โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง โจทก์เชื่อว่าหากดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วโจทก์ต้องเป็นฝ่ายแพ้คดี
----------
คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๖๗/๒๕๕๖
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๕ วรรคสอง บัญญัติว่า "ภายหลังจำเลยยื่นคำให้การแล้วโจทก์อาจยื่นคำร้องขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเพื่ออนุญาตให้โจทก์ถอนคำฟัองได้ ศาลจะอนุญาต หรือไม่อนุญาตภายในเงื่อนไขตามที่เห็นสมควรก็ได้" จากบทบัญญัติของกฎหมาย ดังกล่าวเห็นได้ชัดว่า กฎหมายให้สิทธิโจทก์ถอนคำฟ้องจากศาลได้ ในเมื่อโจทก์ไม่ต้องการ ที่จะดำเนินคดีแก่จำเลยอีกต่อไป แต่มีเงื่อนไขว่าในกรณีที่จำเลยยื่นคำให้การแล้ว
ศาลจะอนุญาตใหโจทก์ถอนฟ้องโดยไม่ฟังจำเลยก่อนไม่ได้ และให้เป็นดุลพินิจของศาลที่จะอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องหรือไม่ก็ได้ไม่ว่าจำเลยจะคัดค้านการถอนฟ้องของโจทก์หรือไม่ก็ตาม ทั้งนี้โดยคำนึงถึงความสุจริตของโจทก์ในการดำเนินคดีตลอด จนความเป็นธรรมและความเสียหายของจำเลยประกอบด้วย
คดีนี้จำเลยให้การปฏิเสธว่า จำเลยไม่เคยทำคำขอเป็นลูกค้าและเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ อ. ไม่เคยสั่งซื้อขายหุ้นตามที่โจทก์ฟ้องและขอส่งลายมือชื่อของจำเลยในเอกสารต่างๆ ที่โจทก์อ้างส่งไปตรวจพิสูจน์ว่าเป็นลายมือชื่อของจำเลยหรือไม่หลังจากสืบพยานโจทก์เสร็จสิ้นแล้ว และสืบพยานจำเลยไปแล้ว ๑ ปาก ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนการพิจารณาไปเพื่อรอผลการตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อของจำเลยต่อมากองพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แจ้งผลการตรวจพิสูจน์โดยให้ความเห็นว่าลายมือชื่อในเอกสารไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลย โจทก์แถลงไม่รับผลการตรวจพิสูจน์ จำเลยจึงขอสืบพยานผู้ตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อของจำเลยในนัดต่อไปเมื่อถึงวันนัด ฝ่ายจำเลยพร้อมสืบพยาน แต่โจทก์กลับยื่นคำร้องขอถอนฟ้องและขอให้ศาลชั้นต้น มีคำสั่งให้คืนค่าขึ้นศาลแก่โจทก์เป็นกรณีพิเศษ แต่จำเลยคัดค้าน
ดังนี้ เห็นได้ว่าเหตุที่โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องก็เนื่องมาจากโจทก์เชื่อว่าหากดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วโจทก์ต้องเป็นฝ่ายแพ้คดีและผลแห่งการนั้นโจทก์จะไม่ได้รับเงินค่าธรรมเนียมศาลที่จะชำระไว้แล้วคืน ทั้งอาจต้องรับผิดชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมให้แก่จำเลยอีกด้วยพฤติการณ์การขอถอนฟ้องดังกล่าวของโจทก์จึงมิได้เป็นไปโดยสุจริต ทำให้จำเลยเสียเปรียบ ไม่มีเหตุสมควรที่จะอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง