ข้อเท็จจริงในคดีนี้ได้ความว่าจำเลยได้ใช้พายตีโจทก์ โจทก์รักษาด้วยแพทย์แผนโบราณใส่น้ำมัน ๓-๔ วัน แผลเป็นหนองที่ปาก โจทก์เจ็บปวดได้รับทุกขเวทนาแก่กล้า และไม่สามารถประกอบการหาเลี้ยงชีพตามปรกติอยู่เดือนครึ่ง จึงไปรักษาที่โรงพยาบาลกลาง แพทย์ที่โรงพยาบาลกลางให้ความเห็นว่า ถ้ามารักษาใหม่ ๆ ก็หายเร็วกว่านี้ ศาลฎีกาวางหลักไว้ว่า บุคคลผู้กระทำผิดย่อมต้องรับผิดต่อผลโดยตรงอันเกิดขึ้นตามธรรมดาจากการกระทำของตน ศาลฎีกาเห็นว่า แม้ผู้เสียหายจะมิได้รักษาเสียเลย ก็จะตำหนิผู้เสียหายว่าก่อความเจ็บปวดร้ายแรงขึ้นไม่ได้ และการที่จะตำหนิว่าไม่หาแพทย์มารักษานั้น ไม่ใช่ข้อแก้ตัวของจำเลย คำพิพากษาฎีกานี้จึงเป็นอันยืนยันแนวทางที่ศาลฎีกาได้เคยวินิจฉัยมาแล้ว กล่าวคือ ผู้กระทำจะต้องรับผิดต่อผลโดยตรงอันเกิดขึ้นตามธรรมดาจากการกระทำของตนและแนวทางของศาลฎีกานี้ก็ตรงกับหลักกฎหมายอังกฤษ ซึ่งได้กล่าวไว้ในคดีฆ่าคนตายว่า การกระทำหรือการงดเว้นของจำเลยจะต้องเป็นเหตุอันแท้จริง ถ้าหากไม่สามารถจะถือได้โดยเที่ยงธรรมและโดยมีเหตุผลว่าเป็นผลของการกระทำหรือการงดเว้นนั้นแล้ว ก็ไม่ใช่ความผิดฐานฆ่าคนตาย (ดู Principles and Practice of the Criminal Law ของ Horris พิมพ์ครั้งที่ 16 โดย Wilshere ค.ศ. 1938 หน้า 203)
และนอกจากนี้ยังมีหลักกฎหมายอังกฤษว่า ต้องสันนิษฐานว่าบุคคลทุกคนเจตนาให้เกิดผลธรรมดาแห่งการกระทำของตน ( Every on must be prasumed to intend the natural conseqnences of his act ดู Wilshere Element of Crimanal Law and Procedure พิมพ์ครั้งที่ 4 ค.ศ. 1935 หน้า 56) และเคยมีคดีของศาลอังกฤษที่คล้ายกับเรื่องนี้ คือ ผู้ตายถูกจำเลยทำร้ายร่างกาย และนิ้วของผู้ตายเกิดเป็นพิษขึ้น แพทย์ให้ความเห็นว่า ถ้าผู้ตายยอมตัดนิ้วผู้ตายจะไม่ถึงแก่ความตาย ศาลได้ลงโทษจำเลยฐานฆ่าคนตาย ตำราที่กล่าวถึงเรื่องนี้ได้ให้ความเห็นว่า ถ้าปรากฎว่าผู้ตายจะไม่ตาย ถ้าหากจำเลยไม่กระทำการนั้น ๆ แล้ว จำเลยจะแก้ตัวไม่ได้ว่ามีเหตุอื่น ๆ มาส่งเสริมให้เกิดผลนั้นอีก (ดู Rupert Cross และ P.Asterlay joaes. An Introduction to Criminal Law 1949 หน้า 213)