วันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ.2546 เรือนจำกลางบางขวาง ได้รับคำสั่งจากสำนักนายกรัฐมนตรี ให้ดำเนินการประหารชีวิตแบบฉีดยาหรือสารพิษให้กับผู้ต้องขัง นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่มีการแก้ไขประมวลกฏหมายอาญา(ฉบับที่ 16) พ.ศ.2546 มาตรา 19 เปลี่ยนการประหารชีวิตจากการยิงเป้ามาเป็นฉีดยาหรือสารพิษให้ตาย โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ.2546
นักโทษที่ถูกดำเนินการประหารชีวิตแบบใหม่ครั้งแรกนี้ มีจำนวน 4 รายคือ
1.นช.บุญลือ นาคประสิทธิ์
2.นช.พันพงษ์ สินธุสังข์
3.นช.วิบูลย์ ปานะสุทธะ
4.นช.พนม ทองช่างเหล็ก
ประวัติของนักโทษประหารทั้ง 4 ราย มีดังนี้
น.ช.บุญลือ นาคประสิทธิ์ น.ช.พันพงพ์ สินธุสังข์ น.ช.วิบูลย์ ปานะสุทธะ ซึ่งนักโทษทั้ง 3 คน ต้องโทษคดีร่วมกันผลิตและครอบครองเพื่อจำหน่ายยาบ้า และข้อหาครอบครองเพื่อจำหน่ายฝิ่น
จากการสืบสวนติดตามขบวนการค้ายาเสพติดให้โทษ ทราบว่านายบุญลือ นาคประสิทธิ์ ซึ่งเคยถูกจับและต้องโทษคดียาเสพติดและพ้นโทษออกมาแล้ว ยังมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติดอยู่อีก เจ้าหน้าที่จึงเฝ้าติดตามจนทราบได้แน่ชัดว่านายบุญลือร่วมกับพวกใช้บ้านในโรงงานไทย-เยอรมันกลูโคส ต.บางแก้ว อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ซึ่งเป็นโรงงานฟอกผ้ายีนส์ที่ปิดกิจการแล้ว ผลิตยาบ้า ใช้เวลาในการผลิตแต่ละครั้งประมาณ 3-5 วัน
วันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ.2541 เวลา 03.00 น. เจ้าหน้าที่ได้ตัดสินใจจู่โจมเข้าตรวจค้นในโรงงานดังกล่าว พบยาบ้าและอุปกรณ์ในการผลิตครบถ้วน โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้สามคนคือนายบุญลือ นาคประสิทธิ์ นายพันพงษ์ สินธุสังข์ และนายเสน่ห์ นุชนารถ
จากนั้นเมื่อเวลา 05.00 น. วันเดียวกัน เจ้าหน้าที่อีกชุดหนึ่ง ได้เข้าจับกุมนายวิบูลย์ ปานะสุทธะ (การสืบสวนปรากฏหลักฐานว่าเป็นผู้ร่วมลงทุนผลิตยาบ้ากับนายบุญลือฯ) ได้ที่หมู่บ้านเคหะธานี 2 เขตบึงกุ่ม ถนนรามอินทรา กทม. พร้อมยาบ้าอีกจำนวน 18,000 เม็ด รถยนต์เก๋ง 1 คัน และของกลางอื่นอีกหลายรายการ
โรงงานแห่งนี้นายเสน่ห์ฯ ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ดูแลสถานที่ภายหลังที่เลิกกิจการโรงงานผลิตกลูโคสและฟอกผ้ายีนส์แล้ว แต่นายเสน่ห์ลักลอบใช้สถานที่ดังกล่าวให้นายบุญลือใช้ในการผลิตยาบ้าจนถูกจับกุม
รวมของกลางที่ยึดได้เป็นยาบ้าชนิดเม็ดจำนวน 115,800 เม็ด ยาบ้าชนิดผง 40.8 กก. หัวเชื้อยาบ้าประมาณ 10 กก. ฝิ่น 1,300 กรัม สารเคมีและอุปกรณ์การผลิตอีกจำนวนมาก
ทั้งหมดถูกตั้งข้อหาผลิตและครอบครองเพื่อจำหน่ายยาบ้า และข้อหาครอบครองเพื่อจำหน่ายฝิ่น
ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบทรัพย์สินของทุกคน เพื่อดำเนินการยึดทรัพย์สินที่ได้มาจากการค้ายาเสพติด ซึ่งมีทรัพย์สินหลายรายการ มูลค่าหลายสิบล้านบาท ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 และยื่นคำร้องให้ศาลริบทรัพย์สินเหล่านั้น ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
การจับกุมครั้งนี้ นับเป็นการจับกุมแหล่งผลิตอัดเม็ดยาบ้ารายสำคัญ ซึ่งมีขีดความสามารถในการผลิตได้ครั้งละหลายแสนเม็ด และเป็นการจับกุมกลุ่มผู้ดำเนินการค้ายาเสพติดประเภทนายทุน ทำให้สามารถลดการแพร่ระบาดของยาบ้าในพื้นที่ กทม.และปริมณฑลได้ในระดับหนึ่ง
ศาลชั้นต้น พิพากษาให้ประหารชีวิต ทั้ง 3 คนยื่นอุทธรณ์ขอให้ลดโทษ
ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน จำเลยทั้ง 3 คนยื่นฎีกาขอลดโทษอีกครั้ง
วันที่ 9 พฤศจิกายน 2544 ศาลฎีกา พิพากษาประหารชีวิต ยืนตามศาลชั้นต้นและอุทธรณ์
ทั้งสามคนเหลือความหวังเดียวที่จะมีชีวิตรอด คือถวายฎีกาทูลเกล้าฯ ขอพระราชทานลดโทษ
แต่เพราะการกระทำของทั้งสามคน เป็นการบ่อนทำลายชาติอย่างร้ายแรง ไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้อื่น ฎีกานี้จึงถูกยก
หมายเหตุ...น.ช.เสน์ห์ นุชนารถ ถูกตัดสินจำคุก แต่ไม่ถูกตัดสินประหาร สาเหตุเพราะ น.ช.เสน่ห์เป็นเพียงผู้ให้ใช้สถานที่ผลิตยาเสพติด แต่ไม่ได้เป็นตัวการในการผลิต)
สำหรับประวัติของ นช.พนม ทองช่างเหล็ก นักโทษที่ถูกประหารอีกรายนั้น ต้องโทษในคดี ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน
โดยเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ.2542 นายพนม ทองช่างเหล็ก ได้ใช้อาวุธปืนยิงนายแสงชัย ทองเชื้อ จำนวน 4 นัด ขณะนั่งรับประทานอาหารร่วมกับพวก ที่ตำบลวิชัยใต้ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร เจ้าหน้าที่ได้จับกุมและแจ้งข้อหา แต่นายพนมให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้น พิพากษาให้การประหารชีวิต
ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน
ศาลฎีกา พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและอุทธรณ์
น.ช.พนม ถวายฎีกาทูลเกล้าฯ ขอลดโทษ แต่ฎีกาได้ถูกยก เช่นกัน
การดำเนินการตามขั้นตอนการประหารด้วยการฉีดสารพิษครั้งแรกนี้ เจ้าหน้าที่ได้ทำการเบิกตัวนักโทษทั้ง 4 คน ออกมาจากตึกขังเมื่อเวลาประมาณ16.00 น.
จากนั้นได้ให้เขียนพินัยกรรม และโทรศัพท์สั่งเสียญาติ
ซึ่ง น.ช.พนมได้โทรศัพท์ไปที่บ้านเพื่อคุยและสั่งเสียต่อภรรยาและลูกเป็นครั้งสุดท้าย
ส่วนนักโทษประหารอีกสามคนได้เขียนพินัยกรรม ไม่ได้ขอโทรสั่งเสียใคร
เจ้าหน้าที่นำอาหารมื้อสุดท้ายมาให้รับประทาน มีต้มข่าไก่ แกงเขียวหวานลูกชิ้นปลากราย แกงหน่อไม้ ส่วนของหวานมี บัวลอยแก้ว บัวลอยเผือก ฟักทองต้ม และส้มเขียวหวาน แต่นักโทษทั้ง 4 คน รับประทานอาหารไม่ลง ได้แต่ขอสูบบุหรี่แทน
จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้อ่านหนังสือยกฎีกาให้นักโทษทั้ง 4 คนฟัง แล้วนำตัวไปฟังพระเทศน์ เสร็จแล้วนำตัวขึ้นรถไฟฟ้าที่ใช้ในสนามกอล์ฟไปสู่แดนประหาร ครั้งละ 2 คน โดยมี น.ช.บุญลือ นาคประสิทธิ์ และ น.ช.พันพงษ์ สินธุสังข์ นั่งรถไปเป็นนักโทษประหารด้วยการฉีดสารพิษคู่แรก
ระหว่างทางได้แวะศาลเจ้าพ่อเจตคุปต์ เพื่อให้นักโทษประหารได้กราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำเรือนจำ
จากนั้นนำมาที่ศาลาเย็นใจ ซึ่งอยู่หน้าอาคารฉีดสารพิษ แล้วทำการปิดตานักโทษด้วยผ้าดำ รวมทั้งให้ถือดอกไม้ธูปเทียนไหว้ไปทางอุโบสถวัดแพรกใต้ ที่อยู่ติดแดนประหาร (การฉีดสารพิษครั้งแรกนี้ ใช้ห้องประหารยิงเป้าเป็นสถานที่ทำการประหาร เนื่องจากในขณะนั้นห้องประหารฉีดสารพิษยังสร้างไม่เสร็จ)
เจ้าหน้าที่นำนักโทษเข้าอาคารฉีดสารพิษ โดยยังคงล่ามโซ่ตรวนไว้และให้นักโทษนอนบนเตียงประหาร ซึ่งมีผ้าขาวสำหรับห่อศพวางรองอยู่ แล้วทำการมัดแขนนักโทษให้ติดกับเตียงทั้ง 2 ข้างในท่ากางแขน มัดหน้าอก หน้าท้อง และขา ให้ยึดติดกับเตียง
เจ้าหน้าที่ฉีดสารพิษ(เพชฌฆาต) นำเข็มฉีดยาปักไปที่เส้นเลือดดำหลังข้อมือทั้ง 2 ข้าง เมื่อพร้อมแล้ว หัวหน้าชุดประหารได้สบัดธงแดงลง เจ้าหน้าที่ได้ทำการฉีดยาจำนวน 3 เข็มในทันที
เข็มที่ 1 คือยานอนหลับ
เข็มที่ 2 เป็นยาคลายกล้ามเนื้อ
เข็มที่ 3 คือยาหยุดการเต้นของหัวใจ และทำให้ปอดหยุดทำงาน
จากนั้นได้ให้แพทย์และคณะกรรมการประกอบด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้แทน อัยการจังหวัด ผู้กำกับการสถานีตำรวจ ผู้บัญชาการเรือนจำ ผู้แทนกรมราชทัณฑ์ ร่วมตรวจสอบด้วย
เมื่อทำการประหารนักโทษสองรายแรกเสร็จสิ้นแล้ว จึงได้นำ นช.วิบูลย์ ปานะสุทธะ และ นช.พนม ทองช่างเหล็ก มาทำการประหารเป็นคู่ต่อไป โดยมีขั้นตอนการประหารเช่นเดียวกัน
เสร็จแล้วนำนักโทษที่เสียชีวิตแล้วใส่ในโรงเย็น ซึ่งมีความเย็น 18 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 12 ชั่วโมง
รุ่งเช้าได้ให้แพทย์ตรวจอีกครั้งหนึ่งเพื่อยืนยันการตาย
นักโทษชั้นดีได้ช่วยกันทำความสะอาดร่างกายให้กับนักโทษประหารทั้งสี่ ก่อนบรรจุลงโลงศพ แล้วส่งศพออกทางประตูผี เพื่อให้ญาติรับไปบำเพ็ญกุศลตามพิธีทางศาสนาต่อไป