกฎหมาย ระหว่างประเทศและข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความมีอยู่ของกฎหมายลำดับรองที่มีฐานะต่ำกว่ากฎกระทรวง ซึ่งกฎหมายลักษณะพยานหลักฐานให้ถือว่าเป็นปัญหาข้อเท็จจริงต้องอยู่ภายใต้บังคับตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๘๔
หลังจากนั้นจึงไปพิจารณาในเรื่อง ภาระการพิสูจน์สำหรับประเด็นข้อพิพาทที่เป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ต้องใช้พยานหลักฐาน มาพิสูจน์ โดยศาลต้องกำหนดภาระการพิสูจน์ตามหลักเกณฑ์ใน ป.วิ.พ. ๘๔/๑ โดยแยกพิจารณาเป็นรายประเด็นข้อพิพาท โดย ป.วิ.พ. มาตรา ๘๔/๑ ใช้หลักการที่ว่าหนึ่งหลัก สองข้อยกเว้น
หนึ่งหลัก คือ คู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพื่อสนับสนุนคำคู่ความ ของตน ให้คู่ความฝ่ายนั้นมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้น หลักนี้มีข้อยกเว้น ๒ ข้อ
ข้อยกเว้นที่ ๑ มีข้อสันนิษฐานไว้ในกฎหมายเป็นคุณแก่คู่ความฝ่ายใด ซึ่งเป็นข้อสันนิษฐานเบื้องต้น คู่ความฝ่ายนั้นต้องพิสูจน์เพียงว่าตนได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขแห่งการ ที่ตนจะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานนั้นครบถ้วนแล้ว ด้วยเหตุนี้ ผู้กล่าวอ้างไม่ต้องมีภาระการพิสูจน์ เพราะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามกฎหมายนั้นแล้ว ภาระการ พิสูจน์เปลี่ยนไปอยู่กับฝ่ายตรงข้ามที่จะต้องนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์หักล้าง ข้อสันนิษฐานตามกฎหมายให้ได้
ข้อยกเว้นที่ ๒ ไม่มีข้อสันนิษฐานไว้ในกฎหมายให้แก่ผู้กล่าวอ้าง แต่ข้อเท็จจริง ที่กล่าวอ้างนั้นมีข้อสันนิษฐานที่ควรจะเป็นซึ่งปรากฏจากสภาพปกติธรรมดาของเหตุการณ์ เป็นคุณแก่คู่ความฝ่ายใด ผู้กล่าวอ้างไม่ต้องมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้น ภาระการพิสูจน์เปลี่ยนไปอยู่กับฝ่ายตรงข้ามที่จะต้องนำพยานหลักฐานมาแสดงให้ศาลเห็นว่าความจริงไม่เป็นไปอย่างสภาพปกติธรรมดาเช่นนั้น
ข้อยกเว้นนี้ถูกเพิ่มเติมขึ้นในปี ๒๕๕๐ โดยนำมาจากหลักกฎหมายของระบบคอมมอนลอว์ที่เรียกข้อสันนิษฐานนี้ว่า factual presumption หรือข้อสันนิษฐานที่เกิดจากข้อเท็จจริงที่มีสภาพปกติธรรมดาที่ควรจะเป็น เช่นที่กล่าวอ้าง ไม่ได้เกิดจากข้อกฎหมาย
เมื่อได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทและกำหนดภาระการพิสูจน์ในแต่ละประเด็น ข้อพิพาทที่เป็นปัญหาข้อเท็จจริงแล้ว ก็จะเข้าสู่ภาคที่ ๒ ว่าด้วยการนำสืบพยานหลักฐานต่อศาล โดยศาลต้องจัดลำดับการนำพยานหลักฐานเข้าสืบเสียก่อนว่าจะให้ฝ่ายใดนำพยานหลักฐานเข้าสืบก่อน ฝ่ายใดนำพยานหลักฐานเข้าสืบหลัง เพื่อให้เป็นระเบียบ เรียบร้อย แล้วจึงมาพิจารณาในเรื่องหลักการรับฟังพยานหลักฐาน หลักการยืนพยาน หลักฐานและหลักการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน
ในเรื่องประเด็นข้อพิพาท แบ่งออกเป็น ๔ หัวข้อ ดังนี้
หัวข้อแรก ความสำคัญของประเด็นข้อพิพาท
หัวข้อที่สอง ความหมายและหลักเกณฑ์ในการกำหนดประเด็นข้อพิพาท
หัวข้อที่สาม กรณีศาลกำหนดประเด็นข้อพิพาทผิด
หัวข้อสุดท้าย หลักเกณฑ์ในการกำหนดประเด็นข้อพิพาทในคดีอาญา
หัวข้อแรก ความสำคัญของประเด็นข้อพิพาทมีด้วยกัน ๔ ประการ
ประการที่ ๑ เป็นเงื่อนไขในการกำหนดภาระการพิสูจน์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๘๔ และมาตรา ๘๔/๑
ประการที่ ๒ เป็นฐานในการวิเคราะห์บทตัดพยานหลักฐานที่ไม่เกี่ยวแก่ ประเด็นตาม ป.วิ.พ.มาตรา ๘๖ วรรคสอง
ประการที่ ๓ เป็นขอบเขตอำนาจของศาลในการวินิจฉัยชี้ขาดคดี ศาลต้อง วินิจฉัยชี้ขาดคดีให้เป็นไปตามประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีนั้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๒ ศาลจะไปวินิจฉัยชี้ขาดในข้อที่คู่ความไม่ได้พิพาทกันไม่ได้ เว้นแต่จะไปเข้าข้อยกเว้นที่กฎหมายบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ หลักกฎหมายข้อนี้ถือว่าเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ของประชาชน และยังนำไปใช้กับเรื่องฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๘ ด้วย เพราะจะเป็นฟ้องซ้ำต่อเมื่อเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาคัยเหตุอย่างเดียวกัน
ประการที่ ๔ นำไปใช้ในการตัดสิทธิอุทธรณ์หรือฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๕ และมาตรา ๒๔๙ ที่ห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น เพราะฉะนั้นข้อที่ไม่ได้เป็นประเด็นข้อพิพาทในศาลชั้นต้น คู่ความอุทธรณ์ทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมายไม่ได้ ต้องห้ามตามบทบัญญติ ดังกล่าว เว้นแต่เป็นข้ออันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน
ที่มา : รวมคำบรรยายเล่ม 2 ภาค2/67